การคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ตอนที่หนึ่ง)

วันที่ 20 ม.ค. 2565 เวลา 15:22 น.
การคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ตอนที่หนึ่ง)
โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร

*************

ในการคัดเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ว่าพระราชบัญญัติฯจะกำหนดให้พระมหากษัตริย์สามารถคัดเลือกจากบุคคลที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการที่มีคุณสมบัติโดดเด่น แต่พระองค์มิได้ทรงเลือกพระบรมวงศานุวงศ์เลย แต่เลือกจากข้าราชการเท่านั้น และเลือกแต่เฉพาะระดับพระยาเท่านั้นด้วย

อาจจะด้วยเหตุผลที่ว่าเนื่องจากประธานคือพระมหากษัตริย์ ซึ่งขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯยังมีพระชนมายุเพียง 21 พรรษา ครั้นจะแต่งตั้งพระน้องยาเธอเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษา พระชนมายุก็จะยิ่งน้อยเข้าไปอีก ส่วนพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นๆก็มีพระชนมายุมากกว่ามาก หากแต่งตั้งบุคคลเหล่านั้น การดำเนินการประชุมแบบสมัยใหม่ที่กำหนดไว้ให้ทุกคนเสมอกันไม่นับตำแหน่งและอาวุโสที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติก็จะยากที่จะดำเนินไปได้ตามเจตนารมณ์

และหากพระองค์ทรงมีพระราชดำริที่ชัดเจนล่วงหน้าไว้แล้วว่าจะต้องการให้สมาชิกสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินชุดนี้ขับเคลื่อนพระราโชบายและตราเป็นกฎหมายในการแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากชาติตะวันตก รวมทั้งการดึงอำนาจคืนกลับมาจากฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ โดยต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาที่ปรึกษาฯ พระองค์ก็คงต้องคัดเลือกบุคคลที่พระองค์ทรงเห็นว่าจะสามารถร่วมคิดในแนวทางที่ทรงมีพระราชดำริ

และจะไม่เลือกบุคคลที่มีแนวโน้มจะตั้งตนเป็นอุปสรรคขัดขวางอย่างรุนแรง ขณะเดียวกัน ครั้นพระองค์จะคัดเลือกแต่เฉพาะบุคคลที่อยู่ในแวดวงใกล้ชิดเสียทั้งหมด ก็อาจจะทำให้เห็นการแบ่งฝักฝ่ายและทำให้ความแปลกแยกที่มีอยู่แล้วทวีมากขึ้นไปอีก

เกณฑ์เบื้องต้นคือของผู้ที่ได้รับเลือกทั้ง 12 คน คือข้าราชการผู้มีบรรดาศักดิ์ชั้นพระยา อันได้แก่ พระยาราชสุภาวดี (เพ็ง เพ็ญกุล), พระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค), พระยาราชวรานุกูล (รอด กัลยาณมิตร), พระยากษาปณ์กิจโกศล (โหมด อมาตยกุล), พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค), พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร), พระยาอภัยรณฤทธิ์ (แย้ม บุญยรัตพันธุ์) จางวางพระตำรวจซ้าย, พระยาราไชย (จำเริญ บุรณศิริ), พระยาพิพิธโภไคย (ทองคำ สุวรรณทัต), พระยาเจริญราชไมตรี (ตาด อมาตยกุล), พระยากลาโหมราชเสนา (กรับ บุญยรัตนพันธุ์), พระยาราชโยธา (ทองอยู่ ภูมิรัตน์)

และใน 12 คนนี้มี 5 คนที่ได้เข้าร่วมประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดีที่เลือกผู้สืบราชสันตติวงศ์และเลือกกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ถือว่าเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ที่มีความสำคัญ โดยขุนนางเสนาบดีที่เข้าประชุมครั้งนั้นมีทั้งสิ้น 19 คน โดยแบ่งเป็นข้าราชการฝ่ายพระบรมมหาราชวัง (วังหลวง) 3 คน ได้แก่ พระยาราชสุภาวดี (เพ็ง เพ็ญกุล) พระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค)พระยาราชวรานุกูล (รอด กัลยาณมิตร) และฝ่ายพระราชวังบวร 2 คน ได้แก่ พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร)พระยากลาโหมราชเสนา (กรับ บุญยรัตนพันธุ์) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระยาราชสุภาวดี (เพ็ง เพ็ญกุล) เป็นข้าราชการที่ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯประชวรใกล้จะสวรรคต พระยาราชสุภาวดี (พระบุรุษรัตนราชวัลลภ ตำแหน่งในขณะนั้น) ก็ได้เฝ้าดูพระราชหฤทัยด้วย

