หมัดเด็ดจากจีน

วันที่ 07 พ.ค. 2563 เวลา 14:54 น.
หมัดเด็ดจากจีน
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

************************

สงครามข่าวสารในยกต้นๆ เกี่ยวกับไวรัสโควิด 19 ที่ผ่านมานั้น สหรัฐเป็นฝ่ายรุกโดยกล่าวหาว่าจีนเป็นต้นตอการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอู่ฮั่น หรือไวรัสโควิด 19 ที่เกิดจากเมืองอู่ฮั่นซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั่วโลก จีนยอมรับว่า เชื้อร้ายนี้เริ่มต้นระบาดที่เมืองอู่ฮั่นจริง แต่กล่าวหาว่า เป็นฝีมือของสหรัฐซึ่งคิดค้นไวรัสตัวนี้ที่สถานีวิจัยในอเมริกา และถูกนำมาปล่อยในเมืองอู่ฮั่นของจีนโดยโครงการนี้เป็นของ ซี.ไอ.เอ. ซ้ำยังมีเปิดเผยหมายเลขจดทะเบียนโครงการกับกรมการค้า เพื่อดูให้น่าเชื่อถืออีกด้วย

เพื่อให้ดูน่าสมจริงยิ่งขึ้น ทางการจีนได้ฟ้องร้องต่อศาลระหว่างประเทศ กล่าวว่า สหรัฐได้นำเชื้อนี้มาปล่อยในจีนผ่านนักกีฬาทหารอเมริกันที่มาร่วมแข่งกีฬาทหารโลกที่เมืองอู่ฮั่น จะเรียกว่าเป็นการฟ้องเพื่อ “แก้เกี้ยว” ก็คงได้

ทางด้านสหรัฐที่เวลานี้กลายเป็นประเทศที่มีคนติดเชื้อมากที่สุดในโลก และคนตายเป็นอันดับหนึ่งหรืออันดับต้นๆ ของโลก ประธานาธิบดีทรัมป์ และนายปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ออกมาประสานเสียงให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน กล่าวหาว่า เชื้อไวรัสเกิดจากห้องทดลองในเมืองอู่ฮั่น ต่อมา ซี.เอ็น.เอ็น. ได้รายงานว่า ประชาคมข่าวกรองสหรัฐ ยืนยันว่าเชื้อไวรัสโคโรน่าตัวนี้ น่าจะเกิดจากตลาดค้าสัตว์ป่ามากกว่าเกิดจากการทดลองในห้องแล็บเมืองอู่ฮั่น และยังไม่มีข้อมูลการแพร่ระบาดของไวรัสตลาดค้าสัตว์ป่าสู่คน

เรื่องนี้ต้องเชื่อหน่วยข่าวกรองทั้งห้าซึ่งเป็นมืออาชีพ ส่วนฝ่ายการเมือง ในที่นี้คือประธานาธิบดีและรัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นผู้ใช้ข่าว ข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองสหรัฐน่าเชื่อถือได้มากกว่าเพราะหน่วยข่าวกรองต้องให้แต่ความจริง ส่วนฝ่ายการเมืองซึ่งใช้ข้อมูลนั้น จะเอาไปใช้อย่างไร โกหกบิดเบือนหลอกลวงอย่างใดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ฝ่ายการเมืองต้องรับผิดชอบเอง สุดท้าย อยู่ที่ประชาชนจะเชื่อฝ่ายไหนมากกว่า

จากที่ไวรัสตัวนี้ที่เชื่อกันว่าเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ได้ถูกจีนและสหรัฐนำมาใช้ประโยชน์ทางการเมือง จีนซึ่งตกเป็น “จำเลยโลก” ได้แก้ตัว และโต้กลับโดยเปิดเผยข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือว่าสหรัฐเป็นคนที่เพาะพันธ์ตัดต่อให้รุนแรงและรักษายากขึ้นและแอบนำมาปล่อยที่เมืองอู่ฮั่น เพื่อบ่อนทำลายจีน ทำให้โครงการพัฒนาต่างๆ ของจีนล่าช้าเพราะรัฐบาลปักกิ่งต้องมาใส่ใจในการแก้ปัญหาโรคร้าย จีนได้ระบุถึงหน่วยงานอเมริกันที่รับผิดชอบโครงการนี้ ทำกันเมื่อไร สถานที่ของโครงการตั้งอยู่ที่ไหนฯลฯ อเมริกันรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่กลางปี 2562 ล่าสุด ทางการจีนยังเปิดเผยด้วยว่า ทางการสหรัฐจับกุมนักวิทยาศาสตร์อเมริกันที่ผลิตและทำเชื้อตัวนี้มาปล่อย จนทางการอเมริกันต้องมาแก้ข่าวกันให้วุ่นว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

