45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่หนึ่ง: ว่าด้วยสถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้าน)

วันที่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 15:27 น.
45 ปี 6 ตุลาฯ (ตอนที่หนึ่ง: ว่าด้วยสถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้าน)
โดย...ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร                   

*******************

นอกจากปีนี้ จะครบรอบ 15 ปีรัฐประหาร 19 กันยายนแล้ว ยังครบรอบ 45 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ด้วย เมื่อสักสองสัปดาห์มานี้ ผมได้หนังสือเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯมาเล่มหนึ่ง ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2521 สองปีหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ  หนังสือเล่มนี้ชื่อ “เบื้องหลัง 6 ตุลา: วิเคราะห์ปัญหาการก่ออาชญากรรมของชนชั้นปกครองปฏิกิริยากับสมุนบริวารและจักรพรรดินิยมอเมริกา: กรณีบุกฆ่านักศึกษาอย่างป่าเถื่อนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙”   จัดทำโดย “แนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา”

ถ้า “แนวร่วมฯ” ที่ว่านี้ พำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ก็นับว่าจักรพรรดินิยมอเมริกาเลวร้ายแต่ในทางนโยบายต่างประเทศ แต่ภายในประเทศ รัฐบาลจักรพรรดินิยมที่ว่านี้ยอมรับให้คนไทยที่เป็นปฏิปักษ์กับตนสามารถพำนักอาศัยในประเทศได้และให้เสรีภาพในการเคลื่อนไหวตีพิมพ์เผยแพร่เอกสารโจมตีรัฐบาลสหรัฐฯที่ให้วีซ่าเดินทางเข้าประเทศและพำนักอาศัยได้

ในช่วง พ.ศ. 2519 นโยบายต่างประเทศอันเลวร้ายของจักรพรรดินิยมอเมริกาคือ การเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย (และประเทศอื่นๆ) และสนับสนุนร่วมมือกับชนชั้นปกครองและสมุนบริวารในการ “บุกฆ่านักศึกษาอย่างป่าเถื่อนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”                                              

ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ (จักรวรรดินิยมอเมริกา) มีส่วนในการ “บุกฆ่านักศึกษาอย่างป่าเถื่อนฯ” ก็แปลว่าขณะนั้น รัฐบาลสหรัฐฯเห็นว่า ขบวนการนักศึกษาและกิจกรรมต่างๆเป็นปฏิปักษ์กับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ความเป็นปฏิปักษ์ที่ขบวนการนิสิตนักศึกษามีต่อนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯคือ การต่อต้านการตั้งฐานทัพของสหรัฐฯในประเทศไทย โดยให้เหตุผลว่า ประเทศไทยไม่ควรให้สหรัฐฯมาตั้งฐานทัพเพื่อส่งเครื่องบินไปทั้งระเบิดโจมตีประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว กัมพูชาและเวียดนาม

สหรัฐฯมีผลประโยชน์อะไรที่ต้องรักษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ถึงกับต้องมาตั้งฐานทัพในประเทศไทย ?

ขณะนั้น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทั่วโลกอยู่ภายใต้ยุคสงครามเย็น อันเป็นการประชันขันแข่งกันระหว่างกลุ่มประเทศทุนนิยมที่มีสหรัฐฯและยุโรปตะวันตกเป็นผู้นำ และกลุ่มประเทศสังคมนิยมที่เป็นโซเวียตรัสเซียและจีนเป็นผู้นำ การต่อสู้ทางอุดมการณ์ของทั้งสองค่ายนี้ทำให้เกิดศึกแย่งชิงประเทศต่างๆในโลก  เมื่อทั้งสองฝ่ายแย่งชิงการครองอำนาจนำในประเทศต่างๆ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ การแตกแยกแบ่งเป็นฝักฝ่ายของผู้คนภายในประเทศนั้นๆ โดยแต่ละฝ่ายสนับสนุนแต่ละอุดมการณ์และได้รับการสนับสนุนจากประเทศมหาอำนาจแต่ละฝ่าย ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “สงครามตัวแทน” (proxy war) คือ คนแต่ละฝักฝ่ายในประเทศต่อสู้กันและกันภายใต้อุดมการณ์และการได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย โดยที่ประเทศมหาอำนาจที่เป็นคู่ขัดแย้งไม่ได้ทำสงครามกันและกันเอง และมี “ตัวแทน” ของแต่ละฝ่ายต่อสู้กันในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างกองกำลังใต้ดินหรือกองกำลังในป่ากับกองกำลังของฝ่ายรัฐบาล หรือการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงที่ฝักฝ่ายอุดมการณ์ต่างกัน                                

