บทเรียนจากเหตุการณ์ 10 เมษา

วันที่ 15 เม.ย. 2564 เวลา 09:00 น.
บทเรียนจากเหตุการณ์ 10 เมษา
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

*******************

มีคำกล่าวว่า อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว จะชอบหรือไม่เราก็แก้ไขไม่ได้ ส่วนอนาคตยังมาไม่ถึง ให้เราอยู่กับปัจจุบัน อย่างไรก็ดี แม้อดีตผ่านไปแล้ว แต่เราสามารถใช้มันเป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้อดีตที่เลวร้ายเกิดซ้ำรอยขึ้นอีก

ครึ่งแรกของเดือนเมษายนของทุกปี มีวันสำคัญของชาติหลายวัน เช่น วันสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วันสถาปนาราชวงศ์จักรีซึ่งเป็นวันขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด้จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก วันสงกรานต์ วันครอบครัว เป็นต้น แต่ครั้งนี้ผู้เขียนขอเลือกเขียนเหตุการณ์สำคัญทางการมืองที่ย้อนหลังไปไม่ไกลนัก คนไทยอายุ 25 ปีขึ้นไปยังพอจำได้ และเป็นบทเรียนที่ต้องศึกษาเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก

เมื่อถึงวันที่ 10 เมษายน ทีไร อดไม่ได้ที่จะนึกย้อนหลังไปถึงอดีตที่ขมขื่นในสามเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องพัน เพราะผู้บงการคนเดียวกัน ตัวละครกลุ่มเดียวกัน คือ

(1) ล้มการประชุมสุดยอด อาเซียนที่พัทยาเมื่อเดือนเมษายน 2552 ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหายอย่างยับเยิน ผู้นำต่างชาติที่เข้าร่วมประชุมต้องหนีเอาตัวรอดกันจ้าละหวั่น รัฐบาลและคนไทยไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

(2) ความพยายามก่อการจลาจลเมื่อปลายปี 2562 เช่น การเผารถเมล์ที่ถนนราชดำเนินนอก การข่มขู่ที่จะระเบิดรถบันทุกแก๊สที่ดินแดน แต่ทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ และ

(3) เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม เป็นเวลากว่า 1 เดือนที่เกิดการลุกฮือก่อการจลาจลเผาบ้านเผาเมือง ฆ่าทหาร ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของไทย

ที่คิดถึง 3 เหตุการณ์ข้างต้นเพราะผู้วางแผน คนก่อจลาจลเป็นคนกลุ่มเดียวกัน การล้มประชุมสุดยอดเมื่อปี 2552 ทำให้ชื่อเสียงของประเทศชาติเสียหายและกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ ส่วนการจลาจลในเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553 ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศทั้งในและต่างประเทศ

เหตุการณ์ทั้งสามก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศโดยตรง ทุกครั้งที่วันที่ 10 เมษายน เวียนครบรอบมา จึงต้องเขียนรำลึกถึงเหตุร้ายดังกล่าวที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก

เพราะอำนาจตัวเดียว ที่ทำให้คนไทยบางคนทำได้ทุกอย่าง แม้แต่จะฆ่าเพื่อนร่วมชาติคนไทยด้วยกันเอง รวมทั้งเอาคนต่างชาติมาช่วยฆ่าคนไทย เพียงเพื่อให้ได้อำนาจนั้นกลับคืนมา

ครบรอบ 11 ปีของเหตุจลาจลอำนาจเมื่อ 10 เมษายน 2553 ที่ทำให้คนไทยฆ่ากันเอง คนไทยเผาบ้านเผาเมือง คนไทยเอาคนต่างชาติมาฆ่าคนไทยด้วยกันเอง ฯลฯ เหตุการณ์นี้จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ที่ให้คนรุ่นลูกหลานได้เรียนรู้ความจริง และต้องไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก

คนที่ทำนับว่ามีความ “ เหี้ยมโหด ” มาก เพราะไม่เพียงไม่สนใจชีวิตเพื่อนร่วมชาติที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการกระทำของตนเท่านั้น ยังต้องการให้ “กระแทก” ไปยัง “ข้างบน” ด้วย ในขณะที่พระประมุขของชาติซึ่งพระอาการประชวรดีขึ้น กลับทรุดลงทันทีเพื่อเห็นพสกนิกรของพระองค์ทำร้ายกันเองถึงบาดเจ็บล้มตาย นี่คือยุทธวิธีการทำร้ายจิตใจขององค์พระประมุขอย่างที่เราคาดไม่ถึง และเอาผิดทางกฎหมายไม่ได้

