ชังชาติ รักชาติ (ตอนที่สอง)

วันที่ 17 ก.พ. 2563 เวลา 14:11 น.
ชังชาติ รักชาติ (ตอนที่สอง)
โดย...ไชยันต์ ไชยพร

**************

อย่างที่เกริ่นไปในตอนที่แล้วว่า ชาติเป็นเรื่องอุปาทานหมู่ และแน่นอนว่าชาตินิยมก็ยิ่งเป็นอุปาทานหมู่เข้าไปใหญ่ แต่การเมืองไม่ใช่เรื่องโลกกุตระ ดังนั้น อุปาทานยังคงต้องมีอยู่ และชาติและชาตินิยมก็อาจเป็นได้ทั้งสัมมาทิฐิและมิจฉาทิฐิได้ แล้วแต่บริบทสถานการณ์ ชาตินิยมที่ดีก็มี ที่เลวก็มาก ชังชาติที่ไม่ดีก็มีจริง ๆเหมือนกัน

การเกิดการตีตรา “ชังชาติ” แบบแรกคือ เกิดจากความขัดแย้งระหว่างการรวมศูนย์อำนาจและวัฒนธรรม กฎหมายเพื่อสร้างความเป็นชาติหรือรัฐชาติ อันเป็นความขัดแย้งระหว่างท้องถิ่นกับส่วนกลาง ที่อาจจะทำให้ฝ่ายส่วนกลางมองว่า ฝ่ายท้องถิ่นที่ไม่ยอมรับการรวมศูนย์เป็น “พวกชังชาติ” ได้ เพราะท้องถิ่นไม่ต้องการจะอยู่รวมกันเป็นชาติกับส่วนกลาง

แต่แม้ว่าฝ่ายท้องถิ่นจะชังชาติรวมศูนย์ แต่แน่นอนว่าท้องถิ่นมีความรักในแผ่นดินเกิดของพวกเขาที่เป็นส่วนเล็ก ๆที่เขาอาศัยกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษหลายชั่วคน ที่เก่ากว่าชาติที่เพิ่งเกิดใหม่

นอกจากการตีตรา “ชังชาติ” แบบข้างต้นแล้ว ยังมีการตีตรา “ชังชาติ” ที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างนโยบายชาตินิยมกับพวกที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับคนที่เป็นแนวเสรีนิยมที่ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับนโยบายชาตินิยม ดังที่ยกตัวอย่างเรื่องการรณรงค์ซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศที่ไม่ได้เรื่องทั้งคุณภาพและราคาก็ไม่ได้ถูกอะไรมากด้วย

แต่การรณรงค์ดังกล่าวนี้ก็เพื่อหวังผลในระยะยาว ที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมและการค้าภายในประเทศเจริญเติบโตในที่สุด แต่พวกเสรีนิยมจะไม่เห็นด้วยกับการต้องถูกบังคับให้ซื้อสินค้าแบบนั้น เพราะมักไปละเมิดสิทธิ์เสรีภาพในตัวเลือกที่เหมาะสมทั้งราคาและคุณภาพ คนพวกนี้ก็จะถูกตีตราว่าเป็น “พวกชังชาติ” จากพวกรักชาตินิยมชาติได้ แต่ก็มิได้หมายความว่า พวกเสรีนิยมจะไม่รักหวงแหนผืนแผ่นดินบ้านเกิดของเขา

อีกพวกหนึ่งที่เป็น “พวกชังชาติ” ก็คือ พวกที่ปฏิเสธอำนาจรัฐ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐที่มีความเป็นชาติที่จะทวีความชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐมากขึ้น พวกนี้คือพวกที่เชื่อว่า คนเราดำเนินชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องมีอำนาจการปกครองหรือผู้ปกครองใด ๆ เรียกว่ามองธรรมชาติมนุษย์ในแง่ดีว่า อยู่กันเองได้ แก้ปัญหากันเองได้ โดยไม่ต้องมีอำนาจกลางใด ๆ

การมีอำนาจกลางหรืออำนาจการปกครองโดยบุคคลหรือคณะบุคคลย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ในที่สุดแล้วจะลงเอยด้วยการกดขี่และเกิดความอยุติธรรมขึ้น คนพวกนี้คือ “พวกอนาธิปไตย” ที่ถือว่าเป็น “พวกชังชาติชังรัฐ” ของแท้ แต่ก็เช่นกัน คนเหล่านี้ก็ไม่ได้จะไม่รักผืนแผ่นดินที่เขาอาศัยอยู่