ดังนั้น นอกจากเกณฑ์บรรดาศักดิ์ชั้นพระยาแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับพระยาที่เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ที่มีความสำคัญในระดับที่เข้าร่วมประชุมเลือกผู้สืบราชสันตติวงศ์และเลือกกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และพระองค์ได้ทรงเลือกข้าราชการผู้ใหญ่ที่เข้าร่วมประชุมดังกล่าว ทั้งจากวังหลวงและวังหน้าเป็นจำนวน 5 คน

และในการพิจารณาเลือกข้าราชการผู้ใหญ่ 5 คนนั้น นอกจากเกณฑ์ข้าราชการทั้งจากวังหลวงและวังหน้าแล้ว ยังให้ความสำคัญกับผู้ที่มีประสบการณ์การทูตที่เดินทางไปต่างประเทศ 2 คน อันได้แก่ พระยาราชสุภาวดี (เพ็ง เพ็ญกุล) และ พระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) โดยพระยาราชสุภาวดีเป็นอุปทูตในคณะราชทูตที่ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับอังกฤษตอนอายุ 36 ปี และพระยาศรีพิพัฒน์เป็นราชทูตอัญเชิญพระราชสาส์นไปเจริญทางพระราชไมตรีกับจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ประเทศฝรั่งเศสตอนอายุได้ 38 ปี

ส่วนอีก 3 คนที่เหลือนั้น ได้แก่ พระยาราชวรานุกูล (รอด กัลยาณมิตร) พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) พระยากลาโหมราชเสนา (กรับ บุญยรัตนพันธุ์) พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) เจ้ากรมมหาดไทยฝ่ายเหนือ มีสถานะเป็น “พ่อตา” คนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ และทั้งพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) และพระยาราชวรานุกูล (รอด กัลยาณมิตร) เป็นบุตรกับเจ้าพระยานิกรบดินทร (โต กัลยาณมิตร) ผู้ซึ่งมีความสนิทสนมในระดับเป็นพระสหายกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและมีความสัมพันธ์ที่ดียิ่งกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ใน พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ กล่าวว่า “...เจ้าพระยานิกรบดินทรยกที่บ้านเดิมของท่าน แล้วซื้อที่บ้านข้าราชการและบ้านเจ้าสัว เจ้าภาษี นายอากรอื่นอีกหลายบ้านสร้างเป็นวัดใหญ่ พระราชทานชื่อ วัดกัลยาณมิตร แต่พระวิหารใหญ่เป็นของหลวง...” นามพระราชทานวัดว่า “วัดกัลยาณมิตร” ที่หมายถึง มิตรดีหรือเพื่อนดี เพื่อนผู้มีกัลยาณมิตร คงมาจากความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ที่มี

ต่อเจ้าพระยานิกรบดินทร ซึ่งได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมาตั้งแต่พระองค์ยังดำรงพระยศในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ประทับอยู่ที่วังท่าพระทรงกำกับราชการกรมท่า เจ้าพระยานิกรบดินทรได้เข้านอกออกในวังท่าพระทุกวัน จนคุ้นเคยสนิทสนมกับข้าในวังโดยเฉพาะห้องเครื่องก่อนเสด็จในกรมฯ ทรงค้าขายทางสำเภาด้วย ทำให้เจ้าพระยานิกรบดินทรได้ค้าขายสำเภาร่วมกับพระองค์ทั้งก่อนและภายหลังเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ และจะเห็นได้จากการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารหลวงพระราชทานช่วยเมื่อเจ้าพระยานิกรบดินทรสร้างวัดถวาย ด้วยทรงพระเมตตากรุณารักใคร่เป็นพิเศษ

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอไตร ณ วัดกัลยาณมิตรเมื่อ พ.ศ.2408 พระราชทานนามว่า “หอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ” ทั้งนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติแห่งพระบรมราชมาตามหัยยิกากรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) ผู้เป็นพระเชษฐภคินี ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระบรมราชมาตามหัยยิกาธิบดี พระภัสดาในกรมพระศรีสุดารักษ์ (ขรัวเงิน) ซึ่งเป็นพระชนนีและพระชนกในสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ (เจ้าฟ้าบุญรอด) พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเป็นพระราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างตรงบริเวณที่จอดแพของสมเด็จกรมพระศรีสุดารักษ์มาก่อน เพื่อประกอบพระราชกุศลตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมเชษฐาธิราช กับทั้งเป็นการปูนบำเหน็จเชิดชูเกียรติของเจ้าพระยานิกรบดินทรด้วย

[ในรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระยาราชสุภาวดี (โต) เป็นเจ้าพระยานิกรบดินทร มหินทรมหากัลยาณมิตรฯ ที่สมุหนายกสำเร็จราชการทั้งปวงในกรมมหาดไทย] นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระพุทธรูปที่ประดิษฐานในพระวิหารหลวง ซึ่งเดิมเรียกว่า “พระโต” ว่า “พระพุทธไตรรัตนนายก” นามพระราชทานเหมือนกันกับที่พระราชทาน “พระโต” วัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ดังนั้น พระยาราชวรานุกูล (รอด กัลยาณมิตร) และพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) จึงน่าจะถือว่าเป็นข้าราชการในกลุ่มที่ใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ไม่น่าจะเป็นอย่างที่มีผู้สันนิษฐานว่า พระยาพิพิธโภคัย (ทองคำ สุวรรณทัต), พระราชวรานุกูล (รอด กัลยาณมิตร), พระยากลาโหมราชเสนา (กรับ บุณยรัตพันธุ์) เป็น “ขุนนางนอกกลุ่ม” (ขุนนางนอกกลุ่มได้แก่ พระยาพิพิธโภคัยสวรรย์ (ทองคำ สุวรรณทัต), พระราชวรานุกูล (รอด กัลยาณมิตร), พระยากลาโหมราชเสนา (กรับ บุณยรัตพันธุ์) ดู ดร.อาวุธ ธีระเอก. ภาษาเจ้า ภาษานาย การเมืองเบื้องหลังการศึกษาภาษาอังกฤษ สมัยรัชกาลที่ 5. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2560 อ้างใน “รัชกาลที่ 5 รับสั่งตรวจบัญชี พบ ‘กรมนา’ คอร์รัปชั่น” ศิลปวัฒนธรรม, วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ.2564, https://www.silpa-mag.com/history/article_22249)

และพระยาพิพิธโภคัย (ทองคำ สุวรรณทัต) ก็ไม่น่าใช่ขุนนางนอกกลุ่มด้วย เพราะมีศักดิ์เป็น “ลุงเขย” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เพราะน้องสาวของพระยาพิพิธโภไคยเป็นมารดาของเจ้าจอมมารดาเหม ในรัชกาลที่ 4 อีกทั้งน้องสาวอีกคนหนึ่ง คือ เจ้าจอมมารดางิ้วในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลักขณานุคุณ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ให้สูติกาลพระธิดาคือ หม่อมเจ้าหญิงโสมนัส และต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับแต่งตั้งให้พระองค์เจ้าโสมนัสเป็น สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี แล้วได้สถาปนาให้หม่อมงิ้วในพระองค์เจ้าลักขณานุคุณขึ้นเป็น เจ้าจอมมารดางิ้ว ด้วยเป็นมารดาในพระอัครมเหสี และพำนักอยู่กับพระธิดาในพระบรมมหาราชวัง แต่หลังการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีในปี พ.ศ. 2395 เจ้าจอมมารดางิ้วได้ขอลาออกจากพระบรมมหาราชวังกลับไปพำนักอยู่กับพระยาราชภักดี(ทองคำ สุวรรณทัต) ผู้เป็นพี่ชาย

คงเหลือแต่พระยากลาโหมราชเสนา (กรับ บุณยรัตพันธุ์) ที่น่าจะเป็น “ขุนนางนอกกลุ่ม” อย่างที่มีผู้สันนิษฐานไว้ ผู้เขียนสันนิษฐานว่า การที่เขาถูกจัดว่าเป็น “ขุนนางนอกกลุ่ม” เพราะมีความมุ่งมั่นยึดถือในการเป็นข้าราชการรับใช้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นสำคัญ เพราะพระยากลาโหมราชเสนาเคยเป็นข้าราชการในส่วนวังหน้า แต่หลังจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตในปี พ.ศ. 2408 ได้มีการโอนข้าราชการวังหน้ามารับราชการวังหลวง พวกที่เป็นข้าราชการผู้ใหญ่สามารถเข้ากับข้าราชการวังหลวงได้ เพราะเคยรับราชการวังหลวงมาก่อน แต่มีปัญหาแต่พวกข้าราชการรุ่นหนุ่ม และเมื่อกรมหมื่นบวรวิชัยชาญได้เป็นวังหน้า จึงได้มีการส่งข้าราชการวังหลวงที่เคยอยู่วังหน้ากลับคืนไปรับราชการกับกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และหนึ่งในนั้นคือ พระยาเสนาภูเบศร์ (กรับ บุณยรัตพันธ์) เจ้ากรมกลาโหมฝ่ายเหนือ ที่ต่อมาได้เป็นพระยากลาโหมราชเสนา อธิบดีกรมกลาโหม

