posttoday

ต้นเหตุการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่

02 กุมภาพันธ์ 2564

โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน

************

หลายเดือนที่ผ่านมา มีเสียงตำหนิประชาชนว่า “การ์ดตก” ลดการสวมหน้ากากอนามัย ออกเดินทาง และกลับไปใช้ชีวิตใกล้เคียงกับปกติ จนในที่สุดก็เกิดการระบาด “รอบใหม่” ช่วงปลายปี และมีความคิดที่จะ “จัดการ” กับคนที่เป็นต้นตอนำโรคมาแพร่ระบาดโดยการคิดค่ารักษาพยาบาลและอาจถึงขั้นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากคนเหล่านี้

คำถามก็คือ การระบาดรอบใหม่นี้เกิดขึ้นเพราะประชาชน “การ์ดตก” หรือ เพราะสาเหตุใดกันแน่

ชัดเจนแล้วว่าการระบาดรอบใหม่ ซึ่งเริ่มขึ้นช่วงปลายปี 2563 เกิดขึ้น 3 จุด

จุดแรก เกิดจาก มีผู้ลักลอบไปทำงานในสถานบริการในสถานบันเทิง “วันจีวัน” ที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก ในประเทศเมียนมาแล้วลักลอบเดินทางกลับเข้าประเทศโดยนำเชื้อโรคมาแพร่ระบาดในจังหวัดชายแดนภาคเหนือ คือ เชียงราย และข้ามมาเชียงใหม่ ทำให้เศรษฐกิจที่กำลังทำท่าจะฟื้นตัว ต้องกลับไปซบเซาอีกครั้ง

จุดที่สอง เกิดจากการตรวจพบหญิงอายุ 67 ปี เจ้าของแพกุ้งที่สมุทรสาครติดเชื้อ และพบต่อมาว่าจุดตั้งต้นของการแพร่ระบาดมาจากแรงงานอพยพชาวพม่า ซึ่งเมื่อมีการตรวจวันแรกก็พบผู้ติดเชื้อพันกว่าราย และมีการแพร่ระบาดไปในวงกว้าง เพราะจุดศูนย์กลางของการแพร่ระบาดเป็นตลาดอาหารทะเลสด ซึ่งมีลูกค้ามาจากหลายจังหวัดโดยรอบ การตรวจทางพันธุกรรมต่อมาพบว่าเชื้อที่แพร่ระบาดเป็นสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดในชายแดนพม่า และน่าเชื่อว่าผู้นำเชื้อมาแพร่ระบาดน่าจะเป็นแรงงานชาวพม่าที่ ลักลอบ” เข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมายโดย ขบวนการค้าแรงงานเถื่อนที่ยังคงทำกันมาอย่างต่อเนื่อง

จุดที่สาม การแพร่ระบาดจากบ่อนเถื่อนในจังหวัดระยอง ชลบุรี และจังหวัดใกล้เคียง

การแพร่ระบาดจากทั้ง 3 จุด ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มจากหลัก 4 พันเศษ ทะลุหลักหมื่นในเวลาอันรวดเร็ว ชั่วไม่ถึง 1 เดือน ทำให้รัฐบาลต้องประกาศ “ล็อคดาวน์บางส่วน” ตามมาด้วยมาตรการเยียวยาต่างๆ

ชัดเจนว่า การระบาดทั้ง 3 จุด สาเหตุหลักมิได้เกิดจากประชาชน “การ์ดตก” แต่เกิดจาก “ภาครัฐ” ที่การ์ดตกเสียเอง เพราะแม้ประชาชนทั่วประเทศจะ “ยกการ์ดสูง” ก็ไม่สามารถป้องกันการแพร่ระบาดจากการลักลอบเข้าเมืองและบ่อนเถื่อนทั้งหลาย เพราะการควบคุมป้องกันจาก 2 จุดดังกล่าวเป็นหน้าที่โดยตรงของภาครัฐ ประชาชนแม้รู้ทั้งรู้แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

บทเรียนสำคัญในเรื่องนี้คือ ขณะที่ประเทศไทยภาคภูมิใจกับคำชื่นชมว่าสามารถควบคุมโรคได้ดี โดยจำนวนผู้ติดเชื้อทรงตัวอยู่ที่หลัก 4 พัน และจำนวนตายอยู่ที่ 60 คน เป็นเวลาหลายเดือน ข่าวคราวออกมาตลอดเวลาว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในพม่าเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่องจนถึงหลักแสน และเป็นที่รับรู้รับทราบกันดีว่าชายแดนติดต่อระหว่างไทยกับพม่ายาวกว่า 2 พันกิโลเมตร โดยมีการเดินทางข้ามไปมาทั้งโดยถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย แต่ไม่มีข่าวคราวความเข้มงวดและระมัดระวังเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดข้ามชายแดนเข้ามา ขณะเดียวกันก็มีข่าวการหละหลวมและเล็ดรอดข้ามชายแดนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็เกิดการแพร่ระบาดรอบใหม่ ทั้งที่ภาคเหนือคือเชียงราย เชียงใหม่และข้ามมาไกลถึงสมุทรสาคร

