เรียนรัฐศาสตร์จากวรรณคดีไทย (16)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
************
ขุนแผนแม้จะเก่งปานใด แต่เมื่อเกิดเสนียดจัญไร ชีวิตก็ล่มจมในบัดดล
“เสนียดจัญไร” หมายถึงการกระทำที่ไม่เป็นมงคล คนโบราณจะใช้กับการกระทำที่ลบหลู่ดูหมิ่นของสูงหรือสิ่งเคารพ หรือขัดต่อธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ จนถึงการละเมิดหรือหมิ่นกษัตริย์ อย่างกรณีของขุนแผนก็คือการกระทำที่มิบังควรต่อองค์พระมหากษัตริย์ เพราะบังอาจใช้เวทย์มนตร์ต่อพระพันวษา ในครั้งที่หนีคดีและกลับมามอบตัว โดยการร่ายมนตร์ให้พระพันวษาบรรเทาพิโรธและเมตตาเอ็นดู
เมื่อขุนแผนลัก นางวันทอง ไปจากเรือนขุนช้างโดยใช้มนตร์สะกด ขุนช้าง พอตื่นขึ้นมาก็ตกใจวุ่นวายมาก รีบยกพลไพร่ในบ้านออกติดตาม แต่ก็ถูก ขุนแผน ทำร้าย จึงมากราบทูลกล่าวโทษ ขุนแผน รวมทั้งได้ใส่ความขุนแผนว่า ขุนแผน อาจจะมีแผนที่จะก่อการกบฏ พระพันวษา จึงให้ส่งกองทหารออกติดตาม นำกองทัพโดยขุนเพชรอินทรา กับ ขุนรามอินทรา ซึ่งเป็นเพื่อนกับขุนแผนทั้งสองคน
เมื่อกองทัพจากวังหลวงมาพบขุนแผนก็เกิดความเข้าผิด มีการตอบโต้คารมและเข้าประทะกัน ขุนแผนได้ฆ่าเพื่อนทั้งสอง แล้วก็เกิดกลัวความผิด จึงพานางวันทองหนีเข้าป่าลึก ก่อนที่จะเปลี่ยนใจไปทางเมืองเหนือ มุ่งหน้าไปยังพิจิตร เพื่อไปขอความคุ้มครองจากพระพิจิตร เพื่อนของขุนไกรที่เป็นบิดาของขุนแผน แต่เมื่อไปถึงพิจิตรก็เกิดเปลี่ยนใจ ขุนแผนได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ แก่พระพิจิตร แล้วขอให้พระพิจิตรส่งตัวขุนแผนกลับไปรับโทษที่อยุธยา
ขุนแผนถูกล่ามโซ่ตรวนลงเรือมาจนถึงอยุธยา พระพันวษาทรงลงมาซักความด้วยพระองค์เอง ตรงนี้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เขียนไว้ว่า “ขุนแผนนั้นเมื่อเข้าตาจน ก็ใช้เวทย์มนตร์คาถาทุกที คราวนี้อาจเอื้อมถึงกับร่ายคาถาดลพระราชหฤทัยสมเด็จพระพันวษาให้หายพิโรธ
ขุนแผนจะเป็นคนเก่าแค่ไหนผมก็ไม่ทราบ แต่ผมเองเป็นคนออกจะเก่าค่อนข้างมาก กลับมีความเห็นว่า การที่ขุนแผนร่ายมนตร์ให้พระเจ้าแผ่นดินคลายพระพิโรธ หรือให้มีพระเมตตาต่อตนอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ถือว่าเป็นความผิด และเป็นการอาจเอื้อมล่วงเกินฝ่าละอองธุลีพระบาท อย่างไม่น่าจะอภัยกันได้ทีเดียว
แต่ขุนแผนร่ายมนตร์นั้น ร่ายอยู่ในใจไม่ได้ออกเสียง ก็คงไม่มีใครรู้ และขุนแผนก็คงจะไม่ได้รับโทษทัณฑ์แต่อย่างใด แต่การกระทำเช่นนี้ ย่อมจะเป็นภัยต่อตัวขุนแผนเอง คือทำให้เกิดเสนียดจัญไรต่อชีวิตของขุนแผน และชีวิตจะไม่เจริญรุ่งเรือง ต้องขัดสนต่อไปอย่างประมาณมิได้”
ขุนแผนพ้นโทษจากคดีที่ได้ฆ่านายทหาร เพราะสืบความได้ว่าขุนแผนไม่ได้คิดกบฏ และขุนแผนได้ต่อสู้ป้องกันตัวตามหน้าที่ แต่พระพันวษายังต้องการทราบความจริงในเรื่องลักนางวันทอง จึงให้นำตัวคนที่เกี่ยวข้องมาซักถามไต่สวนความโดยละเอียด ที่สุดได้ความว่าขุนช้างและ นางศรีประจัน แม่ของขุนช้าง รวมถึงยายสายายกลอยที่เป็นเถ้าแก่ไปสู่ขอนางวันทองให้มาแต่งกับขุนช้าง โดยได้ปั้นความเท็จว่าขุนแผนตายเสียแล้วในการศึกที่เชียงใหม่ จึงให้มีการลงโทษแก่ขุนช้าง โดยเอาศักดินาของขุนแผนเป็นฐานในการปรับและลงโทษ
ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมายเก่า ครั้งที่พระมหากษัตริย์ยังทรงมีพระราชอำนาจ “เหนือชีวิต” ผู้คน และเพื่อให้สามารถปกครองผู้คนทั้งหลายได้ โดยเฉพาะการปกครองเหล่าขุนนาง จึงต้องกำหนดกฎหมายให้คุ้มครองไว้เป็นพิเศษ อย่างกรณีนี้ความผิดของขุนช้างมีโทษถึงขั้นประหารชีวิต แต่กฎหมาย(คือองค์พระมหากษัตริย์)ก็ยังทรงให้สิทธิ์แก่ฝ่ายเจ้าทุกข์ คือขุนแผนนั้นเลือกที่จะให้ประหารขุนช้างหรือไม่ก็ได้
