ข้อแนะนำว่าด้วยการย้ายประเทศ

วันที่ 13 พ.ค. 2564 เวลา 16:35 น.
ข้อแนะนำว่าด้วยการย้ายประเทศ
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

*****************

มีการป่าวร้องผ่านทางสื่อโซเชียล ชักชวนกันให้คนไทย “ย้ายประเทศกันเถอะ” เหตุผลสำคัญก็คือ เมืองไทยขระนี้ไม่น่าอยู่แล้ว ย้ายไปอยู่ประเทศอื่นดีกว่า เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า นี่เป็นอีกยุทธวิธีหนึ่งในการโจมตีรัฐบาลประยุทธ์ หลังจากที่ใช้กลยุทธ์ต่างๆ นา ๆ มาแล้ว ก็ยังล้มรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ ซ้ำรัฐบาลชุดนี้ยังทำท่าจะอยู่ไปอีกนานเสียด้วย จึงต้องงัดไม้นี้มาเล่น

มีคนมากมายตอบสนองด้วยการกดไลค์ กดแชร์เป็นเลข 5-6 หลักภายในเวลาเพียงสองสามวัน นอกจากกดจริงแล้ว จะมีการซื้อไลค์ซื้อแชร์เพิ่มเติมหรือไม่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เอาเป็นว่ามีการตอบสนองจากคนที่อยากไปอยู่ต่างประเทศไม่น้อย ส่วนคนที่เป็นเจ้าของแนวคิดนี้คงดีใจที่มาคนร่วมเกินเป้า

ที่น่าดีใจสำหรับคนที่เปิดเกมก็คือ สถานทูตสวีเดนกระโดดลงมาเล่นด้วย ไม่เสียทีที่เคยไปยื่นหนังสือให้กับสถานทูตก่อนหน้านี้ ในวันเดียวกับที่ไปยื่นหนังสือที่สถานทูตเยอรมนี

หลังที่ถูกคนไทยวิจารณ์อย่างหนักว่าสถานทูตสวีเดนมาวุ่นอะไรกับเขาด้วย สถานทูตรีบออกตัวชี้แจงกับกระทรวงต่างประเทศไทยทำนองว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะเข้ามาวุ่นวายเกี่ยวกับกิจการภายในประเทศแต่อย่างใด เพียงแต่ประชาสัมพันธ์ว่า สวีเดนยังขาดแคลนแรงงานอีกมาก หากใครต้องการไปทำงานที่สวีเดน ๆ ก็ยินดีต้อนรับ และต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง

แต่คนไทยทั่วไปไม่เชื่อในสิ่งที่สถานทูตแจ้งกับกระทรวงต่างประเทศ แต่ก็ไม่ติดใจหากคุณจะรับคนไทยไปทำงานในสวีเดน และคนไทยทั่วไปหากจะมีคนยื่นเรื่องไปทำงานในสวีเดน แต่ก่อนจะไป ขอให้หาข้อมูลเพิ่มเติมให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะจากคนไทยที่เคยไป “ลี้ภัยการเมือง”อยู่ที่สวีเดนมาก่อน

อย่างไรก็ดี ขอเตือนท่านทูตสวีเดนด้วยความหวังดีว่า ไม่ควรเข้ามายุ่งกับเรื่องละเอียดอ่อนทางการเมืองในประเทศไทย เพราะคนไทยมองว่า การกระทำดังกล่าวนอกจากเป็นการผิดมรรยาททางการทูตแล้ว ยังเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทย ซึ่งไม่เป็นผลดีกับท่านทูตเลย ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสวีเดนเป็นไปอย่างราบรื่นด้วยดีตลอด อย่างน้อยก็เป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเหมือนกัน

อยู่มาตั้งนาน สถานทูตไม่เคยให้ข้อมูลว่า สวีเดนยังต้องการแรงงานต่างชาติอีกมาก อยู่ ๆ ก็มาให้ข้อมูลในช่วงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มแบบนี้ แล้วจะให้คนไทยคิดอย่างไร ในยุโรปตะวันตก นอกจากสวีเดนแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่น่าอยู่ ส่วนจะอยู่อย่างไรค่อยว่ากัน ถ้าต้องการอยู่และแปลงสัญชาติเป็นคนของประเทศนั้น ก็ใช้เวลาหน่อย แต่ถ้าอยากได้สถานะความเป็นคนท้องถิ่นเร็ว ต้องยื่นเรื่องขอ “ลี้ภัยทางการเมือง”

ในการขอเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง มีหลักอยู่ว่า เมื่อไปถึงประเทศเป้าหมาย ให้พยายามกล่าวหาใส่ร้ายรัฐบาลไทยต่าง ๆ นาๆ อย่างรุนแรง โดยเฉพาะกล่าวหาว่า รัฐบาลไทยไม่เป็นประชาธิปไตย รัฐบาลเป็นเผด็จการ มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ตนเองถูกตามล่า หรือหลบหนีจากการอุ้มฆ่า ฯลฯ สรุปว่า ให้ใส่ร้ายรัฐบาลให้ดูว่าเลวร้ายที่สุด โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวที่สุดของฝรั่ง

ถ้ารู้จักกันคนไทยซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ในประเทศนั้นก็ง่ายขึ้น เขาอาจจะช่วยเซ็นรับรองให้เพราะเห็นว่าตกอยุ่ในฐานะเดียวกัน และช่วยหาหนทางที่จะช่วยให้ได้รับการพิจารณาเป็นผู้ลี้ภัยได้เร็วขึ้น เพราะเมื่อเป็นผู้ลี้ภัยแล้ว จะได้รับเงินยังชีพ และได้รับสิทธิในการหางานทำ

นอกจากสวีเดนแล้ว ยังมีเยอรมนีอีกประเทศหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของกลุ่ม “เกลียดประยุทธ์” ที่น่าสนใจไปตั้งหลักแหล่ง เพราะก่อนหน้านั้น ม็อบก็เคยไปยื่นหนังสือที่สถานทูตเยอรมนีมาแล้ว อีกทั้งสถานทูตแห่งนี้ก็เคยเห็นอกเห็นใจนักการเมืองไทยที่ถูกคดีโดยไปร่วมให้กำลังใจกับเพื่อนจากสถานทูตอื่นที่สถานีตำรวจปทุมวันมาก่อนอย่างไรก็ดี คนที่อยากลี้ภัยหรือไปทำงานที่เยอรมนีควรหาข้อมูลให้ดีก่อน เพราะเยอรมนีเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัยจากแอฟริกาเหนือที่คนท้องถิ่นมองว่าไปแย่งงานพวกเขาทำ ดังนั้น หากคิดไปหางานทำหรือไปลี้ภัยในเยอรมนี อาจไม่ง่ายนัก และอาจถูกคุกคามจากคนเยอรมันที่ไม่ชอบผู้ลี้ภัย

สำหรับสหรัฐอเมริกาที่ม็อบเคยไปยี่นหนังสือที่สถานทูตเมื่อเร็วๆ นี้ และท่านอุปทูตลงทุนมารับหนังสือด้วยตนเองนั้น รัฐบาลโจ ไบเดนเพิ่งเปิดเผย ว่าจะรับผู้ลี้ภัยเพิ่มอีก 65,200 คนในปี 2564 ใครที่อยากไปอยู่อเมริกันต้องรีบหน่อย เพราะต้องไปแย่งโควตาจากพวกอเมริกาใต้ แต่คนอเมริกาใต้ที่หลบหนีเข้าเมืองอยู่ในสหรัฐอาจมีจำนวนมากกว่าโควต้าที่วอชิงตันให้อยู่แล้ว

ทางการสหรัฐคงสอบถามว่า ถ้าไปอยู่ในประเทศของเขาแล้ว เราจะทำอะไรให้สหรัฐได้บ้าง เพราะเขาคงไม่ต้องการคนที่ไร้ประโยชน์ไปรกบ้านของเขา ในเมื่อเวลานี้เขาก็มีคนรกบ้านมากเกินพออยู่แล้ว

คนไทยมีเสรีภาพในการแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าให้กับตนเองและครอบครัว เพราะทุกคนต่างมีความหวังที่จะมีชีวิตทีดีขึ้น คนหนุ่มสาวมีความหวังที่จะไปศึกษาต่อในต่างประเทศ หรือทำงานในต่างประเทศ บางคนเดินทางกลับบ้านหลังจากใช้ชีวิตในต่างประเทศระยะหนึ่ง หรือรวบรวมเงินได้มากพอกลับมาตั้งตัว บางคนอาจอาศัยอยุ่ในต่างประเทศเลยโดยแวะกลับมาเยี่ยมบ้านเป็นครั้งคราว ทุกอย่างเป็นสิทธิเสรีภาพของคนไทย

มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เดินทางไปขอ “ลี้ภัยทางการเมือง” ในต่างประเทศ ดังที่เคยปรากฏมาแล้วหลายกรณี หลายคนยังทำงานและพอใจที่จะอาศัยอยู่ในต่างประเทศ คนไทยเหล่านี้จะกลับเมืองไทยเมื่อใดก็ได้ รัฐบาลไม่มีอำนาจที่จะไม่ให้คนไทยกลับประเทศ ส่วนใครมีคดีติดตัวก็ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

