รำลึก กปปส.กับม็อบมวลมหาประชาชนครั้งสุดท้าย (3)

วันที่ 10 เม.ย. 2564 เวลา 10:30 น.
รำลึก กปปส.กับม็อบมวลมหาประชาชนครั้งสุดท้าย (3)
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

*****************

ม็อบเสื้อเหลืองกับม็อบ กปปส.มีจำเลยคนเดียวกันคือ “ทักษิณ ชินวัตร”

อย่างที่พอจะทราบกันมาบ้างแล้วว่า ม็อบ กปปส.เกิดจากชุมนุมประท้วงรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้ผลักดันให้มีการเสนอพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม เพื่อให้มีผลต่อการไม่เอาผิดนายทักษิณ ชินวัตร ด้วยการใช้พวกมากลากไป ที่เรียกว่า “ลากจนสุดซอย” (ร่างพระราชบัญญัตินั้นจึงได้ชื่อว่า “สุดซอย” ไปด้วย) และงัวเงียลงคะแนนในเวลาตีสาม ของเช้าวันที่31 ตุลาคม 2556อย่างที่เรียกว่า “ลักหลับ”

จากนั้นก็มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เรียกกันแบบง่าย ๆ ว่า “ลุงกำนัน” ออกมาตั้งเวทีประท้วงในเย็นวันนั้นที่หลังสถานีรถไฟสามเสน ก่อนที่จะย้ายมาอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จนได้ผู้ชุมนุมหลายแสนคน แล้วก็แยกกันไปเป็น “ดาวกระจาย” ไปชุมนุมตามย่านชุมชุมที่สำคัญหลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ พร้อมกับดำเนินยุทธวิธี “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” อยู่เป็นระยะ

กระทั่งท้ายที่สุดในเดือนพฤษภาคม 2557 ก็มาตั้งมั่นอยู่หน้าสะพานมัฆวานรังสรรค์ ก่อนที่จะถูกแผน “ล่อลวง” ของทหารให้กลุ่มที่มีความขัดแย้งกันไปร่วมประชุมกันที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดีรังสิต แล้ว “ล็อคตัว” ขึ้นรถแยกย้ายกันไป “ปรับทัศนคติ” ตามสถานที่ต่าง ๆ ในบ่ายวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พร้อมกับการเข้ายึดการปกครองประเทศ โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่เรียกว่า “คสช.” นั้น

ผู้เขียนได้รับเชิญจากเพื่อนที่เป็นผู้บริหารช่องบลูสกายทีวี ซึ่งหลาย ๆ คนก็พอจะทราบว่าเป็นเครือข่ายสื่อมวลชนของพรรคประชาธิปัตย์ ให้ไปขึ้นเวทีเพื่อ “ให้ความรู้” แก่ผู้ชุมนุม ในฐานะที่เป็นตัวแทนของกลุ่มนักวิชาการที่เรียกว่า “สยามประชาภิวัฒน์” อันเป็นการรวมตัวกันของนักวิชาการจากหลาย ๆ มหาวิทยาลัย ซึ่งได้เคลื่อนไหวให้ความรู้ถึงแนวทางในการพัฒนาการเมืองไทย พร้อมกับเปิดโปงถึงความชั่วร้ายของระบอบทักษิณมาเป็นระยะ โดยผู้เขียนขึ้นพูดบนเวทีครั้งแรกในวันที่ 20พฤศจิกายน 2556

โดยนำบทความที่เขียนในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ที่ได้เขียน “สาปแช่ง” ระบอบทักษิณ ขึ้นไปอ่านบนเวที และจำได้ว่าได้ยินเสียงเป่านกหวีดอื้ออึงในตอนท้ายของทุกท่อนในกลอนแปดที่ค่อนข้างยืดยาวนั้น ทำให้เกิดความ “ซู่ซ่า” ในหัวใจว่า เราก็สามารถปลุกม็อบที่มาชุมนุมกันหลาย ๆ หมื่นคนนั้นก็ได้เช่นกัน (ความจริงคงเป็นอารมณ์ม็อบที่เคียดแค้นระบอบทักษิณเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั่นมากกว่า แต่ผู้เขียนได้สอบถามจากผู้ขึ้นปราศรัยคนอื่น ๆ ก็รู้สึกเหมือน ๆ กัน ว่าสามารถปลุกม็อบให้คึกคักได้ นี่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ดีเอสไอมาเชิญพวกเราให้ไปเป็นพยานในการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. ซึ่งขณะนี้คดีดังกล่าวกำลังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ โดยจากการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้ตัดสินจำคุกแกนนำเหล่านี้คนละหลาย ๆ ปีลดหลั่นกันไป บางคนที่เป็นรัฐมนตรีอยู่ก็ต้องพ้นหน้าที่ในทันที)

