สิ่งที่ได้เรียนรู้จากกรณีทำไมเยอรมันเสียชีวิตจากโควิด-19 น้อยกว่าอิตาลี -สเปน

วันที่ 03 เม.ย. 2563 เวลา 19:57 น.
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากกรณีทำไมเยอรมันเสียชีวิตจากโควิด-19 น้อยกว่าอิตาลี -สเปน
โดย... ดร.ทรงวุฒิ ศักดิ์ชลาธร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน)

ผมได้อ่านเจอบทความใน CNBC ที่จั่วหัว เรื่อง ทำไม เยอรมนีถึงมีอัตราการตายค่อนข้างต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับ อิตาลี และ สเปน ถึงแม้จะมีประชากรที่ติดเขื้อสูงพอสมควร โดยเยอรมนี มีอัตราการตายเพียง 1% เมื่อเทียบกับ อัตราการตายถึง 11% ในอิตาลี ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาของเยอรมนี ได้ให้เหตุผล ว่าจากการศึกษาพบว่า

มีปัจจัยที่สำคัญ คือ 1.ชาวเยอรมนี ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่ จะเป็น คนวัยหนุ่มสาว ในขณะที่ ผู้ติดเชื้อในอิตาลีจะเป็น ผู้สูงอายุ และ มีโรคประจำตัว Implications: เพราะฉะนั้น ผู้สูงอายุ และ ผู้มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง เป็นกลุ่มเสี่ยง ต้องระม้ดระวังตัว มากกว่า คนหนุ่มสาว

2.เรื่องการตรวจการติดเชื้อในกลุ่มผู้ต้องสงสัย สาเหตุที่อัตราการตาย ของเยอรมนี ต่ำ เมื่อเทียบกับ อิตาลี คือ ทางเยอรมนี จะใช้ วิธีการตรวจการติดเชื้อทันที ในรายที่ต้องสงสัย ในขณะที่ อิตาลี ใช้วิธีการ กักตัว เฝ้าดูอาการ (ปัจจุบัน ประเทศไทย ก็ใช้นโยบายนี้ ซึ่งหลายๆ โรงพยาบาลพบปัญหา การทีไม่มีน้ำยาหรือ ขาดเครื่องตรวจที่มี capacity ในการตรวจทีละมากๆได้)

ในขณะที่ เกาหลี ก็ใช้ วิธีการตรวจเชื้อ ผู้ที่ต้องสงสัย และ ใช้ ดิจิตอลเทคโนโลยีในการติดตาม ผู้ป่วย ผู้ต้องสงสัย Implications:ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องได้ เครื่องตรวจ PCR ที่สามารถตรวจผู้ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อ ได้จำนวนมากและรวดเร็ว เพื่อที่จะคัดและควบคุมผู้ที่ติดเชื้อ และจัดหา อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงของบุคลากรทางการแพทย์ และควบคุมการเดินทางของเชื้อโรค โดยการลดการเดินทางของกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อและลดจำนวนผู้ติดเขื้อรายใหม่ให้น้อยที้สุด

3. การมี ระบบสาธารณสุขที่ดี มีโรงพยาบาล และ อุปกรณ์การแพทย์ที่มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบ กับประเทศอื่นๆในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น จำนวนโรงพยาบาล จำนวนเตียง จำนวนห้อง ICU จำนวนเครื่องช่วยหายใจ จำนวนอุปกรณ์การแพทย์ และ ที่สำคัญ จำนวนแพทย์ที่มากกว่า ซึ่งศาสตราจารย์ท่านนี้ ได้พูดว่า เกิดจากการพัฒนาระบบสาธารณสุข และเทคโนโลยีทางการแพทย์มากว่า 20 ปี Implications: เป็น สิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ประเทศไทย จำเป็นที่จะต้องเร่งพัฒนา ให้ ประเทศ มีศักยภาพในการที่จะพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ ได้ด้วยตนเอง ไม่ว่า จะเป็น เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์ในการวินิจฉัยโรค

นอกจาก การเพิ่มจำนวนแพทย์ โรงพยาบาล และ อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้เพียงพอ ในความเห็นส่วนตัวของผมจากที่อยู่ในวงการนี้มานาน ประเทศไทยศักยภาพสูงมากในเรื่องของการรักษาโรค เรามีแพทย์ที่เก่งๆ จำนวนมาก ซึ่งน่าจะเกิดจากการที่เด็กที่ฉลาด และเรียนหนังสือเก่งๆ เลือกที่จะมาเป็นแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ ดังนั้น ผมจึงไม่แปลกใจที่จะมีผู้ป่วยจากทั่วทุกมุมโลก มารักษาโรคที่เมืองไทย เพราะแพทย์ไทยเก่ง และการมีน้ำใจ จิตใจรักบริการ ของคนไทย รวมไปถึงค่ารักษาพยาบาล ที่ยังถูกกว่า เมื่อเทียบกับในต่างประเทศ แต่ ในด้านการวิจัยและพัฒนาทางการแพทย์ ที่จะคิดค้น และผลิตเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องตรวจวินิจฉัย ยังห่างไกล และไม่เคยได้รับการพัฒนามานาน

สารตั้งต้นในการผลิตยา (ที่เรียกในวงการว่า API) สำหรับยาพื้นๆ อย่างเช่น พาราเซตามอล เรายังต้องนำเข้าจากอเมริกา ยุโรป อินเดียและจีน ผมอยากเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจ ได้เรื่มตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องนี้ มาเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อที่จะไม่เพียงแต่ จะสามารถรองรับ เหตุการณ์โรคระบาดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่จะสามารถรองรับ กับการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งค่าใช้จ่าย ทางด้านสาธารณสุข จะเป็นค่าใช้จ่ายอันดับหนึ่งของประเทศ เราอาจจะไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะจ่ายค่าเวชภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีราคาแพง หรือ แม้กระทั่ง ชุดตรวจไวรัสที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อุปกรณ์ทางการแพทย์ เพราะต้องนำเข้าทั้งหมด

ผมคิดว่า ได้เวลาแล้วสำหรับ ทุกๆ ประเทศ รวมทั้ง ประเทศไทย ที่จะหันมาพัฒนา ทางการแพทย์ เพื่อต่อสู้ กับ เชื้อโรค ซึ่งเป็นศัตรูที่เรามองไม่เห็น มากกว่า จะไปพัฒนากองทัพ หรือ อาวุธ ที่จะทำลายล้างมนุษย์ด้วยกันเอง ภัยพิบัติจากโรคระบาดในครั้งนี้ คงจะสามารถทำให้ มนุษย์ชาติ ได้ ตระหนักว่า ศัตรู ที่แท้จริง ในอนาคต คือ เชื้อโรค และหันมาร่วมมือกันในการที่จะพัฒนาทางการแพทย์ และถ่ายทอดเทคโนโลยี และความรู้ให้แก่กัน และมีความรักต่อกัน

ผมเชื่อมั่นว่า พลังแห่งความรักของมนุษย์ การตระหนักรู้และความรักต่อธรรมชาติ จะทำให้เรารอดพ้นจากวิกฤติในครั้งนี้ครับ