posttoday

ม็อบ กับ สปอนเซอร์

12 สิงหาคม 2564

โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

********************

แฟนคลับตั้งคำถามและข้อสังเกตว่าม็อบวันที่ 7 และวันที่ 10 กับวันที่ 12 สิงหาคม 2564 มีสิ่งที่ผิดปกติหลายประการ แต่สุดท้ายก็คือการใช้ความรุนแรงและพยายามด้อยค่าสถาบันสูงสุดในทุกโอกาสเท่าที่จะทำได้ และมีคำถามยอดฮิตตบท้าย “ใครคือสปอนเซอร์”ของม็อบ

ในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง” ที่เฝ้าดูความเป็นไปของบ้านเมือง โดยเฉพาะบ้านเมืองในช่วงวิกฤติโควิด 19 ว่ารัฐบาลจะพาเราก้าวพ้นวิกฤตินี้อย่างไร รัฐบาลจะลดความเสียหายจากผลกระทบเฉพาะหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม อย่างไร และเตรียมแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร และรัฐบาลจะบริหารจัดการกับม็อบอย่างไร

ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แทนที่จะจับมือกันช่วยให้บ้านเมืองก้าวข้ามพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ก่อนแล้วค่อยแย่งชิงอำนาจทางการเมืองในภายหลัง กลายเป็นว่า ทั้งฝ่ายค้านในและนอกสภาพากันถล่มรัฐบาลทุกดอกที่มีโอกาสเปิดให้ แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลชุดนี้ยิ่งโดนทุบก็ยิ่งมีเสถียรภาพ

ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองบางคนมองว่า พรรคเพื่อไทยยิ่งต่อยยิ่งหมดแรง ส่วนพรรคก้าวไกลแม้ยังสดแต่ต่อยสะเปะสะปะแบบมวยมือใหม่

“สปอนเซอร์” ที่อยู่ข้างหลังเห็นแล้วว่า คงจะเชียร์ไม่ขึ้นเป็นแน่ จึงจำเป็นเปิดหน้าต่างโผล่ออกมาวับๆแวมๆ มากขึ้น หากโผล่ออกมาเต็มตัวก็ดูจะประเจิดประเจ้อเกินไป เพราะมีทั้งคนชอบที่นับวันจะน้อยลง กลับมีคนชังที่ดูจะเพิ่มมากขึ้น

“ผู้ชุมนุม” ในครั้งนี้ น่าสังเกตว่า ม็อบเยาวชนหรือม็อบนักศึกษานักเรียนมีน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย ส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่มใหญ่ หน้าตาและพฤติกรรมคล้ายกับม็อบอาชีวะ ที่พร้อมจะใช้กำลัง ดูเป็นม็อบมีประสบการณ์ มีมอเตอร์ไซค์และรถยนต์เป็นพาหนะ เคลื่อนที่ได้เร็ว กล้าบ้าบิ่น พร้อมที่จะ “เผา” นัยหนึ่ง เป็นการจัดกำลังให้สอดคล้องกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์การชุมนุมที่เปลี่ยนไป

“วันเวลาการชุมนุม” แกนนำม็อบคุยว่า “วันที่ 7 สิงหาคม ” ( ซึ่งเป็นวันที่พรรคคอมมิวนิสต์ ประกาศเป็น “ วันเสียงปืนแตก” ) จะไปชุมนุมที่หน้าพระบรมมหาราชวัง จากนั้น จะชุมนุมต่อใน“วันที่ 10 สิงหาคม” (ซึ่ง เป็นวันที่ชาวฝรั่งเศสบุกยึดพระราชวังแวร์ซายล์ และ“วันที่ 12 สิงหาคม” ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระพีนปีหลวง

แต่พอถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2564 ม็อบก็ไม่ได้ไปที่พระบรมมหาราชวัง โดยอ้างว่า การไปพระบรมมหาราชวังนั้นเป็นเพียงแผนหลอก แต่สถานที่นัดชุมนุมกันจริงอยู่ที่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นแหล่งนัดพบเพื่อไปกดดันนายกรัฐมนตรีที่บ้านพักใน ร.1 รอ. ( ม็อบย่อมรู้ดีว่า หากไปที่พระบรมมหาราชวัง ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะปะทะกับเจ้าหน้าที่ และประชาชนไม่เอาด้วย ) เป็นที่น่าสังเกตว่า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและดินแดงกลายเป็นแหล่งนัดชุมนุมสำคัญในวันต่อๆมา อย่างไรก็ดี ม็อบนี้ยัง “แขวะ” สถาบันเช่นเคย เช่น ไปที่คิงพาวเวอร์ แล้วไปพ่นสีใส่คำว่า “คิง” และมีพฤติกรรมอื่น ๆ ที่จะไม่เขียนในที่นี้

วิธีการชุมนุม” ได้ปรับเปลี่ยนจากวิธีการที่เป็นมาเพราะมีคนมาร่วมน้อย คลุมพื้นที่น้อย ทำให้เสียผลเชิงจิตวิทยา มาเป็นการชุมนุมแบบ "คาร์ม็อบ” และ “มอเตอร์ไซค์ ม็อบ” เพราะคลุมพื้นที่ได้มากกว่า สะดวกกว่า เคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่า

“ผู้เข้าร่วมในการชุมนุม” ไม่พบนิสิตนักศึกษาเข้าร่วมในการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และดินแดง ในครั้งนี้ (หากมีก็คงน้อยมาก) แต่ผู้ชุมนุมคราวนี้เป็นผู้ใหญ่ประเภท “อาชีวะ” ที่แข็งแกร่ง ดุดัน ก้าวร้าว เป็นม็อบที่มีประสบการณ์กับการปะทะกับตำรวจ

“ความรุนแรง” ผู้ชุมนุมได้ใช้ความรุนแรง เช่น ใช้หนังสติ๊กยิงน็อตเหล็ก ลูกแก้ว ขว้างระเบิดปิงปองใส่ตำรวจ ผู้ชุมนุมคนหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงใส่ตำรวจ ม็อบเผาป้อมตำรวจสองแห่งบริเวณดินแดง พื้นที่ในการปะทะรวมศูนย์อยู่ที่บริเวณดินแดง เป็นสำคัญ ภาพที่ปรากฏทางสื่อโทรทัศน์ดูเหมือนกับเป็นการจลาจลย่อย ๆ ที่ม็อบไม่สามารถควบคุมกันได้ เพราะแกนนำสั่งการไม่ได้อยู่ในการชุมนุม แต่สั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือ

นอกจากการใช้ความรุนแรงทางกายภาพแล้ว ผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่งยังได้กระทำการอันกระทบกระเทือนจิตใจของประชาชนทั่วไป ด้วยการใช้สเปรย์ฉีดเขียนข้อความหยาบคายที่รายชื่อนายทหารที่สละชีวิตในสงครามที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งประชาชนวิพากษ์วิจารณ์การกระทำครั้งนี้อย่างมาก ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ชุมนุม ทำให้ภาพลักษณ์ของการชุมนุมครั้งนี้เสียหายอย่างยิ่งที่ผู้ชุมนุมบางคนไปลบหลู่อนุสาวรีย์ซึ่งเก็บอัฐิของทหารที่สละชีวิตเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศระหว่างสงครามอินโดจีนและสงครามโลกครั้งที่สอง

มีสิ่งบอกเหตุหลายประการ ชี้ว่า การชุมนุมครั้งนี้และครั้งต่อไปจะรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อแกนนำในการจลาจลเมื่อปี 2553 ปรากฏตัวและคุยว่าจะกลับมานำการชุมนุม การชุมนุมที่ดินแดงครั้งนี้ซึ่งมีความรุนแรงน้อง ๆ การจลาจลปี 2553 เป็นสิ่งบอกเหตุว่า “สปอนเซอร์” เปิดไฟเขียวให้ใช้ความรุนแรงมากขึ้น ”

ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลรู้ดีว่า เวลานี้คงสู้ในสภาอย่างเดียวไม่ไหว เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลรวมเสียงกันได้แน่นมาก และเก็บคะแนนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะเจอปัญหาวิกฤติโควิด 19 ก็ตาม หากปล่อยไปนาน ๆ โอกาสที่พวกตนจะฟื้นคืนอำนาจก็ยิ่งหายไปทุกที จึงต้องเร่งมือมากขึ้น

หลายคนอยากรู้ว่า “สปอนเซอร์” ที่ว่านี้คือใคร และทำไมถึงจิตใจอำมหิตต่อคนไทยซึ่งกำลังเผชิญกับโรคร้ายโควิด 19 เรื่องนี้ต้องถามตำรวจ เพราะตำรวจให้สัมภาษณ์แบบมั่นอกมั่นใจว่า “รู้แล้วว่าใครจ่ายเงินม็อบครั้งนี้” (สปอนเซอร์ คือ คนที่บงการและจ่ายเงินม็อบ) เราเชื่อว่า ตำรวจคงค่อย ๆ แกะรอยขึ้นไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็จะถึง “สปอนเซอร์” ตัวจริง

“ม็อบ” กับ “สปอนเซอร์” เป็นของคู่กัน ถ้าสปอนเซอร์ไม่มีม็อบ งานก็ไม่สำเร็จ ส่วนม็อบถ้าไม่มีสปอนเซอร์ ก็ไม่มีแรงก่อม็อบ ดังนั้น คนสองพวกนี้จึงเหมือน “ผีกับ โลง”

ท่ามกลางวิกฤติโควิด 19 เป็นที่เข้าใจได้ว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณะสุข ซึ่งอยู่แนวหน้า ได้เสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตสู้กับข้าศึกตัวนี้เพื่อให้ประชาชนที่อยู่แนวหลังอยู่เย็นเป็นสุข แต่ยังมีคนบางพวกที่คิดแต่การต่อสู้แย่งชิงอำนาจทางการเมือง โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ และรัฐบาลประยุทธ์ เป็นเป้าหมายสำคัญในการโจมตี

ตำรวจก็ตกเป็นจำเลยของสังคมเพราะเป็นด่านหน้าในการบริหารจัดการม็อบ คนบางกลุ่มมองว่า ตำรวจไม่จัดการกับม็อบที่ชุมนุมอย่างจริงจัง แต่คนจำนวนไม่น้อยก็เห็นใจตำรวจที่ต้องอดทนอดกลั้นที่ถูกม็อบย่ำยีและถูกประชาชนวิจารณ์ เราเข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ และตำรวจ ต้อง “อดทนอดกลั้นอย่างเต็มที่” เพื่อรักษาบรรยากาศทางการเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการฟื้นฟูประเทศเพื่อเตรียมตัวดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศหลังโควิด 19 สงบ ส่วนตำรวจต้องปฏิบัติตามทุกขั้นตอนของกฎหมาย

เวลานี้ แกนนำชุมนุมหลายคนเจอข้อหาคนละหลายคดี เรียกว่าในชีวิตนี้ ผู้กระทำผิดคงต้องเดินเข้าออกศาลและคงต้องติดคุกบ้าง ส่วนจะคุ้มกับ “ค่าจ้าง” เหมือนรุ่นพี่หรือไม่ ต่อไปเจ้าตัวคงรู้อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีอย่ามองว่า ไม่ต้องไปสนใจคนดีมากนักเพราะคนดีย่อมไม่ก่อความวุ่นวาย แต่ควรใส่ใจคนไม่ดีมากกว่า ถ้าคิดอย่างนี้ คนดีก็หมดกำลังใจ

ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ และ ผบ.ตร. อดทนอดกลั้น และทำงานให้กับชาติบ้านเมืองต่อไป เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ยากที่สุดในการบริหารประเทศและการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง หากผ่านวิกฤตินี้ไปได้ บ้านเมืองก็น่าจะเดินไปด้วยดี ( จบ )

******************

ข่าวล่าสุด

Google ปฏิวัติวงการ Data ดึง AI 'Gemini' เสริมแกร่ง Trends Explore