ผู้ใหญ่ลีกับอาจารย์รอลส์: ปัญหาความยุติธรรม (ตอนที่สี่):ตอนโควิด-19

วันที่ 11 พ.ค. 2563 เวลา 11:30 น.
ผู้ใหญ่ลีกับอาจารย์รอลส์: ปัญหาความยุติธรรม (ตอนที่สี่):ตอนโควิด-19
โดย...ไชยันต์ ไชยพร        

********************

ความเดิมจากสามตอนที่แล้ว: มีการตั้งคำถามขึ้นในหมู่บ้านของผู้ใหญ่ลีถึง เกณฑ์การจัดสรรทรัพยากรหรืองบประมาณแบบไหนถึงจะเป็นที่พอใจแก่ทุกคนในหมู่บ้าน ? ให้ทุกคนแสดงความต้องการของแต่ละคนออกมา ก็อาจจะไม่ลงตัว เพราะคนมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานะ ความถนัด ความสามารถ ฯลฯ ครั้นจะใช้เสียงข้างมากตัดสิน เสียงข้างน้อยก็อาจจะรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ฯลฯ

มีอาจารย์ฝรั่งชาวอเมริกันท่านหนึ่งชื่อ จอห์น รอลส์ เสนอทางออกที่เขาคิดว่าเป็นคำตอบที่ทุกคนจะยอมรับได้และทุกคนจะเห็นว่าเป็นเกณฑ์ที่ยุติธรรม โดยเขาเสนอให้แต่ละคนลองสมมุติตัวเองไปอยู่ใน “จุดเริ่มต้น” ที่ยังไม่มีสังคม ยังไม่มีกฎหมาย กติกาใดๆ เพื่อจะได้มาตั้งต้นกันใหม่ว่า หาก “สามารถ” กำหนดกติกากันใหม่ได้ เราจะกำหนดมันอย่างไร 

และนอกจากจะสมมุติว่ามาอยู่ที่ “จุดเริ่มต้น” และอาจารย์รอลส์ยังให้เราแต่ละคนสมมุติว่า เราไม่รู้ว่าเราจะเกิดมาในครอบครัวรวยหรือจน จะฉลาดหรือโง่ ฯลน นั่นคือ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเราเลย ซึ่งอาจารย์รอลส์ตั้งชื่อไว้แสนจะโรแมนติกว่า “ม่านแห่งความไม่รู้ อาจารย์รอลส์ยังให้เรายังมีความสามารถในการใช้เหตุผล และให้คิดอยู่ภายใต้กรอบที่ว่า ทรัพยากรในสังคมมีพอประมาณ ไม่มากไปไม่น้อยไป  และอาจารย์รอลส์เชื่อว่า เมื่อแต่ละคนในสถานการณ์สมมุติที่ว่านี้คิดหากฎกติกาที่ยุติธรรมสำหรับตัวเองออกมาได้แล้ว ผลลัพธ์มันจะเหมือนกัน และนั่นก็จะเป็นกฎกติกาที่ยอมรับกันได้และยุติธรรมด้วย 

สองตอนที่แล้ว ได้มีผู้อ่านสองท่านได้สมมุติเป็นลูกบ้านของผู้ใหญ่ลีและได้ลองตอบมาแล้วว่ากติกาที่ตนคิดได้มีหน้าตาอย่างไร  แต่ทั้งสองท่านนั้นคิดในเชิงสมมุติว่าตนจะเกิดมาซวย คือ โง่ จน เจ็บอะไรแบบนั้น  คราวนี้ ผู้เขียนโชคดี มีท่านผู้อ่านท่านแรกที่เคยส่งคำตอบมา ได้ลองจินตนาการถึง“กติกาที่เป็นธรรมของคนที่บังเอิญเกิดมารวย”

“กติกาที่เป็นธรรมของคนที่บังเอิญเกิดมารวย"

หลังจากที่ผมได้อ่านบทความที่อาจารย์ไชยันต์เขียนเรื่องผู้ใหญ่ลีกับอาจารย์รอลส์: ปัญหาความยุติธรรมมา 3 ตอนแล้ว อาจารย์ไชยันต์ก็เปิดประเด็นให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้คิดต่อกัน

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตโรคระบาดโควิด - 19 ขึ้นในหมู่บ้านผู้ใหญ่ลีแล้วส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการทำมาหากินของผู้คนในหมู่บ้าน ผู้ใหญ่ลีจึงต้องการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แต่ปัญหาที่ตามมาจนทำให้ผู้ใหญ่ลีปวดหัวคือ ลูกบ้านควรจะได้รับการเยียวยาอะไร แล้วปมปัญหาก็ทวีความซับซ้อนไปอีกเมื่อผู้ใหญ่ลีนัดลูกบ้านมาประชุมกัน แต่พวกเขาคงจะไม่สามารถตกลงกันได้ว่า พวกเขาควรจะได้รับการเยียวยาอะไรเพราะลูกบ้านมีความแตกต่างกันทั้งฐานะ เพศ ศาสนา ความรู้ความสามารถ ทำให้ความต้องการของพวกเขาแตกต่างกัน

