รำลึก กปปส. กับม็อบมวลมหาประชาชนครั้งสุดท้าย (4)

วันที่ 17 เม.ย. 2564 เวลา 16:13 น.
รำลึก กปปส. กับม็อบมวลมหาประชาชนครั้งสุดท้าย (4)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

******************

ดูไปแล้วการเมืองไทยก็เหมือน “โรงลิเก” ที่มีทั้ง แม่ยก นายโรง และ “โต้โผ”

ตอนที่ผู้เขียนขึ้นไปพูดบนเวทีของม็อบเสื้อเหลือง หรือ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” รู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการขึ้นเวทีต่อหน้าผู้คนเป็นหมื่น ๆ แล้ว ยังได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากบรรดา “แม่ยก” จนดูเหมือนว่าเรากำลังออกมาแสดงให้ความสุขความบันเทิงแก่คนเหล่านั้น และยิ่งเห็นแม่ยกเหน้านี้มีจำนวนมากขึ้น ๆ ในการพูดในทุกครั้งต่อมา จนเมื่อมาถึงม็อบ กปปส.ก็ยิ่งมีจำนวนล้นหลาม จึงต้องมานั่งคิดว่า “นี่มันเป็นเพราะอะไร?”

ผู้เขียนเคยไปฟังปราศรัยทางการเมืองมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ส่วนมากจะเป็นการหาเสียงของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่มักจะปิดท้ายการหาเสียงด้วยการเปิดเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง ก็ไม่เคยเห็นมีแม่ยกอะไรแต่อย่างใด อย่างดีก็มีแค่ “หน้าม้า” คือคนของพรคการเมืองนั้น ๆ ที่จัดเตรียมกันมา ให้ขึ้นเวทีไปคล้องพวงมาลัยให้กับผู้ปราศรัย หรือจัดเป็นขบวนแห่แหนให้ครึกครื้น หรือตอนม็อบ 14 ตุลาคม 2516 จนถึงม็อบพฤษภาคม 2535 ก็ยังไม่มี “วัฒนธรรมแม่ยก” เกิดขึ้น อย่างมากก็เคยเห็นแค่มีสาวน้อยสาวใหญ่ไปนั่งใกล้ ๆ ผู้อดข้าวประท้วง อย่างในตอนพฤษภาคม 2535 ก็คือพลตรีจำลอง ศรีเมือง ที่มีบรรดาสาว ๆ (ส่วนมากจะอายุมากแล้ว)ไปคอยพัดวีให้คลายร้อน

พอมาถึงม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใน พ.ศ.2549 จึงได้เกิดปรากฏการณ์แม่ยกนี้อย่างโดดเด่น และส่วนมากมักจะยอมเปิดเผยชื่อเสียงเรียงนาม ที่ก็ปรากฏว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือมาจากตระกูลดัง ๆ อยู่จำนวนหนึ่ง แรก ๆ เราจึงเรียกแม่ยกเหล่านี้ว่า “พวกไฮโซ” ต่อมาก็มีการเชื่อมโยงไปถึง กลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลัง ที่พอจะรู้กันว่าเป็นข้าราชการและอดีตข้าราชการผู้ใหญ่บ้าง เป็นพ่อค้านักธุรกิจใหญ่ ๆ บ้าง รวมถึงเชื้อพระวงศ์ และผู้ดีมีเงิน หรือคนที่ทำมาหากินร่ำรวยขึ้นมาด้วยตนเอง (อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า Nuevo Rich) จึงทำให้ม็อบเหล่านี้ถูกเรียกว่า “ม็อบอำมาตย์” และเนื่องจากคนพวกนี้ส่วนใหญ่จะค่อนข้างมีอิทธิพลอยู่ในหลาย ๆ วงการ จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ม็อบมีเส้น” นั้นด้วย

ความจริงแล้วน่าจะเรียกว่า “ม็อบคนเกลียดทักษิณ” มากกว่า เพราะอย่างกรณีของม็อบเสื้อเหลือง ก็เริ่มจากที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล นำเรื่องราวความทรยศคดโกงของ ดร.ทักษิณ มาตีแผ่ออกทางโทรทัศน์ ก่อนที่จะมาจัดเวทีปราศรัยในตอนปลายปี 2548 นั้น แล้วต่อมาคนก็พากันออกมาสนับสนุนมากขึ้น อย่างกลุ่มของผู้เขียนที่เรียกว่า “นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตย” ก็มาเข้าร่วมกับม็อบเสื้อเหลือง จากกรณีที่ ดร.ทักษิณขายหุ้นในชินคอร์ปให้กับบริษัทเทมาเสกของสิงคโปร์ โดยไม่ยอมเสียดอกเบี้ยให้รัฐบาลไทยสักบาทเดียว จึงจัดว่าอยู่ในพวก “เกลียดทักษิณ” ด้วยเช่นกัน