และรวมทั้งพระยาอภัยรณฤทธิ์ (แย้ม บุญยรัตพันธุ์) จางวางพระตำรวจซ้ายที่เป็นบุตรเขยของสมเด็จพระเจ้ายาฯ (และคุณหญิงกลาง หนึ่งสามธิดาของสมเด็จเจ้าพระยาฯเป็นภรรยาพระยาอภัยรณฤทธิ์) แต่ขณะเดียวกัน ธิดาของพระยาอภัยรณฤทธิ์ก็ได้ถวายตัวเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังได้ทรงเลือกข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถในวิชากฎหมายและภาษาต่างประเทศอย่างพระยาเจริญราชไมตรี (ตาด อมาตยกุล) ที่มีประสบการณ์เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลต่างประเทศ (แทนหม่อมราโชทัย (ม.ร.ว.กระต่าย อิศรางกูร) ซึ่งไปราชการ ณ ทวีปยุโรป เมื่อปี พ.ศ. 2410 ) ทำหน้าที่ราชการอยู่ในกรมท่าเฉพาะในด้านที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาเจริญราชไมตรี แล้วเป็นผู้ทำสัญญาเจริญพระราชไมตรีกับประเทศออสเตรียและในปี พ.ศ. 2416พระยาเจริญราชไมตรีได้เดินทางไปยังเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย เพื่อทำสัญญากับกงศุลเยนเนอราล อังกฤษ เรื่องการปกครองแคว้นเชียงใหม่ เชียงตุง อีกทั้งยังเคยรับราชการวังหน้าในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯมาก่อนด้วย

และพระองค์ยังได้คัดเลือกข้าราชการที่นิยมในความรู้ตะวันตกจนมีความรู้ความเชี่ยวชาญในทางวิศวกรรมเครื่องกลและเคมีจนเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ อย่างพระยากษาปณ์กิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) และเลือกพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) ซึ่งมีอายุเพียง 24 ปี น้อยที่สุดในบรรดาสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ

ด้วยผู้เขียนประมาณเอาว่า พระยาราชสุภาวดี (เพ็ง เพ็ญกุล) อายุ 53 ปี พระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) อายุ 55 ปี พระยาราชวรานุกูล (รอด กัลยาณมิตร) อายุ 49 ปี พระยากษาปณ์กิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) อายุ 55 ปี พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) น่าจะมีอายุราว 55-60 ปี พระยาอภัยรณฤทธิ์ (แย้ม บุญยรัตพันธุ์) น่าจะมีอย่างน้อยที่สุดไม่น่าจะต่ำกว่า 30 ปี พระยาราไชย (จำเริญ บุรณศิริ) น่าจะมีอายุในราว 43 ปีขึ้นไป พระยาพิพิธโภไคย (ทองคำ สุวรรณทัต) น่าจะมีอายุในราว 50 ปีขึ้นไป พระยาเจริญราชไมตรี (ตาด อมาตยกุล) อายุ 54 ปี พระยากลาโหมราชเสนา (กรับ บุญยรัตนพันธุ์) น่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 43 ปี (สันนิษฐานจากการมีบุตรที่ชื่อ ทิม [ พระยาพินิจสารา] ในปี พ.ศ.2394) พระยาราชโยธา (ทองอยู่ ภูมิรัตน์) น่าจะมีอายุในราว 50 ปี

พระยาภาสกรวงศ์ผู้มีอายุน้อยที่สุดเป็นผู้เดียวในบรรดาสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯที่ได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 15 ปีเป็นเวลา 3 ปี (โดยได้ไปเรียนอยู่ที่โรงเรียนตำบลแบลกฮีทใกล้กรุงลอนดอน เรียนอยู่ 3 ปี แต่ต้องถูกถอนตัวออกจากโรงเรียนเพราะในปี พ.ศ. 2409 เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) เป็นราชทูตออกไปยุโรป ไม่มีล่ามที่จะใช้ในส่วนตัว จึงได้เรียกเจ้าพระยาภาสกรวงศ์มาใช้เป็นล่าม และหลังจากนั้นก็เดินทางกลับมาสยาม ไม่ได้ไปศึกษาต่อ) และพระยาภาสกรวงศ์คือผู้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯเกี่ยวกับการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน

