เหลียวหลังแลหน้าไวรัสโคโรนา-2019 (39)

วันที่ 24 พ.ย. 2563 เวลา 11:56 น.
   เหลียวหลังแลหน้าไวรัสโคโรนา-2019 (39)
โดย...น.พ.วิชัย โชควิวัฒน

****************

นับถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศสำคัญๆ มีดังนี้

สหรัฐ ติดเชื้อ 10,066,916 คน เสียชีวิต 241,186 คน

อินเดีย ติดเชื้อ 8,507,754 คน เสียชีวิต 126,121 คน

บราซิล ติดเชื้อ 5,664,115 คน เสียชีวิต 162,397 คน

อังกฤษ ติดเชื้อ 1,192,013 คน เสียชีวิต 49,044 คน

อิตาลี ติดเชื้อ 935,104 คน เสียชีวิต 41,394 คน

เยอรมนี ติดเชื้อ 672,507 คน เสียชีวิต 11,505 คน

จีน ติดเชื้อ 86,212 คน เสียชีวิต 4,634 คน

ไทย ติดเชื้อ 3,837 คน เสียชีวิต 60 คน

ด้านยาต้านไวรัสโควิด-19 ยังไม่มียาที่พิสูจน์ว่าปลอดภัยและได้ผลน่าพอใจ มีเพียงยาเรมดีซีเวียร์ ที่ อย.สหรัฐเร่งรัดขึ้นทะเบียนไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

ด้านวัคซีน ยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการรับการว่าปลอดภัยและได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่คาดว่าจะมีวัคซีนบางชนิดออกมาใช้ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า แต่ยังไม่สามารถฉีดให้แก่ประชากรโลกได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึง

จากการแพร่ระบาดในช่วงเกือบ 1 ปี ที่ผ่านมา โรคนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจากประสบการณ์การแพร่ระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่สเปน เมื่อช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 1 ขณะนั้นประชากรโลกมีราว 1,700 ล้านคน ประมาณการว่ามีผู้ป่วยราว 500 ล้าน และเสียชีวิตไปราว 50 ล้าน

ช่วงนั้น ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการต่างๆ ยังล้าหลังกว่าปัจจุบันมาก ขณะเดียวกันโลกก็ยังไม่เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ และผู้คนก็ยังเดินทางโดยทางบกและทางเรือเท่านั้น ยังไม่มีการเดินทางเครื่องบินซึ่งรวดเร็วกว่ามาก การแพร่ระบาดของโรคจึงหยุดลงไปเองในลักษณะมีการแพร่ระบาดจนถึงภาวะ “อิ่มตัว” ไปเอง เพราะ “ผู้ป่วย” ราว 500 ล้านนั้น น่าจะมีผู้ติดเชื้อที่ไม่เจ็บป่วยอยู่จำนวนมาก อาจจะถึง 60-70% ของประชากรโลก จึงเกิด “ภูมิคุ้มกันหมู่” (Herd Immunity) ขึ้น ทำให้การแพร่ระบาดหยุดลงเอง

แต่เชื้อโรคก็ยังไม่หายไป แต่ยังก่อโรคได้ในลักษณะ “ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล” (Seasonal Flu) จากการที่เชื้อมีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา โดยเป็นการกลายพันธุ์ในลักษณะที่ไม่มากนัก (Antigenic drift) และเมื่อเชื้อมีการกลายพันธุ์ที่ค่อนข้างมาก (Antigenic shift) ก็จะทำให้เกิดการระบาดใหญ่ขึ้นเป็นครั้งคราว ทั้งนี้เชื้อไข้หวัดใหญ่สเปน เป็นเชื้อสายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 ต่อมามีการระบาดเมื่อ พ.ศ. 2552 คือ ไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็เป็นเชื้อสายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 เช่นกัน และไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลแต่ละปี มักมีเชื้อสายพันธุ์ เอช 1 เอ็น 1 อยู่เสมอ การระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ โลกเจริญขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก และจุดตั้งต้นของการระบาดที่เมืองอู่ฮั่นของจีนก็เจริญก้าวหน้ากว่าแต่ก่อนมาก

การระบาดของโควิด-19 เริ่มต้นชัดเจนเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2562 พอปลายปีก็มีรายงานอย่างเป็นทางการและองค์การอนามัยโลกมีการประกาศ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดยจีนสามารถระบุเชื้อต้นเหตุว่าเป็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2563 และสามารถถอดรหัสพันธุกรรม โดยเผยแพร่ทางระบบดิจิทัลให้ทั่วโลกรับรู้ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2563