ใครที่ทำให้คนไทยแตกแยกและทำร้ายกันเอง นับว่าเป็น “อนันตริยกรรม” หรือเป็นบาปที่ร้ายแรงที่สุดในบรรดาบาปทั้งหลาย คนทำจะได้ผลนั้นไม่ช้าก็เร็วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้เหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว 11 ปี แต่ผู้เขียนมีความรู้สึกเหมือนกับเหตุการณ์เพิ่งผ่านไปอาทิตย์เดียว เรื่องราวต่าง ๆ ของความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2553 ผุดขึ้นมาแจ่มชัดในสมองเหมือนกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ อำนาจทางการเมืองตัวเดียวเท่านั้นที่ทำให้คนไทยบางคนกล้าที่จะฆ่าคนไทยด้วยกันเอง

เงินและตำแหน่งทางการเมือง ที่ทำให้คนบางคนรับจ้างทำงานแม้ทำให้ชาติบ้านเมืองเสียหายยับเยิน กล้าที่จะทำร้าย สังหารเพื่อนร่วมชาติด้วยกันเอง และกล้าแม้แต่จะนำคนต่างชาติมาฆ่าคนไทยด้วยกันเอง

ทหารต้องเข้ามาทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเพราะสถานการณ์รุนแรงเกินกำลังตำรวจที่จะรักษาสถานการณ์ได้ ทำให้ทหารจำนวนหนึ่งเสียชีวิตและบาดเจ็บ โดยเฉพาะในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 หนึ่งในจำนวนนั้น คือ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ที่ถูกระเบิดสังหารบาดเจ็บหนักและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ร่วมกับเพื่อนทหารจำนวนหนึ่ง

ภาพในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 และเหตุการณ์หลังจากนั้นจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2553 ยังอยู่ในความทรงจำเหมือนกับเพิ่งผ่านไปเมื่อวันวาน พอครบรอบเหตุการณ์ร้ายแต่ละปี หลับตาทีไรก็เจอภาพหลอนที่คนไทยถูกใช้ให้มาฆ่ากันเอง

11 ปีผ่านไป นอกจากรายงานของ “คณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง” โดยมีศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธาน ได้เปิดเผยเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งหมด และมีคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภาได้ทำรายงานข้อเท็จจริงทั้งหมดโดยเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลแล้ว วันนี้ ข้อมูลต่าง ๆ ทะยอยออกมามากขึ้น โดยเฉพาะจากฝ่ายก่อการจลาจลที่หันมาร่วมมือกับรัฐบาลปัจจุบัน ยอมเปิดโปงเบื้องหลังทั้งหมดถึงแผนการและบุคคลที่เกี่ยวข้อง จนทำให้ต่อภาพจิ๊กซอว์ได้ครบเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าใครเป็นต้นคิด คนวางแผน คนจ่ายเงิน คนต่างชาติที่ส่งคนและอาวุธเข้ามาหนุน

แผนของเกมนี้ คือ ต้องมีคนตายให้ได้ เพื่อนำมาต่อรองกับรัฐบาลขณะนั้นซึ่งต้องรับผิดชอบในการที่มีคนบาดเจ็บล้มตาย ให้ร่วมมือในการออกกฎหมายนิรโทษกรรม รัฐบาลในขณะนั้นก็น่าจะพอรู้ และหาทางแก้ไขแต่ก็ไม่สำเร็จ

การที่จะทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายที่จะใช้เป็นข้ออ้างต่อต่างชาติได้ ต้องให้ทหารตาย ซี่งเป็นการยั่วยุให้ทหารออกมาปราบปราม และเกิดสงครามกลางเมือง นี่คือคำตอบว่าทำไมผู้ก่อเหตุจึงกล้ายิงทหารจนบาดเจ็บล้มตายทั้งที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยาซึ่งเป็นจุดที่ พ.อ.ร่มเกล้า และเพื่อนทหารหลายคนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และที่สี่แยกคอกวัวที่มีคนเห็นชัดเจนที่ผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งที่แฝงอยู่ในมวลชนชักปืนยิงใส่ทหารที่ยืนเป็นเป้า ชนิดที่คนยิงหลับตายิงก็ยังถูก ก่อนหน้านั้น ในช่วงบ่าย ก็มีคนยิงใส่เฮลิคอปเตอร์ที่บินเหนือผ่านฟ้า

ทหารทำหน้าที่ในการรักษาและฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ซึ่งเกินกำลังของตำรวจ ทหารได้แต่ยิงเหนือศีรษะเพื่อสกัดกั้น และยอมเป็นผู้ถูกกระทำแต่ฝ่ายเดียวจนทหารได้รับบาดเจ็บมากมาย อาวุธกระสุนที่นำมาพร้อมหน่วยถูกปล้นไปจนเกือบหมด

