เรียนรัฐศาสตร์จากวรรณคดีไทย (1)

วันที่ 01 พ.ค. 2564 เวลา 10:30 น.
เรียนรัฐศาสตร์จากวรรณคดีไทย (1)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

**************

“มาจะกล่าวบทไป                    ประเทศไทยยามโศกวิโยคแสน

โควิดร้ายทำลายสิ้นทั่วดินแดน       หวังให้แผ่นดินฟื้นกลับคืนมา”

หลาย ๆ ท่านที่จำเป็นต้องกักตัวเองอยู่ในบ้านในเวลานี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ออกไปรับเอาเชื้อโรคร้ายที่กำลังแพร่กระจายอย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้ คงจะต้องหาอะไรทำ “แก้เซ็ง” ต่าง ๆ นานา

อย่างตัวผู้เขียนก็หยิบวรรณคดีบางเรื่องขึ้นมาอ่าน พอดีกับที่มีโทรทัศน์ดิจิตอลช่องหนึ่งนำเรื่องขุนช้างขุนแผนมาทำเป็นละคร แล้วจบลงอย่าง “พลิกโฉม” จึงทำให้นึกถึงท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เคยนำวรรณคดีเรื่องนี้มา “ตีแผ่” คืออธิบายความให้พิสดารตามความเข้าใจของท่าน ในชื่อที่ท่านตั้งขึ้นตอนรวมเล่มจัดพิมพ์จำหน่ายใน พ.ศ. 2532 ว่า “ขุนช้างขุนแผน ฉบับอ่านใหม่” ซึ่งอ่านแล้วก็ “รักคนไทย” มากขึ้น เพราะวรรณคดีเรื่องนี้เขียนให้เข้าใจคนไทยและสังคมไทย อย่างที่ท่านชี้แจงไว้ในตอนต้นของข้อเขียนชุดนี้ว่า “”ถ้าใครเกิดมาเป็นคนไทยแล้วยังไม่ได้อ่านหนังสือเรื่องขุนช้างขุนแผน ความเป็นคนไทยนั้นก็ยังไม่ครบ”

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้อธิบายว่า “เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนนั้นเป็นนิยายของไทยระดับชาวบ้านอย่างแท้จริง มีรายละเอียดของชีวิตไทยในสมัยก่อนบันทึกไว้มากมาย ควรแก่การอนุรักษ์ในฐานะเป็นตำราทางไทยคดีศึกษา และควรแก่การศึกษาอย่างยิ่ง เพราะมีทั้งรายละเอียดของชีวิต มีเรื่องของสังคมไทย วัฒนธรรมไทย รัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ รวมอยู่ในบทเสภา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นวรรณคดีที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของไทย”

ส่วนเหตุผลที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์สนใจหยิบเรื่องขุนช้างขุนแผนนี้มาอ่านใหม่ ก็คือ “หนังสือเล่มนี้ได้เขียนขึ้นเพราะมีอะไรมาสะกิดใจ คือเสียงที่ได้ยินบ่อย ๆ ว่า หนังสือเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นหนังสือหยาบโลน ผิดศีลธรรม ควรจะเก็บหรือห้ามไม่ให้อ่าน”

ทั้งนี้ท่านได้อธิบายว่า “ศีลธรรมของมนุษย์นั้นมีอยู่หลายแบบ จะหาที่เสมอเหมือนกันนั้นไม่มี ศีลธรรมที่ไม่ยอมรับเรื่องขุนช้างขุนแผนนั้น น่าจะเป็นศีลธรรมอังกฤษสมัยพระนางวิคตอเรีย ซึ่งเป็นเวลากว่าร้อยปีมาแล้ว ส่วนศีลธรรมของอังกฤษในปัจจุบันนั้นผิดกันกับแต่ก่อนอย่างหน้ามือเป็นหลังมือส่วนศีลธรรมของไทยนั้นไม่เหมือนของใคร เพราะยอมรับความจริงทางธรรมชาติ ในเรื่องเพศและความสัมพันธ์ทางเพศ ไม่ปิดบังเสียทีเดียว แต่ใช้ถ้อยคำอุปมาอุปมัยพอให้คนเข้าใจได้ จนต่อมาการเขียนด้วยวิธีนี้ได้เข้ามาเป็นแบบแผนในทางวรรณคดีไทย”

โดยท่านได้สรุปว่า “หนังสือเรื่องนี้พยายามชี้ให้เห็นเรื่องขุนช้างขุนแผนในทรรศนะต่าง ๆ เหล่านี้ พร้อมกับพยายามที่จะป้องกันเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนจากคำตำหนิติเตียนต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากความเข้าใจผิด หรือการมองแคบจนเกินไป”

ตอนที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เขียนหนังเล่มนี้ ผู้เขียนเพิ่งเข้าทำงานที่สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้สัก 2ปี และได้ย้ายออกมาอยู่ที่บ้านของตัวเองภายหลังจากที่ได้แต่งงานแล้วใน พ.ศ. 2532 นั้น จากที่เคยอาศัยกินนอนอยู่ในบ้านสวนพลูของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มากว่า 9 ปี แต่ก็ยังไปเยี่ยมเยียนและทานกลางวันกับท่านที่บ้านสวนพลูเกือบทุกอาทิตย์ วันหนึ่งท่านบอกว่าหนังสือที่ผู้เขียนช่วยตรวจปรู๊ฟในตอนที่เป็นเลขานุการของท่านนั้นพิมพ์เป็นเล่มเสร็จแล้ว พร้อมกับเซ็นชื่อให้ในหนังสือเล่มนี้เพื่อมอบให้เป็นที่ระลึก ผู้เขียนพลิกดูทันที ระหว่างนั้นท่านก็พูดขึ้นว่า “นี่เป็นตำรารัฐศาสตร์ได้เลยนะ”