นักวิเคราะห์การเมืองหลายท่านบอกว่า อย่าไปตื่นเต้นเลยกับการเรียกร้องให้ย้ายประเทศ เพราะนี่เป็นเพียง “อีเว็นต์การเมือง” เพื่อหาประเด็นโจมตีรัฐบาลประยุทธ์เท่านั้น หลังจากที่พยายามก่อม็อบซ้ำแล้วซ้ำอีก ใช้การยั่วยุต่าง ๆ นานา เพื่อให้รัฐบาลตอบโต้ด้วยความรุนแรง เพื่อนำไปอ้างเพื่อแสวงหาความเห็นใจและการสนับสนุนจากต่างประเทศ รัฐบาลก็รู้ทันเสียอีก

กลุ่มต่อต้านสถาบันกษัตริย์และต่อต้านรัฐบาลใช้การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องยกเลิกมาตรา 112 ป.วิอาญา ยอมให้แกนนำถูกคุมขังเพื่อใช้เป็นประเด็นให้ชาวหนุ่มสาวทั้งหลายลุกฮือขึ้นมาต่อสู้กับรัฐบาล แต่ก็ไม่สำเร็จ นอกจากนั้น ยังพยายามใช้ประเด็นแกนนำที่ถูกคุมขังเรียกร้อง ปลุกระดมให้มวลชนออกมา แต่ก็ปลุกไม่ขึ้น เมื่อศาลให้ประกันตัวแกนนำภายใต้เงื่อนไข ผู้วางแผนก็ต้องหาประเด็นใหม่มาเคลื่อนไหวปลุกระดมต่อ

การอดอาหารประท้วงก็ไม่มีใครสนใจ คนทั่วไปเห็นว่า อดอาหารแต่ยังดื่มน้ำ ดื่มนม ได้รับเกลือแร่ มีแพทย์พยาบาลคอยดูแลอย่างใกล้ชิด คนอดย่อมรู้ดีว่า กรมราชทัณท์คงไม่ยอมให้ตนตายอย่างแน่นอน ดังนั้น แทนที่จะ “ดัง” อย่างที่คาด คนกลับมองอย่างสมเพชว่าเป็นการแสดงละครฉากหนึ่งเท่านั้น คนทำก็ได้แต่หลงละเมอว่าตนเองยิ่งใหญ่เปรียบเสมือนมหาตมะคานธี อดอาหารได้นานกว่าพระเยซู เพ้อพกว่าตนเองเป็นกาลิเลโอ อะไรทำนองนั้น ส่วนอีกคนที่อดอาหารเฉพาะมื้อเย็นยิ่งถูกมองว่าเป็นตัวตลก เพราะนั่นคือการลดความอ้วนนั่นเอง เหมือนกับคนทัวไปที่อดอาหารเย็นเพื่อลดน้ำหนัก

การวางแผนใช้แม่เป็นตัวประกัน โกนหัวมาประท้วง เพื่อหาความสงสารและความเห็นใจ แต่ผลกลับตรงกันข้าม คนกลับเรียกร้องให้แม่อบรมลูกให้ดีเสียก่อน เกมนี้ก็ไม่เวิร์คอีก

คงทำความผิดหวังให้กับนักวิชาการหน้าเดิมกลุ่มหนึ่งที่ออกมาวิจารณ์ศาล เพื่อช่วยเหลือแกนนำในคุก แต่สุดท้าย พวกเขาออกมาได้เพราะยอมทำตามเงื่อนไขของศาล ไม่ใช่ศาลปล่อยจากแรงกดดันจากภายนอก

หนุ่มสาวบางคนที่ไม่ไปร่วมม็อบเหมือนเคย สารภาพว่า กลัวโควิด 19 มากกว่ากลัวเพื่อนจะว่า เพราะแม้แต่แกนนำยังติดเชื้อโควิด 19 หากตนไปร่วมชุมนุม แล้วตัวเองจะเหลืออะไร ซ้ำยังจะเอามาติดพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูงด้วย

คนที่วางแผน ยุยง อยู่เบื้องหลังไม่ได้ออกมาเสี่ยงกับการติดเชื้อโควิด 19 ด้วย นอกจากโฉบไปเฉี่ยวมา ว่างๆก็โพสต์ยุยงผ่านสื่อออนไลน์เพราะปลอดภัยกว่า นักการเมืองที่ชอบดันให้เด็กออกหน้ายังรีบไปฉีดวัคซีนเอาตัวรอดก่อน ปล่อยให้ม็อบเสี่ยงกันไป หลังจากปล่อยอีเวนต์ “ ย้ายประเทศกันเถอะ ” ออกมาแล้ว ให้รอดูต่อไปว่าจะมีอีเวนต์ทางการเมืองอะไรถูกปล่อยออกมาอีก (จบ )