คืนวันที่ 10 เมษายน 2553 อาจเกิดความสูญเสียมากขึ้น หากการก่อวินาศกรรมระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูงที่วังน้อยที่ส่งกระแสไฟฟ้าเข้า กทม. สำเร็จ หากเสาไฟฟ้าแรงสูงที่ถูกระเบิดเสาหนึ่งล้มลง ก็จะดึงให้เสาอื่น ๆ ล้มไปด้วย ลองหลับตาคิดดูว่า ในคืนนั้น หาก กทม.ไฟดับมืดมิดทั้งเมือง ฝ่ายผู้ก่อการคงทำรุนแรงมากกว่านี้ รวมทั้งการเผาบ้านเผาเมืองตามจุดต่าง ๆ

คืนวันที่ 10 เมษายน 2553 รัฐบาลผสมพลเรือนขณะนั้น มองสถานการณ์อย่างทอดอาลัยสิ้นหวัง ผู้นำรัฐบาลและ รัฐมนตรีไปรวมกันอยู่ที่พรรค รอฟังประกาศทหารปฏิวัติยึดอำนาจ แต่ก็ผิดคาดเพราะทหารไม่ได้ฉวยโอกาสยึดอำนาจ ตรงกันข้าม กลับช่วยรัฐบาลในการรักษาและฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยตลอดมา และดูแลความปลอดภัยให้กับผู้นำรัฐบาลพลเรือนเป็นอย่างดี

ผู้นำรัฐบาลขณะนั้นพอจะอ่านเกมออก มีความพยายามที่จะเจรจากันเพื่อยุติความรุนแรง แต่ตัวแทนผู้ก่อการจลาจลไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริง สุดท้าย เมื่อ่ผู้มีอำนาจตัวจริงไม่ยอม การเจรจาก็ล้มเหลว และนำไปสู่การเผาบ้านเผาเมืองในเวลาต่อมา

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นว่า ผู้นำประเทศบางคนเหมาะที่จะบริหารประเทศยามบ้านเมืองสงบเรียบร้อยเท่านั้น หรือประเทศเป็นประชาธิปไตยแบบฝรั่ง แต่ไม่เหมาะหรือบริหารประเทศไม่เป็นสำหรับการเมืองไทยในสถานการณ์ไม่ปกติ ซึ่งไม่เหมือนกับการเมืองฝรั่ง

สถานการณ์ในช่วงนั้น ถ้าไม่ได้กองทัพมาช่วย บ้านเมืองคงลุกเป็นไฟมากกว่านี้จากฝีมือของนักการเมืองบางพวกบางเหล่า พูดกันแบบตรงไปตรงมาก็คือ ทหารกับทหารสู้กันเอง เพราะภายในกองทัพก็ยังแตกกัน

อดีตนายทหารบางคนทางฝ่ายก่อการจลาจลยอมรับว่ารับงานมาจริง แต่เพียงแค่ยิงสกัดกั้นการรุกของฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น ไม่เคยคิดที่จะทำร้ายทหารน้อง ๆ ด้วยกันเองที่กำลังทำหน้าที่ฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ในขณะที่ตัวเองเพียง “รับจ๊อบ” ตามที่นักการเมืองสั่งเท่านั้น

กลุ่มก่อการจลาจลยังได้รับการสนับสนุนจากผู้นำของประเทศเพื่อนบ้านที่มีผลประโยชน์ร่วมกับกลุ่มที่สูญเสียอำนาจ ทั้งการจัดส่งอาวุธกระสุน 3 ลำเรือประมงให้ผู้ก่อการจลาจล จัดพื้นที่ชายแดนติดต่อกับไทยฝึกอบรมอาวุธให้แกนนำโดยทหารประเทศนั้น จัดพื้นที่สำหรับแกนนำที่หนีการจับกุมในไทยเพื่อหลบซ่อนตัว จัดห้องพักที่โรงแรมให้กับแกนนำเพื่อหนีไปซ่อนตัว จัดส่งอดีตทหารที่พูดไทยได้มาร่วมก่อเหตุร้ายใน กทม.