ศาสตราจารย์จอห์น รอลส์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

แต่โชคดีผู้ใหญ่ลีได้รับความช่วยเหลือจากอาจารย์รอลส์ที่ได้ออกอุบายให้ลูกบ้านทุกคนสมมติตัวเองว่าเป็นลูกบ้านที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดมาฉลาดหรือโง่ ตัวโตหรือตัวเล็ก เป็นเจ๊กหรือเป็นแขก แดกเก่งหรือแดกน้อย ชอบอ้อยหรือชอบทุเรียน อ่านเก่งหรือเปล่า ชอบเหล้าหรือชอบฟังเทศน์ เพศหญิงหรือเพศชาย หรือไม่เอาทั้งสอง หรือพูดง่ายๆ ว่าให้ลองสมมติเป็นวิญญาณที่ยังไม่ลงมาเกิดดู

ผมในฐานะลูกบ้านคนหนึ่งก็ให้คำตอบมาว่า ผมจะไม่เลือกนโยบายใดๆที่อาจเกิดอันตรายกับตัวผม ผู้ใหญ่ลีต้องรับประกันสองสิ่งสำหรับตัวผมในหมู่บ้าน คือ 1. ‘สิทธิเสรีภาพขึ้นพื้นฐาน’ และ 2 ‘การเยียวยาช่วยเหลือสมาชิกที่ด้อยโอกาสในหมู่บ้าน’ คำตอบของผมจึงให้ความสำคัญกับการประกันความเสี่ยงเป็นหลัก อย่างไรก็ตามเมื่อผมได้อ่านบทความผู้ใหญ่ลีกับอาจารย์รอลส์: ปัญหาความยุติธรรม ตอนที่ 2 อาจารย์ไชยันต์ยังมีคำถามที่ยังค้างคาใจอยู่ก็คือคำถามที่ว่า ‘ถ้าบังเอิญเกิดมารวย เก่ง โชคดี กติกาสังคมที่เป็นธรรมสำหรับคนเก่งรวยโชคดี ควรเป็นอย่างไร ?’  

เมื่อผมอ่านคำถามนี้ ผมก็รู้สึกว่า ในเมื่อเกิดมาแล้วอยู่ในหมู่บ้านผู้ใหญ่ลี ซึ่งมีลูกบ้านที่เกิดมามีคนรวย คนจน มีผู้ชาย ผู้หญิง เป็นเจ๊ก เป็นแขกแล้ว อีกทั้งในหมู่บ้านก็คงจะมีลูกบ้านที่คิดว่าพวกเขาควรจะได้รับอะไรแตกต่างกัน เช่น เกิดมาเป็นลูกผู้ใหญ่ ลูกผู้มีอิทธิพลก็ควรจะได้รับอภิสิทธิ์มากกว่าคนอื่น หรือเกิดมาจนแล้วเป็นคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านก็ควรจะได้รับความใส่ใจดูแลมากเป็นพิเศษ  และถ้าโชคดีที่เกิดมารวย เก่งอย่างผมเนี่ย ผมก็คิดว่า ผมควรจะได้รับการนับหน้าถือตาในหมู่บ้าน  ผมก็ควรจะได้รับอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นๆ เช่นเดียวกัน

แต่ผมกลับมาคิดว่า “ถ้าลูกบ้านทุกคนเป็นแบบนี้ แถมคนรวยๆ อย่างผมก็เป็นแบบนั้นอีก ในหมู่บ้านผู้ใหญ่ลีจะมีสภาพเป็นอย่างไร คำตอบที่ผุดขึ้นมา หมู่บ้านนี้คงจะไม่น่าอยู่แน่ๆ ! เพราะคงมีการเอารัดเอาเปรียบกันแน่นอน  ไม่สิ! แล้วกติกาสังคมที่เป็นธรรมสำหรับคนเก่งรวยโชคดี ควรเป็นอย่างไร ?”  ในหมู่บ้านผู้ใหญ่ลีจะต้องมีแสงแห่งความหวัง แรงบันดาลใจอะไรบางอย่างสิ! เพราะการปล่อยให้ความบังเอิญเกิดมาเป็นคนรวยเป็นตัวกำหนด โดยไม่มีกติกาสังคมที่เป็นธรรมคอยปรับแก้ความเสียเปรียบจากความบังเอิญข้อนี้ สังคมในหมู่บ้านผู้ใหญ่ลีก็จะมีแต่การเอารัดเอาเปรียบกันและกันอย่างแน่นอน”

ผู้ใหญ่ลีจึงเอาปัญหานี้ไปปรึกษาอาจารย์รอลส์ อาจารย์รอลส์แนะนำแนวคิดที่มีพลังและสร้างแรงบันดาลใจว่า