แต่ที่เป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นของคนที่มาร่วมม็อบเหล่านี้ ที่เป็นกลุ่มก้อนที่ใหญ่ที่สุด น่าจะเป็นกลุ่มที่เรียกว่า “ผู้รักสถาบัน” ด้วยสัญลักษณ์ของการใส่เสื้อเหลือง ที่เป็นสีเสื้อวันพระราชสมภพของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทั้งนี้ก็ด้วยมีเรื่องราวที่เปิดโปงกันว่า ดร.ทักษิณ ได้ทำอะไรที่หมิ่นเหม่และลามปามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไร แต่กระนั้นคนเหล่านี้ก็มาอยู่รวมกันได้ท่ามกลางความหลากหลายเหล่านั้น และก็เป็นการรวมตัวกันเชิงสัญลักษณ์ที่เหนียวแน่น เพราะสามารถชุมนุมปราศรัยกันได้อย่างยืดเยื้อ เป็นเวลาหลายเดือน ตั้งแต่ต้น ๆ ปี 2549 จนถึงวันที่ทหารออกมาทำรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน2549

ไม่ต่างกันกับม็อบ กปปส.ที่เริ่มด้วยกลุ่มคนที่เกลียดทักษิณอีกนั่นแหละ เพราะเริ่มด้วยการที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่นำโดย “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ตั้งเวทีขึ้นปราศรัยขึ้นที่หลังสถานีรถไฟสามเสน ใกล้ ๆ พรรคประชาธิปัตย์ โจมตีรัฐบาลที่ผ่านกฎหมายนิรโทษกรรม ที่มีผลถึงการไม่เอาผิดนักโทษทางการเมือง ที่รวมถึง ดร.ทักษิณ นั้นด้วย ครั้นพอมีผู้คนมาร่วมม็อบแน่นขนัด จึงได้ย้ายไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จากนั้นก็ขยายม็อบไปยังที่อื่น ๆ ตลอดทั่วกลางเมืองหลวง โดยมีลักษณะเด่นของกลุ่มม็อบแตกต่างจากม็อบเสื้อเหลืองอยู่บ้าง คือส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มาจากต่างจังหวัด ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน รวมทั้งที่มาปักหลักติดตาม ตั้งบ้าน ตั้งครัว ตามขบวนม็อบไปในสถานที่ต่าง ๆ ดูออกจะไม่ไฮโซเท่าม็อบเสื้อเหลือง แต่กระนั้นก็มีสัญลักษณ์ที่เป็น “ศูนย์รวม” ของการชุมนุมที่ยังอยู่ที่ “สถาบันพระมหากษัตริย์” นั้นเช่นเดิม แต่จะโดดเด่นกว่าสม็อบเสื้อเหลืองก็ตรงที่ การชุมนุมของ กปปส.จะแน้น “ความเป็นชาติไทย” ด้วยการประดับประดา “ธงชาติ” ของผู้ร่วมชุมนุม ตามที่ต่าง ๆ บนร่างกาย โดยมากก็เป็นเสื้อผ้าที่เป็นลายธงชาติ การเพ้นท์หน้าและแขนด้วยสีธงชาติ ร่วมกับข้อความที่เป็นการปกป้องและเชิดชูสถาบัน แต่ที่โดดเด่นที่สุดก็คือข้อความที่ว่า “ทหารของพระราชา”

สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทั้งสองม็อบ คือม็อบเสื้อเหลืองกับม็อบ กปปส. จบลงด้วยการทำรัฐประหารของทหาร จนมีคนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบทหาร เรียกม็อบทั้งสองนี้ว่า “ม็อบท็อปบู๊ท” คือมีทหารอยู่เบื้องหลังของม็อบทั้งสองครั้งนั้น ซึ่งจากการที่ผู้เขียนได้เข้าสัมผัสอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในม็อบ กปปส.ที่เคยเข้าร่วมรับฟังการประชุมของ “แกนนำม็อบ” ก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าจะมีทหารอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะเรื่องที่มีผู้กล่าวหาว่าทหารเป็นผู้ร่วมวางแผนจัดตั้งม็อบมาตั้งแต่เริ่มต้น

สิ่งที่ผู้เขียนเห็นน่าจะเป็นอย่างที่เรียกว่า “สถานการณ์แบบตกกระไดพลอยโจน” นั้นมากกว่า คือการก่อตัวของม็อบเป็นไปในแบบ “เริ่มก่อขึ้นเล็ก ๆ” แต่พอมีมวลชนมาร่วมมากขึ้นจึงมีการขยายแนวร่วม อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า “Swarming Effect” เหมือนสัตว์รวมฝูง และทหารหรือ “อำมาตย์” ก็เข้ามาร่วมด้วยในภายหลัง รวมทั้งความคิดที่จะทำรัฐประหาร ก็น่าจะมีขึ้นภายหลังด้วยเช่นกัน เหมือนสำนวนที่เรียกว่า “ฟางเส้นสุดท้าย” คือเมื่อมีวิกฤติที่ร้ายแรงถึงขึ้นที่สุด

แล้วที่ว่า “ทหารมีวัฒนธรรมของการทำรัฐประหารอยู่ในสายเลือด” มันคืออะไรหล่ะ? คงต้องไปสรุปจบในสัปดาห์หน้า