ปรากฎการณ์ “สงครามตัวแทน” เกิดขึ้นในประเทศเกิดใหม่ทั่วโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งต่างอยู่ในสภาพด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา และสถาบันทางการเมืองภายใต้ประชาธิปไตยที่ยังเพิ่งเริ่มก็ยังไม่ตั้งมั่น  แม้ประเทศไทยจะไม่ถือเป็นประเทศเกิดใหม่ เพราะเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้น แต่กระนั้นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของไทยก็ยังไม่ตั้งมั่น เพราะก่อนหน้า พ.ศ. 2519  เกิดรัฐประหาร 4 ครั้งและการก่อกบฏ 9 ครั้ง   ซึ่งมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นประเทศเกิดใหม่อย่างลาว กัมพูชาและเวียดนามเสียอีก  โดยก่อน พ.ศ. 2519 ลาวมีรัฐประหาร 2 ครั้ง กัมพูชา 1 ครั้ง ส่วนเวียดนามมีรัฐประหาร 4 ครั้งและการก่อการกบฏ 3 ครั้ง                                                      

รัฐประหารครั้งแรกในลาวเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2502  และถือได้ว่าเป็นปรากฎการณ์ “สงครามตัวแทน”  โดยรัฐประหาร พ.ศ. 2502 นำโดยนายพลภูมี หน่อสวรรค์ (หลานของเขาคือ ภูสมิง หน่อสวรรค์ นักร้องนักดนตรีโฟลค์ซองที่เคยเป็นที่นิยมในหมู่แฟนเพลงชาวไทยในช่วงทศวรรษ 2520)                           

ความเป็นมาของนายพลภูมี หน่อสวรรค์ เขาเกิดเมื่อ พ.ศ. 2463  ที่สะหวันนะเขต (ติดกับจังหวัดมุกดาหาร นครพนม อำนาจเจริญและอุบลราชธานีของไทยโดยมีแม่น้ำโขงเป็นเขตแดน) ซึ่งตอนนั้นยังเป็นดินแดนลาวในอารักขาของฝรั่งเศส  และถ้านับสายญาติในไทย  ภูมี หน่อสวรรค์เป็นหลานของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยจอมพลสฤษดิ์มีศักดิ์เป็นน้า

ภูมีเริ่มต้นทำงานเป็นข้าราชการในระบบบริหารราชการของฝรั่งเศสในลาว และในช่วงปีสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้เข้าร่วมกับขบวนการต่อต้านญี่ปุ่น และเขาได้ลี้ภัยจากลาวในช่วงพ.ศ. 2489-2492 ที่ฝรั่งเศสกลับมาปกครองลาวในฐานะอาณานิคมอีก                                    

ภูมี หน่อสวรรค์        

 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ขณะเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2489 ได้เกิดสงครามอินโดจีน เป็นการต่อสู้ระหว่างกองกำลังฝรั่งเศสกับ “เวียดมิน” หรือ “กลุ่มสันนิบาตเพื่อเอกราชของเวียดนาม” ที่ก่อตั้งขึ้นโดยพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนในฐานะเป็นแนวร่วมแห่งชาติในเวียดนาม  แม้ว่าความขัดแย้งของสองฝ่ายนี้จะครอบคลุมไปทั่วประเทศและขยายไปถึงดินแดนในอารักขาของฝรั่งเศสในลาวและกัมพูชา แต่การสู้รบระหว่างกองกำลังฝรั่งเศสกับ “เวียดมิน” เกิดขึ้นบริเวณตังเกี๋ยทางตอนเหนือของเวียดนาม                                                                              

ในปี พ.ศ. 2493 ภูมี หน่อสวรรค์ได้เข้าเป็นทหาร และเข้าร่วมกับขบวนการต่อต้านฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีน   จนกระทั่งเมื่อสงครามอินโดจีนได้สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2497 โดยฝรั่งเศสเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ส่งผลให้ลาวได้เป็นเอกราชในปีนั้น  และมีการร่างรัฐธรรมนูญ และมีการปกครองประเทศภายใต้ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข) ในเวลาต่อมา            

ในปี พ.ศ. 2498  เขาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหาร   ต่อมาในปี พ.ศ.  2500 เขาได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศสโดยเป็นนายทหารลาวคนแรกที่ได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยการสงครามของฝรั่งเศส (École de Guerre)  และในช่วงที่เขาศึกษาอยู่ที่ฝรั่งเศสนี้เอง ที่เขาได้มีโอกาสรู้จักนายจอห์น เฮซีย์ หรือ “แจ๊ค”  (John F. "Jack" Hasey)  เจ้าหน้าที่สำนักงานข่าวกรองกลางของสหรัฐอเมริกา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อย่อ “ซีไอเอ”                                                                                                                          

           

      John F. "Jack" Hasey     

ปี พ.ศ. 2501 เขาได้เดินทางกลับลาว และได้เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งหน่วยงาน “คณะกรรมาธิการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ”  (the Committee for the Defense of National Interest/ CDNI)  หน่วยงานดังกล่าวนี้เริ่มก่อตั้งเป็นทางการในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2501 จากการที่กลุ่มการเมืองฝ่ายขวาต้องการจัดตั้งหน่วยงานต่อต้านคอมมิวนิสต์  โดยมีสาเหตุมาจากความวิตกกังวลที่พวกคอมมิวนิสต์ได้รับเลือกตั้งเข้าสภาผู้แทนราษฎรในเดือนพฤษภาคม ผู้ที่ร่วมก่อตั้ง CDNI คือ นักการเมืองและนายทหารที่เป็นคนรุ่นหนุ่ม โดยคนเหล่านี้ต้องการให้ CDNI เป็นทางเลือกใหม่สำหรับการเมืองลาว นอกเหนือไปจากกลุ่มการเมืองเดิมที่ครองอำนาจอยู่ ซึ่งมีนักการเมืองรุ่นเก่าและนายทหารอาวุโส                                                             