วันที่ 10 มกราคม 2563 จึงเป็น “หมุดหมาย” สำคัญทำให้วงวิชาการทั่วโลกสามารถตั้งต้นพัฒนายาและวัคซีนได้ตั้งแต่บัดนั้น และวัคซีนก็สามารถผ่านการวิจัยในห้องทดลองและสัตว์ทดลอง คือหนูถีบจักร และ ลิง เข้าสู่การทดลองในมนุษย์ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม นับได้เพียง 52 วัน นับตั้งแต่รู้รหัสพันธุกรรมของเชื้อ

ปัจจุบันแม้ยังไม่มีวัคซีน และยาที่ปลอดภัยและได้ผลดี แต่มีหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมป้องกันโรคได้อย่างน่าพึงพอใจ

ประเทศแรกคือ จีน ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการแพร่ระบาด ซึ่งพบการแพร่ระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง มีผู้ติดเชื้อและเจ็บป่วยเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จากหลักสิบเป็นหลักร้อยหลักพันและหลักหมื่นในเวลาอันรวดเร็ว บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งเป็น “นักรบในแนวหน้า” ติดเชื้อไปกว่า 3 พันคน และมีจำนวนหนึ่งเสียชีวิต

จีนเริ่มใช้ “ยาแรง” เป็นมาตรการในการควบคุมโรค โดยการ “ปิดเมือง” (Lockdown) นครอู่ฮั่น ซึ่งมีประชากรราว 11 ล้านคน โดยการปิดอย่างเข้มงวดเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาด โดยเริ่มตั้งแต่ 10.00 น. ของวันที่ 23 มกราคม 2563 (ก่อนวันตรุษจีนเพียง 2 วัน) บริการขนส่งสาธารณะ สถานที่ราชการและร้านค้าทุกแห่งปิดหมด ห้ามประชาชนออกนอกบ้าน อนุญาตให้อย่างจำกัดเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น ขณะเดียวกันก็มีมาตรการในการเยียวยาแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพสูงยิ่ง ถึงขั้น “น่าอัศจรรย์” ได้แก่

การประกาศก่อสร้างโรงพยาบาลสนามขนาด 1 พันเตียง โดยทำการขออนุญาตต่อเทศบาลได้ในวันที่ 23 มกราคม นั้นเอง ; ใช้เวลาออกแบบเสร็จสมบูรณ์ทั้งขั้นแนวคิด (Concept Design) , การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน (Basic Design) และการออกแบบรายละเอียด (Detailed Design) ในเวลาเพียง 60 ชั่วโมง โดยบุคลากร 60 คน ; ใช้คนงานกว่า 7 พันคน ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่ 33,900 ตร.เมตร ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ ลงมือก่อสร้างเสร็จสิ้นในเวลาเพียง 10 วัน ตั้งแต่การปรับพื้นที่ , การก่อสร้างอาคาร , ระบบสาธารณูปโภค , เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์และสิ่งสนับสนุนทั้งหมด

ภายในอาคารแยกเขตติดเชื้อและปลอดเชื้อออกจากกัน มีระบบปรับอากาศกลางโดยมีการไหลเวียนของอากาศทางเดียว มีการฆ่าเชื้อก่อนระบายอากาศสู่ภายนอก พื้นมีการกันซึมอย่างดีตลอดพื้นที่ 5 หมื่น ตร.เมตร ระบบระบายน้ำ ทั้งน้ำเสียและน้ำฝน มีระบบบำบัดน้ำเสีย และมีการทำลายเชื้อด้วยคลอรีน 2 รอบก่อนปล่อยออกสู่ระบบระบายน้ำสาธารณะ

มีการเตรียมทีมงานบุคลากรคู่ขนานจากภายนอก และสิ่งสนับสนุนทั้งด้านเวชภัณฑ์ อาหาร และอื่นๆ อย่างครบครัน ระบบไอทีเป็นระบบ 5 จี เพื่อให้สามารถรองรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทั้งการตรวจ รักษา การบันทึกเวชระเบียน และการส่งต่อข้อมูลอย่างสมบูรณ์โรงพยาบาลสามารถส่งมอบได้ตามกำหนด ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และพอวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ก็สามารถรับเต็มทั้ง 1,000 เตียง พอวันที่ 13 กุมภาพันธ์ คนไข้รายแรกก็หายกลับบ้านได้