เพื่อป้องกันความสับสนของคนทั่วโลกที่สนใจเรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์ของ “องค์การอนามัยโลก” ทนไม่ไหว ต้องออกมารับรองว่า เชื้อดังกล่าวไม่ได้ตัดแต่งพันธุกรรมโดยมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องแล็บ เท่ากับบอกว่า เชื้อไวรัสโควิด 19 เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ

ข้อกล่าวหาที่ว่าสหรัฐและจีนคิดค้นเชื้อโรคชีวภาพนี้และทำหลุดออกมาโดยบังเอิญ คงยุติไปได้ช่วงเวลาหนึ่ง จนกว่าจะมีประเด็นใหม่ที่จีนและสหรัฐจะหยิบยกขึ้นมากล่าวหากันอีก

แต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์เสนอผู้นำจีนว่าตนจะส่งผู้สอบสวนอเมริกันมายังจีน และขู่ว่าหากจีนมีความรับผิดชอบต่อการแพร่เชื้อไวรัส จีนก็ต้องรับผลการสอบสวนนี้ (ซึ่งคงเดากันว่าผลการสอบสวนจะออกมาในรูปใด) นอกจากนั้น สมาชิกรัฐสภาอเมริกันสองนาย เสนอออกกฎหมายให้คนอเมริกันและรัฐบาลท้องถิ่นสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลจีนที่เป็นตัวการแพร่เชื้อไวรัส คำตอบของโฆษกกระทรวงต่างประเทศสะท้อนถึงวิธีคิดที่เฉียบแหลมและคารมอันคมคายของลูกหลานขงเบ้ง ซึ่งเท่ากับเป็นคำตอบต่อประธานาธิบดีและ ส.ส.ดังกล่าว สรุปได้อ้าง ว่า

“ไวรัสเป็นศัตรูของมนุษยชาติ ซึ่งเกิดที่ไหน เมื่อไร ก็ได้ในโลกนี้ จีนเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในโลกที่เคยถูกโจมตีจากเชื้อไวรัสพวกนี้มาแล้ว จีนเป็น “เหยื่อ” ไม่ใช่เป็น “คนร้าย” และไม่ได้เป็น “ผู้สมคบคิด” กับเชื้อไวรัส”

โฆษกจีนได้ถามย้อนกลับ โดยให้คนฟังคิด (หรือคนอ่าน) ด้วยว่า “ในปี 2552 เชื้อไวรัสไข้หวัด เอช 1 เอ็น 1 ระบาดครั้งแรกในสหรัฐ และแพร่กระจายไปยัง 214 ประเทศทั่วโลก มีคนเกือบ 2 แสนคนตายเพราะโรคร้ายนี้ เคยมีใครขอให้รัฐบาลสหรัฐจ่ายเงินค่าชดเชยให้ไหม? ในคริสศตวรรษที่ 1980 เมื่อโรคเอดส์ระบาดครั้งแรกในสหรัฐและแพร่กระจายไปทั่วโลก มีคนป่วยและตายด้วยโรคนี้ไม่รู้จำนวนเท่าไหร่ เคยมีใครกล่าวหาว่าสหรัฐเป็นคนผิดในเรื่องนี้ไหม ต่อมา เมื่อปี 2541 เกิดวิกฤตการเงินครั้งร้ายแรงเริ่มจากสหรัฐและกระทบไปทั่วโลก เคยมีใครขอให้สหรัฐต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นเหล่านี้หรือไม่”