พอกลับมาบ้านก็ตะลุยอ่านหนังสือเล่มนั้นจนจบภายในเวลาไม่กี่วัน ไม่ใช่เพื่อจะค้นหาความรู้ทางด้านรัฐศาสตร์อย่างที่ท่านแนะนำ แต่อ่านด้วย “ความรื่นรมย์” ในข้ออธิบายต่าง ๆ ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เรียบเรียงออกมาให้อ่านอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน เหมือนว่าตัวเราเองได้กลับไปเกิดในยุคกรุงศรีอยุธยา ได้ร่วมชีวิตกับเหล่าตัวละครต่าง ๆ ในเรื่องขุนช้างขุนแผน ตั้งแต่ที่ขุนแผนยังเป็นพลายแก้ว และนางวันทองยังชื่อพิมพิลาไลย จนถึงตอนจบที่พลายชุมพล ลูกของขุนแผนกับนางแก้วกิริยา ปราบจระเข้เถรขวาด ได้ออกเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ตามที่ตัวละครเหล่านั้นเคลื่อนย้ายไปมา ได้เห็นบ้านเมืองและชีวิตผู้คนในสมัยนั้นอย่างละเอียดละออ

อ่าน ๆ ไปจนเกิดความใกล้ชิดสนิทสนมกับตัวละครเหล่านั้น จนเหมือนว่าได้พูดได้คุยกับตัวละครเหล่านั้นจริง ๆ ซึ่งก็เป็นความสามารถของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ที่ได้อธิบายและพรรณนาทุกสิ่งทุกอย่างในเรื่องขุนช้างขุนแผนอย่างละเอียดลึกซึ้งและได้อรรถรส จนเหมือนว่าได้กลับไปเกิดร่วมสมัยกับขุนช้างขุนแผนดังกล่าว

ความจริงนั้นวิชารัฐศาสตร์เป็นวิชาที่อยู่ในหลาย ๆ ศาสตร์ หรือสามารถค้นคว้านำมาเชื่อมโยงกันได้เกือบทุกศาสตร์ รวมถึงวรรณคดีที่ส่วนหนึ่งก็เกิดจากจินตนาการของผู้แต่ง ซึ่งก็ต้องอาศัยเค้าโครงจากความเป็นจริงในสภาพแวดล้อมทางสังคมและบ้านเมืองในแต่ละยุคสมัยนั้นด้วย อย่างเรื่องขุนช้างขุนแผนที่กำลังจะนำมาวิเคราะห์ให้เห็นนี้ ก็เป็นเรื่องที่แต่งจากสภาพสังคมในสมัยอยุธยา ที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างที่คนสมัยนี้เกิดไม่ทัน

แต่ด้วยการอ่านวรรณคดีเรื่องนี้ จึงทำให้เราทราบว่าชีวิตผู้คนในสมัยนั้นเป็นอย่างไร มีการปกครองและการดูแลกันระหว่าง “ข้ากับเจ้า บ่าวกับนาย” อย่างไร ทำไมสังคมไทยจึงเต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์ รวมถึงที่ทำให้รู้จักในนิสัยใจคอของคนไทย เช่น ทำไมคนไทยชอบอิจฉา ชอบประกวดประชัน ความเป็นคนหน้าใหญ่ใจโต และช่างประจบประแจง เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของวิชารัฐศาสตร์ทั้งสิ้น

รัฐศาสตร์คือวิชาเกี่ยวกับชีวิตผู้คน วิชารัฐศาสตร์เริ่มต้นจากคำถามในอภิปรัชญาหรือ “ปรัชญาแห่งธรรมชาติของสรรพสิ่ง” ที่ถามว่า “มนุษย์เกิดมาทำไม?” พร้อมกับที่สอนการใช้ชีวิต การแก้ปัญหาชีวิต และนำชีวิตไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ รัฐศาสตร์ไม่ใช่วิชาที่เกี่ยวข้องแค่รัฐบาลหรือผู้ปกครอง รัฐศาสตร์ไม่ได้มีแค่ พระมหากษัตริย์ รัฐบาล รัฐสภา พรรคการเมือง ทหาร และระบบราชการ แต่รัฐศาสตร์ยังรวมถึง “พฤติกรรมของผู้คน” คือการแสดงออกซึ่งคำพูด การกระทำ และความรู้สึกต่าง ๆ ที่มีต่อชีวิตและความเป็นไปของบ้านเมือง ทำอย่างไรจึงจะทำให้ชีวิตของเราแต่ละคนที่ดีกว่านี้ ทำอย่างไรจึงจะทำให้บ้านเมืองของเราเจริญก้าวหน้า และทำอย่างไรจึงจะทำให้โลกนี้มีสันติภาพสงบสุข ทั้งหมดนี้คือเรื่องของรัฐศาสตร์ทั้งสิ้น

วรรณคดีไม่ใช่บทกวีที่คร่ำครึ แต่ยังเป็นตำรารัฐศาสตร์ชั้นดีที่ทำให้ชีวิตนี้ยังน่าอยู่

*******************************