ตรงนี้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เขียนกระทบกระเทียบระบบกฎหมายและค่านิยมบางอย่างในสังคมไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า “การลงโทษของคนโบราณนั้น เป็นการลงโทษให้กลัว แต่เอาจริงเข้าก็มีการผ่อนโทษนั้นได้โดยตลอด ขึ้นต้น สมเด็จพระพันวษาตรัสถามขุนแผน ว่าจะให้ฆ่าขุนช้างหรือไม่ ขุนแผนก็กราบบังคมทูลว่า ไม่ขอจองเวร จะขอรับแต่ค่าปรับตามที่ศาลกำหนดเท่านั้น
ส่วนโทษที่หนึ่ง คือโทษประจานนั้น นางศรีประจัน สามารถเสียค่าปรับแทนที่จะถูกประจานได้ เมื่อเสียค่าปรับตามอัตราที่กฎหมายกำหนดแล้ว ก็ไม่ต้องถูกประจาน โทษทวนหรือเฆี่ยนหลังก็เช่นเดียวกัน มีอัตรากำหนดไว้ว่า เฆี่ยนกี่ทีจะต้องเสียค่าปรับเป็นเงินเท่าไรจึงจะพ้นโทษเฆี่ยน น่าสังเกตว่าในสังคมไทยโบราณนั้น โทษเฆี่ยนตีฆ่าฟันนั้นมีอยู่จริง และเขียนไว้ในคำพิพากษา แต่เอาจริงเข้า ก็สามารถไถ่โทษนั้นได้ด้วยเงินทั้งสิ้น ยกเว้นโทษประหาร สังคมไทยโบราณสมัยขุนแผนจึงเป็นสังคมของคนมีเงิน เช่นเดียวกันกับสังคมไทยในปัจจุบันนี้” นั่นคือการเหน็บส่งท้ายของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์
เรื่องพระราชอำนาจนี้เป็นหัวใจของการเมืองการปกครองไทยเลยทีเดียว กฎหมายก็คือการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ แต่กระนั้นเมื่อจะลงโทษใคร ๆ ส่วนหนึ่งก็เป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่จะทรงละเว้นโทษนั้นเสียก็ได้ คนที่เรียนการเมืองไทยจะทราบว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่า “การปกครองแบบที่ใช้พระเดชและพระคุณ” ที่จะทรงมีพระราชวินิจฉัย “ให้คุณให้โทษ” แก่ใคร ๆ ได้เสมอ แม้แต่ว่าศาลจะตัดสินไปแล้ว ก็ทรงอยู่เหนือกฎหมายนั้น จะทรงพิจารณาตัดสินเป็นอื่นไปอีกก็ได้ อันเป็นเอกสิทธิ์แด่พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว ดังที่เรียกพระมหากษัตริย์อีกพระนามหนึ่งว่า “พระเจ้าชีวิต” อีกทั้งยังเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สมบัติทั้งปวงในแผ่นดิน อย่างที่เรียกว่า “พระเจ้าแผ่นดิน” ดังกล่าว
ขุนแผนเมื่อชนะความขุนช้างแล้ว ก็กลับมาอยู่กินกับนางวันทอง แต่วิบากกรมของขุนแผนยังไม่หมด เพราะให้คิดถึงนางลาวทองที่ยังถูกกักขังไว้ในวังหลวง จึงคิดที่จะทูลขอนางลาวทองคืน และได้ไปปรึกษากับเจ้าหมื่นศรีที่เป็นมหาดเล็กใกล้ชิด เจ้าหมื่นศรีก็ห้ามปรามว่ายังไม่ควรไปกราบบังคมทูลขอ เพราะเพิ่งจะจบคดีความขุนช้างมา อาจจะยังพิโรธใครต่อใครรวมถึงขุนแผนนั้นอยู่ด้วย ในความวุ่นวายที่รบกวนเบื้องพระยุคลบาทในครั้งนั้น แต่ขุนแผนไม่เชื่อ อย่างที่คนโบราณกล่าวว่า เมื่อเป็นคราวเคราะห์ อะไรก็ต้องเกิดขึ้น แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะเมื่อขุนแผนไปทูลขอก็ทรงโกรธ หาว่าขุนแผนหมิ่นพระองค์จะเอานางลาวทองมาทำสนม แล้วทรงสั่งให้เอาตัวขุนแผนไปเข้าคุกในทันที
“เก็บเอาตัวมันไปส่งคุก ประทุกห้าประการหมดอย่าทดได้
เชื่อมหัวตะปูซ้ำให้หนำใจ สั่งเสร็จเสด็จในที่ไสยา”
ตรงคำว่า “ประทุกห้าประการ” นี่แหละที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นคำเดียวกันกับ “จองจำห้าประการ” ที่มีอยู่ในกฎหมายโบราณ ซึ่งมีวิธีการลงโทษที่เหี้ยมโหดเอามาก ๆ ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ไปขอข้อมูลกับกรมราชทัณฑ์ แล้วนำมาอธิบายไว้อย่างยืดยาว เผื่อว่าอาจจะมีคนหวาดกลัวและหลาบจำ
แต่ยังไง ๆ ก็ยังไม่น่ากลัวเท่า “ติดเชื้อในกระแสโลหิต” ของคนคุกในคดีใหญ่ ๆ ในยุคนี้
***********************