ขณะเดียวกัน CDNI ก็ประกาศจุดยืนในฐานะที่เป็นกลุ่มพลังทางการเมืองที่ต่อต้านคอร์รัปชั่นในรัฐบาลด้วย

ผู้ให้การหนุนหลัง CDNI คือ สถานทูตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในลาว  การสนับสนุนของสหรัฐอเมริกาต่อกลุ่ม CDNI ปรากฏชัดเจนในการให้คำแนะนำปรึกษาทางการเมืองและกิจกรรมพลเมือง ซึ่งกิจกรรมพลเมืองที่ทางสหรัฐฯให้การสนับสนุน คือ Operation Booster Shot เป็นโครงการให้การช่วยเหลือแก่คนในพื้นที่ชนบทในลาว ที่มีการดำเนินการในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน พ.ศ. 2501  โดยมีเป้าหมายที่จะมีอิทธิพลทางการเมืองต่อคนในชนบทในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 4 เดือนพฤษภาคมปีเดียวกันนั้น

การเลือกตั้งที่ว่านี้ ไม่ใช่การเลือกตั้งทั่วไป แต่เป็นการเลือกตั้งพิเศษที่เกิดขึ้นจากการกำหนดเขตเลือกตั้งเพิ่มจากที่มีอยู่  อันนำไปสู่การเพิ่มจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก 21 คนในสภาฯ

โดยแต่เดิมสภาฯของลาวมี ส.ส. 39 คน  ดังนั้น หลังการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใหม่ สภาผู้แทนราษฎรของลาวก็จะมี ส.ส. ทั้งสิ้น 60 คน  

จากการที่กระแสคอมมิวนิสต์กำลังเติบโตทางการเมืองในขณะนั้น  สหรัฐฯจึงต้องหาทางลดอิทธิพลกระแสคอมมิวนิสต์ โดยให้การสนับสนุนผ่าน CDNI ในการทำทุกวิถีทางที่จะทำให้คนชนบทที่อยู่ในเขตเลือกตั้งใหม่ไม่เลือกนักการเมืองที่เป็นแนวคอมมิวนิสต์ และเลือกผู้สมัครที่สหรัฐฯต้องการ  ก่อนเลือกตั้ง 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2501   พรรคการเมืองที่มีที่นั่งมากที่สุดคือ พรรคแนวชาติก้าวหน้า (National Progressive Party) มี ส.ส. 22 คน  รองลงมาคือ พรรคอิสระ (Independent Party) มี 7 คน ผู้สมัครอิสระไม่สังกัดพรรค 5 คน  พรรคประชาธิปัตย์ (Democratic Party) 3 คน พรรคเอกภาพชาติลาว (Lao National Union Party)  2 คน                                                                                                                     

พรรคแนวชาติก้าวหน้าจัดเป็นพรรคที่มีจุดยืนกลางๆ ไม่ซ้ายไม่ขวา โดยมีหัวหน้าพรรค คือ เจ้าสุวรรณภูมา                                                                                                                                           

ผมจะยังไม่เปิดเผยผลเลือกตั้งเพิ่มในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2501 ว่าตกลงแล้ว โครงการ CDNI ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน                                                        

แต่ขอบอกว่า หลังจากการเลือกตั้งครั้งนั้นอีกประมาณปีกว่า ได้เกิดรัฐประหารในวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2502 ถือเป็นรัฐประหารครั้งแรกหลังจากลาวได้เอกราชและมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญการปกครองระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญมาเป็นเวลา 12 ปี 

ผู้นำการทำรัฐประหารคือ นายพลภูมี หน่อสวรรค์ ผู้มีโอกาสได้สัมพันธ์ติดต่อกับนายจอห์น เฮซีย์ หรือ “แจ๊ค”  (John F. "Jack" Hasey)  เจ้าหน้าที่ซีไอเอในครั่งที่เขาศึกษาอยู่ที่ฝรั่งเศส  นายพลภูมีเป็นสมาชิกก่อตั้ง CDNI หน่วยงานต่อต้านคอมมิวนิสต์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาในโครงการ Booster Shot ที่มีนายเจมส์ แกรแฮม พาร์สันส์ (James Graham Parsons)  อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำราชอาณาจักรลาวเป็นผู้วางแผนให้โครงการนี้ (เขาหมดวาระการเป็นเอกอัครราชทูตที่ลาววันที่  8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501) และมีนายรูฟูส ฟิลลิปส์ (Rufus Phillips) เจ้าหน้าที่ซีไอเอและนายโฮเรซ แฮริสัน สมิธ (Horace Harrison Smith) ผู้มาดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตต่อจากนายพาร์สัน) เป็นผู้ควบคุมโครงการ

             James Graham Parsons (คนขวาสุด)  

Rufus Phillips

ส่วนนักการเมืองลาวฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติหรือไม่ ?  โปรดติดตามตอนต่อไป