โดยผู้นำประเทศดังกล่าวคาดหวังว่า หากผู้สูญเสียอาจไทยกลับคืนสู่อำนาจ การหาประโยชน์ร่วมกันจากน้ำมันและกาซธรรมชาติในพื้นที่เศรษฐกิจทับซ้อนจะนำเงินเข้ากระเป๋าได้อย่างมหาศาล นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำไมผู้นำประเทศนั้นจึงไม่ชอบผู้นำรัฐบาลพลเรือนไทยขณะนั้นเสียจริง ๆ เพราะไม่ยอมปัญหาเขตแดนและผลประโยชน์น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในทะเล

ไม่เคยมีครั้งใดสมัยใดที่ผู้นำประเทศเพื่อนบ้านจะเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของไทย อย่างเปิดเผยเท่าครั้งนี้ โดยเขาตัดสินใจแล้วว่า ผู้นำไทยคนไหนจะให้ประโยชน์แก่ตัวเขามากกว่า ( ไม่ใช่ประโยชน์ของประเทศ )

นักการเมืองที่จะก่อให้เกิดเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ต้องมีเงินไม่ใช่หลักร้อยล้านบาท แต่รวมแล้วต้องมีเงินอยู่ในกระเป๋าพร้อมจ่ายเป็นพันล้านบาท หากได้ผลสมความมุ่งหมายก็ถือว่าคุ้ม “พ่อค้าความตาย” แต่คนพวกนี้จะไม่ยอมเสียเงินฟรี เขาคิดคำนวณไว้เรียบร้อยแล้วว่า งานชิ้นนี้จะมีกำไรขาดทุนมากน้อยเพียงไร เพียงแต่ “อำนาจ” คืนมา ก็ใช้อำนาจนั้นไปหาประโยชน์เป็นเงินทองกลับคืนมาพร้อมกำไรได้ ไม่ว่าหากินจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ และหากำไรจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ฯลฯ

คนแบบพวกเรามองไม่ทะลุ แต่นักลงทุนเพื่ออำนาจเหล่านี้มองทะลุ และบวกลบคุณหารไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาเสี่ยงแล้วไม่มีกำไร ไม่ว่าจะเป็นกำไรทางการเมืองหรือทางเศรษฐกิจการค้า การทุจริตคอรัปชั่น ที่สำคัญ เขายังมีลูกน้องอีกมากที่พร้อมที่จะทำเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองกลับคืนมา

เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2564 และเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องก่อนหลัง เป็นอดีตที่ต้องบีนทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองและความมั่นคงของไทย เป็นบทเรียนที่คนไทยต้องเรียนรู้และไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีก รวมทั้งสถานการณ์ที่จะทำให้คนไทยตีกันเอง

ไม่ยอมเป็นไก่ชน ที่เจ้าของจับมาชนกันเพื่อเดิมพันเงินก้อนโต

ไม่ยอมเป็นจิ้งหรีดที่ถูกคนจับมาปั่นหัวจนหัวหมุนแล้วกัดไม่เลือก

แกนนำไม่เห็นแก่เงินที่นักกรเมืองเอามาฟาดหัวให้ทำร้ายและฆ่าคนไทยด้วยกันเอง

แต่เป็นคนไทยที่มีความคิดพอจะแยกออกว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรคือเรื่องของบ้านเมือง อะไรคือเรื่องส่วนตัว ไม่ปนเปสับสนกัน

บอกตามตรงว่า เรายังหวังอะไรไม่ได้ ในเมื่อคนยังคิดว่าการเมืองคือการแย่งชิงอำนาจ เพื่อนำอำนาจนั้นไปทำประโยชน์ให้กับตนเองและพรรคพวก แล้วอ้างว่าทำเพื่อประเทศชาติ ตราบใดที่ยังมีคนที่มองเงินอย่างหิวกระหาย และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเงินโดยไม่คำนึงถึงชาติบ้านเมืองและศีลธรรม สองคำนี้ใช้เป็นลมพ่นจากปากให้ดูดีเท่านั้น

ใครที่รับจ๊อบในเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 ดูได้จากการใช้จ่ายเงิน ทรัพย์สินทั้งสังหาและอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบครองหลังจากนั้น ที่เพื่อนฝูงต่างรู้กันดี เวลานี้ เงินที่ได้มาก็ร่อยหลอลงทุกทีแล้ว จึงสอดส่ายสายตาหาจ๊อบพิเศษ จะให้ไปหนุนเด็กรุ่นใหม่ก็เอา

ไม่เกี่ยงว่านักการเมือง “รุ่นใหม่” จะเล่น “ของใหญ่” แค่ไหน ถ้าเงินถึงก็พร้อมจะเล่นด้วย แต่ถ้าจะเล่น “ของสูง” ก็ขอคิดดูก่อน เพราะไม่กล้าเสี่ยงเหมือนครั้งก่อน

แทนที่จะเป็นแบบเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 มันอาจกลายเป็น 6 ตุลา 19 รอบสองก็เป็นได้

ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็ไม่ดีต่อบ้านเมืองทั้งนั้น ดังนัน หาก “ผู้เล่น” ใช้สติสัมปชัญญะตริตรอง “ไคร่ครวญ ด้วยเหตุด้วยผล เราสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งอันไม่พึงปรารถนาไม่ให้เกิดขึ้นได้ (จบ)