ด้วยมุมมองของนักรัฐศาสตร์ ผู้เขียนพยายามที่จะเปรียบเทียบ “สิ่งที่น่าสนใจ” ในม็อบ กปปส.กับม็อบเสื้อเหลือง (เสียดายไม่ได้เข้าไปอยู่ในวงในของม็อบเสื้อแดง หรือ “ม็อบ นปช.” แต่ก็เคยได้รับเชิญไปออกทีวีของสื่อในฝ่ายพวกนี้อยู่หลายครั้ง ทั้ง Peace TV และ Voice TV ก็พอมีข้อมูลอยู่บ้าง ถ้ามีจังหวะอาจจะขออนุญาตนำเสนอในภายหลัง) ว่ามีความเชื่อมโยงกันอย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นที่ทั้งสองม็อบนี้ถูกเรียกว่า “ม็อบมีเส้น” และ “ม็อบอำมาตย์”

บทความนี้ไม่ต้องการที่จะนำเสนอประวัติศาสตร์ของ ม็อบ กปปส. แต่ต้องการที่จะชี้ให้เห็น “ความจริง” อย่างหนึ่งของการเมืองไทย คือความจริงที่ว่า “การเมืองไทยเป็นเรื่องของชนชั้นปกครอง ประชาชนเป็นเพียงเครื่องมือของผู้ปกครองเหล่านั้นเท่านั้น”

ตอนที่ผู้เขียนขึ้นเวทีม็อบพันธมิตรฯ แรก ๆ ก็คิดว่าเป็นม็อบที่ต้องการจะขับไล่ทักษิณเท่านั้น และเชื่อเรื่อยมาจนกระทั่งเกิดรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 จากนั้นการรัฐประหารครั้งนั้นก็นำผู้เขียนเข้าสู่ “เครือข่ายของชนชั้นปกครอง” เพราะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยคนหนึ่ง ทำให้ได้คลุกคลีกับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหลายคน จึงได้รู้ว่า “ระบอบทักษิณ” เป็นเพียงเป้าหมายหนึ่งในการยึดอำนาจในครั้งนั้น เพราะยังมีเป้าหมายอื่นที่เป็นเป้าที่ “ใหญ่กว่า” นั่นก็คือ “การพิทักษ์ผลประโยชน์ของชนชั้นปกครอง” ที่มีทหารเป็นศูนย์กลางอำนาจ

ชนชั้นปกครองเหล่านี้เป็นใครบ้าง? ถ้าไม่นับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยแล้ว ทหารคือชั้นชั้นปกครองที่มีอำนาจมากที่สุด รองลงมาคือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และนักการเมืองที่มั่งคั่ง ที่มีเครือข่ายโยงใยในทางธุรกิจกับเครือข่ายนักธุรกิจภายนอก โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติที่มีคนไทยเป็นเจ้าของ ที่เห็น ๆ กันอยู่ไม่กี่บริษัทนั้น ที่ทำให้นักธุรกิจเหล่านั้นถูกจัดว่าเป็นชนชั้นปกครองที่มีอิทธิพลมาก ๆ ด้วยอีกพวกหนึ่ง และน่าจะมีอำนาจเหนือนักการเมืองหรือแม้กระทั่งนายทหารและข้าราชการใหญ่ ๆ เหล่านั้นอีกด้วย เพราะมีผู้รู้ยืนยันว่าในการทำรัฐประหารแต่ละครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา บริษัทเหล่านี้จะเป็นผู้ “เตรียมทุน” เผื่อเป็นทางหนีทีไล่หากทำการรัฐประหารไม่สำเร็จ แต่ถ้าหากสำเร็จก็จะได้ “เสวยสุข” ในอำนาจเบ็ดเสร็จนั้นต่อไป

ผู้เขียนเคยทำงานใกล้ชิดกับนักธุรกิจและนักการเมืองจำพวกนี้ ในสมัยที่ผู้เขียนทำงานเป็นเลขานุการของหัวหน้าพรรคกิจสังคม ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในช่วงตั้งแต่สมัยรัฐบาลของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ใน พ.ศ. 2522 จนถึงเมื่อท่านลาออกจากพรรคกิจสังคมใน พ.ศ. 2528 โดยนักธุรกิจที่หวังจะอยู่รอดในการทำธุรกิจต่อไป ต้อง “จิ้มก้อง” ให้กับทหารกับข้าราชการและนักการเมืองอยู่เป็นปกติ

แต่ก็ไม่เคยระแคะระคายว่านักธุรกิจเหล่านี้จะมีอิทธิพลเหนือทหาร ข้าราชการ และนักการเมือง หรือเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการรับรู้รับทราบถึงการทำรัฐประหารในแต่ละครั้งนั้นด้วย เพราะส่วนใหญ่แล้วจะเคยได้ยินแต่เพียงว่า หลังการรัฐประหารแล้ว กลุ่มธรกิจต่าง ๆ ต้องช่วยกัน “บริจาค” ให้กับผู้มีอำนาจบางคน เพียงเพื่อ “แสดงน้ำใจ” หรือ “แสดงความยินดี” ในการทำรัฐประหารได้สำเร็จนั้น

เรื่องนี้น่าจะมีมูลอยู่พอควร เอาไว้ขยายความในสัปดาห์ต่อไปครับ

*******************************