ที่โฆษกจีนย้ำให้สหรัฐเข้าใจและเห็นภาพชัดเจนว่า ครั้งนี้ “ข้าศึก คือ ไวรัสโควิด 19 ไม่ใช่จีน จีนเป็นเหยื่อของโรคร้ายนี้เช่นเดียวกับประเทศอื่น จีนไม่ได้เป็นผู้ร้าย หรือเป็นจำเลย ไม่ใช่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด”

พอเริ่มต้นนับว่า “สะใจ” กองเชียร์จีนไม่น้อย ลองฟังต่ออีกนิดก็ได้ โฆษกกระทรวงต่างประเทศพูดขู่ว่า “จีนไม่ใช่ อิรัค ซีเรีย หรือเวเนซูเอลล่า ที่อเมริกานึกอยากจะทำอย่างไรก็ได้เห็นใครก็ไม่ถูกใจก็พาลเกเรตวาดเขาไปหมด” และว่า “จีนได้ทำตามระเบียบขั้นต้นทุกอย่าง พอรู้ว่าเกิดโรคระบาด จีนได้เชิญ “องค์การอนามัยโลก” ซึ่งเชื่อถือได้ มาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจีนสอบสวนหาต้นตอของโรคและหาทางระงับยับยั้งการแพร่เชื้อโดยเร็ว” โฆษกจีนกล่าวหาอเมริกันว่า “แทนที่จะสนใจแก้ปัญหาไวรัสในประเทศ กลับไปพาลเกเรด่าคนอื่นไปหมด สร้างภาพประธานาธิบดีให้ดูดีขึ้น บนซากศพของชาวอเมริกัน” ตบท้ายด้วยการขู่อเมริกันว่าอย่าคิดจะรุกรานจีน เพราะอาวุธของจีน ทั้งอาวุธนิวเคลียร์ จรวด เรือดำน้ำ ฯลฯ ที่จีนมีอยู่ “ไม่ใช่ธรรมดา เราไม่ได้มีไว้ข่มขู่ใคร แต่มีไว้เพื่อป้องกันตนเองจาก “แขกที่ไม่ได้รับเชิญ” เท่านั้น

แทนที่จะเสียเวลาเที่ยวไปกล่าวหาคนอื่นไปทั่ว โฆษกจีนได้แนะว่า ทรัมป์ควรหันกลับไปแก้ปัญหาในประเทศก่อนดีไหม จนถึงวันนี้ คนอเมริกันติดเชื้อสะสมไปแล้วนับล้านคน ตายไปแล้วเกือบแสนคน ทั้งคนติดเชื้อ คนตายมาเป็นอันดับหนึ่งของโลก คนอเมริกันตายเพราะ “ความโง่เง่า เย่อหยิ่ง จองหอง เห็นแก่ตัว” ของทรัมป์ ที่วันหนึ่ง เขาจะต้อง “จ่ายหนี้เลือด” คืนให้กับคนอเมริกัน

คารมของลูกหลานขงเบ้งไม่ว่าจะผ่านไปกี่ร้อยกี่พันปีก็ยัง “เชือดเฉือน” ฝ่ายตรงข้ามให้เจ็บไปถึงลิ้นปี่ แต่คนอเมริกันฟังแล้วบอกว่า รัฐมนตรีอเมริกันบอกว่า สิ่งที่โฆษกจีนพูดมาเป็นเพียงการแสดงทักษะการโฆษณาชวนเชื่อ งานปฏิบัติการข่าวสาร หรือ งาน ไอ.โอ.ของคอมมิวนิสต์เท่านั้น ดังนั้น คนจีนต้องปรับวิธีการ อธิบายสาระค่าเปรียบเปรย แดกดันให้คนอเมริกันฟังรู้เรื่องด้วย เพราะถ้าคนฟังฟังไม่รู้เรื่องก็ไม่รู้สึก คนด่าพูดเท่าไรก็ไม่มีผล)

สงครามข่าวสารระหว่างมวยรุ่นเฮฟวี่เวทคู่นี้ยังไม่จบ แต่ละฝ่ายต่างฟิตซ้อมมาดีและยังยืนไปได้อีกหลายยก

***********************