ส่วนพระยาราไชย (จำเริญ บุรณศิริ) ในขณะนั้นน่าจะมีอายุราว 43 ปีขึ้นไป รับราชการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สาม เป็นบุตรของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (บุญศรี) ผู้เป็นข้าราชการที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯทรงไว้วางพระทัยเป็นอย่างยิ่งคนหนึ่ง พระยาราไชยเข้าอุปสมบทกรรมเป็นพระภิกษุภายในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งยังทรงผนวชประทับอยู่ที่วัดบวรนิเวศเป็นประธานพระอุปัทยาจารย์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเสด็จไปประทับที่วัดบวรนิเวศวิหารตั้งแต่ปี พ.ศ. 2379 โดยมีกรมสมเด็จพระปวเรศวริยาลงกรณ์เมี่อครั้งยังเป็นพระบวรวงศ์เธอชั้น ๒ พระองค์เจ้าฤกษ์เป็นพระกรรมวาจาจาริย์ และเป็นผู้มีความรู้ความสามารถสอบเปรียญเก้าประโยคได้โดยมีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้น

และในการเฉลิมฉลองการสอบเปรียญเก้าประโยคได้เป็นที่หนึ่งของบุตรชาย เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีผู้บิดาได้สร้างพัดแฉกงาแกะประดับพลอยขึ้นเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อพระราชทานแด่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ให้ทรงถือเป็นพัดยศประจำพระองค์ หลังจากลาสิกขาบท พระยาราไชยได้เข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯและสืบต่อในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯด้วย และเป็นที่ไว้วางพระทัยอย่างยิ่ง และน่าจะด้วยความรู้ความสามารถและมาจากตระกูลข้าราชการที่ไว้วางพระทัยมายาวนาน (ดู ข้อ 1 ในพระราชบัญญัติเคาน์ซิลออฟสเตด: “…จะทรงตั้งราชตระกูลแลข้าราชการซึ่งมีตระกูลและผู้มีสติปัญญาว่องไวเฉียบแหลมรอบรู้ในราชกิจการต่างๆที่มีชื่อเสียงปรากฎ..”) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯจึงได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน

ส่วนประวัติของพระยาราชโยธา (ทองอยู่ ภูมิรัตน์) ผู้เขียนยังไม่สามารถหาข้อมูลได้

มีข้อสังเกตว่า ในบรรดาสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ 12 คนนี้ จะมีข้าราชการตระกูลบุนนาคอยู่ 2 คน นั่นคือ พระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) และพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) แต่แม้ว่าจะเป็นคนในตระกูลเดียวกับสมเด็จเจ้าพระยาฯ และน่าจะเป็นคนในฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยาฯ แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะอะไร ? โปรดติดตามในตอนต่อไป

(แหล่งอ้างอิง: https://sites.google.com/site/watkanlayanamitra/info_wat?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1 ; https://sites.google.com/site/watkanlayanamitra/info_wat?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1 ;“ตอนที่ 8 เฉลิมศักดิ์” พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 5 สมเด็จ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ https://vajirayana.org/พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์-รัชกาลที่-5/ตอนที่-8; http://www.bunnag.in.th/prarajpannuang001-4.html; กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, คนดีที่ข้าพเจ้ารู้จัก เล่ม 1, (กรุงเทพฯ: บัณฑิตการพิมพ์: 2527); ข้อมูลเกี่ยวกับพระยาราไชย (จำเริญ บุรณศิริ)

ผู้เขียนได้จากการสัมภาษณ์คุณเมทนี บุรณศิริ ผู้เขียนขอขอบพระคุณ คุณเมทนี มาไว้ ณ ที่นี้ด้วย คุณเมทนีเป็นทายาทรุ่นที่สามของพระยาราไชย โดยพระยาราไชยมีศักดิ์เป็นปู่ของคุณเมทนี เพราะพระยาราไชยเป็นพี่ของพระยาอรรคราชวราทร (ภัสดา บุรณศิริ) และพระยาอรรคราชวราทร (ภัสดา บุรณศิริ) เป็นบิดาของคุณสุมิดา และคุณสุมิดาเป็นบิดาของคุณเมทนี และดูเพิ่มเติม https://th.wikipedia.org/wiki/พระยาอรรคราชวราทร_(ภัสดา_บุรณศิริ) https://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=32&chap=1&page=t32-1-infodetail09.html)