มีการตั้งชื่อโรงพยาบาลว่า “หั่วเสิ่นซาน” แปลว่า “ขุนเขาเทพแห่งไฟ” เป็นเคล็ดเพื่อเอาชนะเชื้อโรคร้ายนี้ที่ “จะตายในอุณหภูมิสูง”

ระหว่างการก่อสร้างโรงพยาบาลสนามพันเตียง สถานการณ์บ่งบอกว่า ยังไม่เพียงพอรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จึงมีการตัดสินใจสร้างโรงพยาบาลสนาม 1,600 เตียงอีกแห่งหนึ่งบริเวณฝั่งแม่น้ำตรงข้าม แล้วเสร็จภายใน 12 วัน ใช้งานได้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ วันที่ 23 มกราคม นั้นเอง มีการประกาศให้ผู้ป่วยโควิด-19 ทุกราย รักษาฟรี ผู้ที่จ่ายเงินไปก่อนหน้านั้น ให้ขอคืนได้

ทั่วประเทศมีการระดมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรอื่นๆ เข้าไปช่วยเหลือที่เมืองอู่ฮั่น ชาวจีนโพ้นทะเลทั่วโลกระดมการช่วยเหลือมุ่งสู่อู่ฮั่น

มีการระดมเตรียมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment : PPE) ได้แก่ หน้ากากอนามัยชนิด เอ็น95 แว่นตา หมวก ถุงมือ เสื้อผ้า รองเท้า ซึ่งต้องสวมใส่ทับ 2 ชั้น เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากผู้ป่วย แพทย์พยาบาลที่ทำงานดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 จะต้องสวมอุปกรณ์ป้องกัน และ “เข้าเวร” ปฏิบัติงานกะละ 6 ชั่วโมง แทน 8 ชั่วโมง เพราะเมื่อสวมอุปกรณ์ป้องกันแล้ว จะไม่มีการรับประทาน อาหาร-น้ำ และไม่มีการเข้าห้องน้ำ โดยการสวมใส่และถอดจะต้องทำอย่างถูกหลักการป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวด แพทย์พยาบาลบางคนต้องทำงานเข้ากะติดต่อกันเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือน หลายคนไม่มีโอกาสกลับบ้าน เมื่อมีญาติมาเยี่ยมจะต้องทักทายกันห่างๆ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

ปรากฏว่าแพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ติดเชื้อกว่า 3 พันคน ราว 2 ใน 3 ติดเชื้อจากที่บ้าน การติดเชื้อในโรงพยาบาลส่วนมากติดในระยะแรก. หลังจากมีการใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลอย่างเข้มงวดและทั่วถึง อัตราการติดโรคน้อยลงมาก

ในที่สุดหลังจากการ “ต่อสู้” อย่างเข้มข้นในสมรภูมิรวมทั้งสิ้น 76 วัน จีนก็สามารถประกาศชัยชนะโดยทำพิธี “เปิดเมือง” อู่ฮั่นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2563 (เลข 8 เป็นเลขมงคลของจีน)

หลังจากนั้น จีนก็สามารถส่งความช่วยเหลือไปยังประเทศที่ประสบปัญหาหนัก เช่น อิตาลี อิหร่าน โดยบนกล่องสิ่งของที่ส่งไปช่วยเหลือ มีบทกวี 3 ภาษา คือ ภาษาจีน อังกฤษ และภาษาท้องถิ่น 3 บรรทัด ความว่า

         เรามาจากท้องทะเลเดียวกัน

             ใบไม้จากต้นเดียวกัน

             ดอกไม้จากสวนเดียวกัน

ในจีนเองต่อมา มีการติดเชื้อรายใหม่ประปราย แต่สามารถควบคุมได้อย่างรวดเร็ว โดยจีนสามารถระดมตรวจคนนับสิบล้านในบางเมือง จนมั่นใจว่าสามารถควบคุมโรคได้อย่างแท้จริง แม้ยังไม่มียาและวัคซีน โดยที่จีนก็เป็นผู้นำในการวิจัยและพัฒนายาและวัคซีนอย่างเร่งรัด และประกาศว่า ถ้าได้วัคซีนที่ปลอดภัยและได้ผลจะกระจายให้แก่ประชาชนทั่วโลกโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์เรื่องการค้าเป็นหลัก

**************