‘...ถึงที่สุดแล้วหลักความแตกต่างสะท้อนข้อตกลงที่จะมองการจัดสรรพรสวรรค์โดยกำเนิดว่าเป็นทรัพย์สินร่วม ซึ่งทุกคนควรมีส่วนแบ่งในประโยชน์ไม่ว่าประโยชน์นั้นจะเป็นอะไร คนที่ธรรมชาติมอบความได้เปรียบให้ ไม่ว่าเขาคือใครจะได้ประโยชน์จากโชคดีของเขาก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่โชคร้าย สังคมจะไม่ให้คนที่ได้เปรียบโดยธรรมชาติได้ประโยชน์เพียงเพราะพวกเขามีพรสวรรค์ แต่เพียงเพื่อให้คืนทุนค่าใช้จ่ายที่เสียไปกับการอบรมและการศึกษา และใช้พรสวรรค์ของพวกเขาในทางที่ช่วยคนที่โชคดีน้อยกว่าด้วย ไม่มีใครคู่ควรกับพรสวรรค์ที่มีมากกว่าคนอื่นหรือจุดตั้งต้นที่ดีกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้แปลว่าเราควรทำลายความแตกต่างเหล่านี้  มีวิธีอื่นที่จะจัดการกับมันได้ เราสามารถจัดโครงสร้างพื้นฐานของสังคมให้ความบังเอิญเหล่านี้ทำงานเพื่อประโยชน์สุขของผู้ที่ด้อยโอกาสที่สุด...’

พูดง่ายๆ ว่า เมื่อเกิดเป็นคนรวย ความมั่งคั่งโดยกำเนิดของคนรวยเกิดขึ้นต้นทุนที่ดีกว่าจากหมู่บ้านผู้ใหญ่ลี ความโชคดีของเขาจะยุติธรรมต่อเมื่อเขาเกิดในหมู่บ้านผู้ใหญ่ลีที่มีกติกาสังคมที่ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในหมู่บ้าน เช่น ในหมู่บ้านมีระบบการจัดเก็บภาษีจากคนรวยที่ไปจัดสรรให้การสาธารณสุข หรือการศึกษาเพื่อให้คนด้อยโอกาสในหมู่บ้านผู้ใหญ่ลีมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่

ดังนั้นคนในหมู่บ้านที่เข้าร่วมประชุมในวันนั้นก็จะร่วมกันทำประชาคมกำหนดกติกาสังคมออกแบบให้กับคนรวยควรจะช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในหมู่บ้านเพราะการที่เขาโชคดีเกิดมาเป็นคนรวย และเก่ง แต่การที่เราจะไปกำหนดกติกาให้คนรวยและเก่งต้องได้รับทุกอย่างเท่าเทียมกันกับคนอื่นด้วยการไปจำกัดเสรีภาพที่เขาได้รับจากพรสวรรค์และแต้มต่อมาโดยกำเนิดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม ทางออกของปัญหานี้สามารถทำได้โดยลูกบ้านทุกๆ คนสามารถร่วมกันกำหนดกติกาให้เขาใช้พรสวรรค์ และแต้มต่อที่เขามีได้ให้ดีที่สุดในเงื่อนไขที่ปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่โชคดีน้อยกว่า

ชาวบ้านนับพันเข้าคิวขอข้าววัดกิน

ทีนี้ช่วงที่โควิด - 19 ระบาดขึ้นในหมู่บ้านผู้ใหญ่ลี และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการทำมาหากินของผู้คนในหมู่บ้าน นอกจากรัฐบาลจะออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบช่วยเหลือคนด้อยโอกาสในหมู่บ้านของพวกเราแล้ว ในที่ประชุมร่วมกันกำหนดกติกาให้กับกลุ่มคนที่เกิดมารวยรวมถึงผมด้วยให้มีกติกาที่จัดการความบังเอิญที่เกิดมาไม่รวยและไม่เก่ง คือ กติกาที่ทุกคนในสังคมร่วมกันกำหนดให้คนรวย เก่ง โชคดีร่วมความรับผิดชอบต่อสังคมให้ช่วยเหลือคนอื่นๆ ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานในบริษัท ลูกค้า ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในช่วงโควิดระบาด

ตัวอย่างคนรวยๆ ในหมู่บ้านหลายๆ คนที่ตกลงร่วมทำกติการับผิดชอบต่อสังคมในช่วงโควิด-19 ระบาด อาทิ ทุ่มเงินกว่า 100 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยเพื่อแจกให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล และประชาชนทั่วไปที่ขาดโอกาสในการเข้าถึง คนรวยอีกคนหนึ่งมอบกรมธรรม์ประกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ให้กับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์แบบฟรีๆ และการจัดทำถุงยังชีพให้ผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด หรือแม้แต่โรงเรียนเอกชนในหมู่บ้านก็ให้เงินทุนแก่นักเรียนที่ผู้ปกครองถูกเลิกจ้าง ลดเงินเดือน หรือติดเชื้อไว้รัส

นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนของกติกาที่เป็นธรรมสำหรับคนเก่งรวยโชคดี คนรวยในหมู่บ้านของเรามีน้ำใจช่วยเหลือกันกำหนดกติกาที่เป็นธรรมคนในหมู่บ้านด้วยกันครับอาจารย์”