เหตุการณ์เหล่านี้ย่อมเกินขอบเขตที่ประชาชนจะสามารถ “ยกการ์ดสูง” ป้องกันได้ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของหน่วยงานความมั่นคงภาครัฐทั้งสิ้น โดยเฉพาะคือกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย

ในส่วนของแรงงานชาวพม่าที่จังหวัดสมุทรสาคร ที่เป็นจุดศูนย์กลางของการระบาดใหญ่ครั้งนี้ ตัวเลขทางการมีถึงเกือบ 3 แสนคน และตัวเลขจริงน่าจะอยู่ที่หลัก 5 แสน เป็นที่ทราบกันดีว่าคนเหล่านี้อยู่กันอย่างแออัด และสภาพการสุขาภิบาลเอื้ออำนวยต่อการแพร่ระบาดของโรคมาก โดยเฉพาะโรคติดต่อทางระบบหายใจอย่างโควิด-19 ที่ติดต่อโดยการ “สัมผัสโดยตรง” (Direct Contact) คำถามก็คือ ได้มีการดำเนินการเพื่อป้องกัน การแพร่ระบาดของโรคนี้มากน้อยเพียงใด

เคยมีหน่วยงานใดเข้าไปจัดการเรื่องการสุขาภิบาลของที่พักอาศัยและตลาดอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ มากน้อยเพียงใด แน่นอนว่าแรงงานเหล่านี้ส่วนหนึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงแรงงาน และส่วนหนึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุข มีการขึ้นทะเบียนและเก็บค่าธรรมเนียมการตรวจสุขภาพคนเหล่านี้ ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อย มีการดำเนินมาตรการเชิงรุกมากน้อยเพียงใด มีการป้องกันการนำเชื้อมาแพร่จากภายนอกหรือไม่ อย่างไร

เป็นที่ทราบกันดีว่า แรงงานอพยพที่อยู่กันอย่างแออัดเป็นแหล่งระบาดของโควิด-19 อย่างดี ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว มีหอพักคนงานที่การสุขาภิบาลดีกว่าบ้านเรามาก ก็พบการแพร่ระบาด จนทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนทะลุหลายหมื่นคน ซึ่งบางคนในประเทศไทยวิพากษ์วิจารณ์ว่า “สิงคโปร์สู้ไทยไม่ได้” และดูเหมือนไม่มีการดำเนินการอย่างแข็งขันเพื่อเตรียมการป้องกันไว้

ในที่สุดสิงคโปร์ก็สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้โดยตัวเลขการเสียชีวิตต่ำมาก แค่ 20 คนเท่านั้น

เมื่อกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้จัดให้มีการประชุมคณะอนุกรรมการขอบเขตบริการสาธารณสุข และคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้มีมติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 ให้โควิด-19 อยู่ใน “ขอบเขตบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” (บัตรทอง) โดยยึดตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 47 วรรคสามที่บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่อันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” และได้มีมาตรการเชิงรุกโดยเข้าไปตรวจคัดกรองและวางระบบควบคุมป้องกันโรคในแหล่งที่อยู่กันอย่างแออัดที่ “ล่อแหลม” จะเกิดการระบาดใหญ่ เช่น ในเรือนจำและชุมชนแออัดบางแห่ง ซึ่งมีผลคือ ไม่เกิดการแพร่ระบาดจาก “แหล่งที่ล่อแหลม” เหล่านี้เลย

ขณะที่ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการเชิงรุกที่ชัดเจนในกลุ่มแรงงานอพยพซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงานและกระทรวงสาธารณสุข จนการระบาดแพร่เข้าสู่คนไทย คือ เจ้าของแพกุ้งเป็นรายแรก หลังจากนั้นจึงมีการเข้าไปตรวจแรงงานอพยพบางกลุ่ม ก็พบผู้ติดเชื้อถึง 44% ของผู้รับการตรวจ แสดงว่าโรคแพร่ระบาดไปอย่างกว้างขวาง หลายทอด (generations) และพบการติดเชื้อนับพันรายแล้ว !

เมื่อเกิดปัญหาก็มีการกล่าวถึงแนวทางการแก้ปัญหาโดย “สิงคโปร์โมเดล” แสดงถึงการขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ เพราะแรงงานข้ามชาติที่สิงคโปร์ส่วนใหญ่เป็นคนโสด ไม่ได้ไปกันแบบครอบครัวอย่างของบ้านเรา และที่อยู่อาศัยของที่นั่นก็มีการสุขาภิบาลดีกว่าเรามาก เมื่อพบการระบาดก็สามารถดำเนินการกักกันโรคได้อย่างเข้มงวด เป็นไปตามหลักการควบคุมป้องกันโรคได้โดยรวดเร็ว

จึงชัดเจนว่า การระบาดรอบใหม่ในประเทศไทยสาเหตุหลักมิใช่เพราะประชาชน “การ์ดตก” แต่เป็นเพราะภาครัฐเองนั่นแหละ “การ์ดตก”

********************

ข่าวล่าสุด

“อนุทิน” ตรวจสงขลาพรุ่งนี้ เร่งเยียวยาน้ำท่วม เมินกระแสโซเชียล