ความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (ตอนที่สิบเอ็ด)

วันที่ 14 เม.ย. 2565 เวลา 14:22 น.
ความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (ตอนที่สิบเอ็ด)
โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร

**************************

ในการพิจารณาว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชอำนาจในทางปฏิบัติแค่ไหนนั้น ในตอนที่แล้ว ได้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบพระมหากษัตริย์กับเสนาบดีกระทรวงต่างๆในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (เปลี่ยนรัชกาลในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2453) จะพบความแตกต่างในความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับเสนาบดีกระทรวงต่างๆ ด้วยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ พระมหากษัตริย์ทรงมีความ “อาวุโส” และ “ความเป็นผู้นำ” เพราะส่วนใหญ่ผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีล้วนแต่เป็น “พระอนุชา” หรือไม่ก็เป็นเสนาบดีที่เคยเป็นผู้อยู่ภายใต้การนำของพระมหากษัตริย์มาก่อน อีกทั้งพระมหากษัตริย์เป็นผู้ริเริ่มการปฏิรูประบบราชการแผ่นดิน จัดตั้งกระทรวงทบวงกรมขึ้นและเป็นผู้แต่งตั้งบุคคลที่พระองค์ทรงเห็นสมควรลงในตำแหน่งต่างๆ

ส่วนในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ในช่วงต้นรัชกาล บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีล้วนแต่เป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งสืบเนื่องมาแต่รัชกาลก่อน และมีความ “อาวุโส” กว่าพระองค์แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์หรือขุนนางสามัญชน

ผู้เขียนได้กล่าวถึงกรณีกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหมและกระทรวงธรรมการไปแล้ว และคราวที่แล้วได้กล่าวถึงการตั้งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ต่อไป ขอใช้ว่า “กรมพระยานริศฯ”) ผู้มีศักดิ์เป็น “พระปิตุลา (อา)” ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เป็นเสนาบดีคนแรกของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ

ในตอนที่แล้ว ได้กล่าวว่า ก่อนที่จะโปรดเกล้าฯแต่งตั้งกรมพระยานริศฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงแต่งตั้งสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ เป็นเสนาบดีกระทรวงการคลัง พระมหาสมบัติ แต่เนื่องจากทรงพระประชวร กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ ในฐานะรองเสนาบดีกรมพระคลังมหาสมบัติจึงทรงปฏิบัติราชการแทน และผู้เขียนได้ให้สันนิษฐานไปว่า สาเหตุที่ไม่ตั้งกรมหมื่นนราธิปฯขึ้นเป็นเสนาบดี ทั้งๆที่เป็นรองเสนาบดีอยู่แล้ว เป็นเพราะเรื่องความถนัดในด้านอักษรศาสตร์ของกรมหมื่นฯ เพราะพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งกรรมการ (สมัยนั้นเรียกว่า กรรมสัมปาทิก) หอพระสมุดวชิราญาณใน พ.ศ. 2428 และเป็นสภานายกในปี พ.ศ.2434

แต่หลังจากที่บทความตอนที่แล้วได้เผยแพร่ออกไป มีผู้อ่านที่ใช้นามว่า Boriphat Sangpakorn ได้กรุณาให้ข้อมูลพร้อมแหล่งอ้างอิงมาด้วยว่า กรมหมื่นนราธิปฯถูกปลดจากรองเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เพราะนำเงินแผ่นดินไปฝากธนาคารโดยใช้ชื่อตัว เป็นผู้มีอำนาจเบิกจ่ายแต่เพียงผู้เดียว การกระทำดังกล่าวถือว่าผิดระเบียบ แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงลงโทษแค่ปลดจากตำแหน่ง ไม่มีการลงอาญา โดยคุณ Boriphat Sangpakorn น่าจะเป็นเพราะขณะนั้น บ้านเมืองอยู่ภายใต้ภัยคุกคามจากมหาอำนาจต่างชาติ (เหตุการณ์ ร.ศ. 112) ทรงเกรงว่า พวกฝรั่งอาจถือโอกาสเข้าแทรกแซงหากเกิดความขัดแย้งภายใน (ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณ Boriphat Sangpakorn อย่างยิ่งมา ณ ทีนี้ด้วยครับ)

นอกจากนี้ ในตอนที่แล้ว ผู้เขียนยังกล่าวไว้ว่าจะเล่าถึงการแต่งตั้งพระเจ้าน้องยาเธอและพระเจ้าลูกยาเธอที่สำเร็จการศึกษาให้เป็นเสนาบดีในกระทรวงต่างๆในช่วงการ “ปรับคณะเสนาบดีครั้งที่สอง” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงต่างๆช่วงแรกในปี พ.ศ. 2435 ไม่ได้ศึกษาต่อต่างประเทศ ต่อเมื่อพระเจ้าน้องยาเธอและพระเจ้าลูกยาเธอที่ถูกส่งไปศึกษาต่อต่างประเทศรุ่นแรกสำเร็จการศึกษากลับมา จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่มีการปรับคณะเสนาบดีเป็นครั้งที่สอง นอกเหนือไปจากเหตุผลที่ผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีที่มีอยู่ไม่ปฏิบัติงานตามความมุ่งหมาย และเกิดความขัดแย้งกันจากการเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับงานราชการ

พระเจ้าลูกยาเธอที่ทรงได้รับโปรดเกล้าฯให้ไปศึกษาต่อในทวีปยุโรปพร้อมกันรุ่นแรก ในปี พ.ศ. 2428 มี 4 พระองค์ คือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ประสูติ พ.ศ. 2417 สำเร็จการศึกษา พ.ศ. 2437) พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ประสูติ พ.ศ. 2417 สำเร็จการศึกษา พ.ศ. 2437) พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าประวิตรวัฒโนดม (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงปราจิณกิติบดี ประสูติ พ.ศ. 2418 ทรงศึกษาด้านอักษรศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส และเริ่มรับราชการในปี พ.ศ. 2440) พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ประสูติ พ.ศ. 2419 สำเร็จการศึกษา พ.ศ. 2439)

ในบรรดาพระราชโอรสรุ่นแรกที่สำเร็จการศึกษากลับมานั้น มีสามพระองค์ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดี สองพระองค์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ นั่นคือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ต่อไปขอใช้ว่า “กรมหลวงราชบุรีฯ”) และพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ (ต่อไปขอใช้ “กรมพระจันทบุรีฯ”) ส่วนพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ต่อไปขอใช้ว่า “กรมหลวงนครไชยศรีฯ”) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ

กรมหลวงราชบุรีฯเป็นพระราชโอรสพระองค์แรกที่ได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ในปี พ.ศ. 2439 เรียกได้ว่า แทบจะทันทีหลังทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีทางด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด โดยสังกัดคณะไครส์ตเชิร์ช (Christ Church College) ของมหาวิทยาลัย ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2442 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯในครั้งที่ทรงพระอิสรยยศสยามมกุฎราชกุมารก็ได้ทรงเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และสังกัดที่ไครส์ตเชิร์ชเช่นกัน กรมหลวงราชบุรีฯทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมในขณะมีพระชันษาได้เพียง 23 ปีเท่านั้น

ส่วนพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ (ต่อไปขอใช้ “กรมพระจันทบุรีฯ”) ทรงสำเร็จในปี พ.ศ. 2437 ในสาขาบูรพคดีศึกษา (Oriental Studies) จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด สาขาวิชาภาษาบาลีและสันสกฤต โดยทรงสังกัดคณะแบเลียล (Balliol College) ของมหาวิทยาลัย ต่อมาในปี พ.ศ. 2438 ได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ (ศึกษาธิการ) ในขณะที่มีพระชันษาเพียง 21 ปีเท่านั้น และผู้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีขณะนั้น คือ เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) หลังจากดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศึกษาธิการมาเป็นเวลา 7 ปี ได้รับโปรดเกล้าฯให้ย้ายไปรับตำแหน่งอธิบดีกรมสารบาญชี (กรมบัญชีกลางในปัจจุบัน) ในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติในต้นปี พ.ศ. 2445 หลังจากนั้น 5 ปี เมื่อตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติว่างลง ทรงโปรดเกล้าฯให้กรมพระจันทบุรีรักษาการตำแหน่งเสนาบดี และโปรดเกล้าฯให้กรมพระยานริศฯที่เคยเป็นเสนาบดีกระทรวงพระคลังฯให้คำแนะนำและต่อมาในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2451 ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้กรมพระจันทบุรีฯเป็นเสนาบดี และเมื่อเปลี่ยนรัชกาล ก็ยังดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติไปอีก 12 ปีจนเมื่อมีการตั้งกระทรวงพาณิชย์ขึ้น กรมพระจันทบุรีฯได้รับโปรดเกล้าฯให้ไปเป็นเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์จนสิ้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯได้ทรงโปรดเกล้าฯให้กรมพระจันทบุรีฯเป็นหนึ่งในห้าของคณะอภิรัฐมนตรี และให้พ้นจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ในปี พ.ศ. 2469 

รวมระยะเวลาที่กรมพระจันทบุรีฯเป็นเสนาบดีทั้งสิ้นคือ 19 +/- ปี (กระทรวงพระคลังมหาสมบัติและกระทรวงพาณิชย์) นับเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งเสนาบดีที่ยาวนานเป็นอันดับที่สอง โดยอันดับที่หนึ่งคือ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (กระทรวงเดียว) เป็นเวลา 25 +/- ปี อันดับที่สามคือ กรมพระยานริศฯ 17 +/- ปี (กระทรวงกลาโหม กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงโยธาธิการ) และ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ก็ 17 +/- ปีเช่นกัน (กระทรวงนครบาล กระทรวงมหาดไทย)

เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นหนึ่งในแปดเสนาบดีที่เป็นสามัญชน ท่ามกลางเสนาบดีที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์จำนวน 46 พระองค์

(แหล่งอ้างอิง: ปิยนาถ บุนนาค. การเมืองระหว่างองค์การรัฐ: การศึกษาภูมิหลังความขัดแย้งที่สำคัญระหว่างกระทรวงต่างๆในสมัยปฏิรูป (พ.ศ. 2435-2453). ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, สาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2533; https://th.wikipedia.org/wiki/พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ; https://www.finearts.go.th/pranakornkeereemuseum/view/26191-มหามกุฏราชสันตติวงศ์--สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ-เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ; https://www.sac.or.th/databases/thailitdir/cre_det.php?cr_id=61 ; สำเนาพระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) กับประวัติเจ้าพระยายมราช, พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) วันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๒)