ทีนี้ ความซับซ้อนของประเด็นเรื่องรักชาติชังชาติมีอยู่ว่า ความเป็นชาตินั้นมันเป็นนามธรรมหรืออุปาทานที่จับต้องไม่ได้ ดังนั้น ในการจะรักหรือเทิดทูนชาติ จึงต้องมีการหาวัตถุหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จับต้องได้หรือรับรู้ได้ง่ายกว่ามาเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชาติ วัตถุหรือสัญลักษณ์ที่ถูกนำมาเป็นตัวแทนของชาติที่เห็นชัดได้แก่ ธงชาติ เพลงชาติ รัฐธรรมนูญ

ที่นี้ใครที่เอาธงชาติมาล้อเล่นหรือไม่ได้เห็นว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์อะไร เช่น เอาลายและสีธงชาติมาทำเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ หรือหนักหน่อยก็ทำเป็นกางเกงชั้นใน ก็จะถูกมองได้ว่า ไม่รักชาติหรือชังชาติ ที่ว่าชังชาติก็เพราะดันเอาลายและสีธงชาติมาทำเป็นกางเกงใน ซึ่งเป็นของที่บางคนมองว่าเป็นของต่ำ ขนาดถ้าใครเอามาวางเหนือหัว จะโกรธมาก หรือบางคนเอาธงชาติเก่าๆ มาทำผ้าขี้ริ้ว เพราะเห็นว่า เมื่อธงเก่าแล้ว ประดับไว้ก็ไม่สวย ครั้นจะทิ้งไปเฉยๆก็เสียดาย เอามาทำผ้าขี้ริ้วเช็ดพื้นหรือเช็ดเท้าก็ยังเป็นประโยชน์กว่า เป็นขยะที่ต้องทำลายและทำให้โลกร้อนอีก

คนพวกนี้อาจไม่ได้ไม่รักชาติ แต่เขาไม่เห็นว่าความรักชาติคือ การต้องกราบไหว้บูชาลายและสีธงชาติหรือตัวธงชาติไม่ว่าเก่าหรือใหม่ คนพวกนี้ไม่เห็นความจำเป็นต้องยืนตรงเสมอเวลาชักธงชาติ หากเขาเพียงเดินผ่านโรงเรียนและกำลังจะรีบเดินไปที่ทำงาน และแน่นอนว่า คนพวกนี้ก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องยืนตรงทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเพลงชาติเพราะบางครั้ง เขาก็กำลังจะรีบปฏิบัติภารกิจรับใช้ชาติในแบบอื่นอยู่

และแน่นอนว่า คนเหล่านี้ไม่ได้จะไม่รักชาติ รักผืนแผ่นดินที่เขาอาศัยอยู่ เขารักชาติในแบบที่แตกต่างจากคนอื่นที่เห็นว่าความรักชาติคือ การยืนตรงเคารพธงชาติ เพลงชาติ แต่แน่นอนว่า ในบรรดาคนที่เคารพและไม่เคารพธงชาติและเพลงชาติ ก็มีพวกที่จ้องทำลายประเทศชาติเพื่อสนองประโยชน์ของชาติอื่นหรือรับอามิสสินจ้างเพื่อบ่อนทำลายประเทศชาติที่ตนมีสัญชาติอยู่ คือคนแบบนี้จริงๆแล้ว ไม่มีชาติ แต่จะคิดถึงผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น จะทำอะไรอยู่ที่ไหนก็ได้ตราบที่ได้ประโยชน์ใส่ตัว

ขณะเดียวกัน คนที่ไม่ผูกพันกับชาติก็มักจะถูกกล่าวถึงกันก็คือ พวกนายทุนข้ามชาติ ที่มีธุรกิจและบ้านพักอยู่ในหลายประเทศ อีกทั้งยังมีหลายสัญชาติด้วย จนไม่รู้จะรักชาติไหนดี คนพวกนี้มีผลประโยชน์อยู่หลายที่มากมายจนไม่สามารถจะทุ่มเทให้กับที่ใดที่หนึ่งได้เป็นพิเศษ เพราะทุกที่สำคัญหมด และครอบครัวลูกหลานของคนแบบนี้ก็มักจะเติบโตมาในหลายประเทศ คือไปอยู่ประเทศต่าง ๆในแต่ละช่วงเวลา หรือเรียนหลายประเทศ จนไม่ได้รับการปลูกฝังวัฒนธรรมประเพณีใดประเพณีหนึ่งอย่างลึกซึ้ง

คนแบบนี้ก็น่าจะไม่มีอาการรักชาติมั่นคงแต่อย่างใด ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ได้จะว่าว่านายทุนข้ามชาติและลูกหลานพวกเขาจะไม่รักชาติใดชาติหนึ่ง เพราะก็มีนายทุนข้ามชาติและครอบครัวของเขาที่รักชาติใดชาติหนึ่ง เพียงแต่มันน่าจะยากสักหน่อยเพราะไม่รู้ว่าจะมีอะไรที่เชื่อมโยงคนอื่นในชาตินั้นได้

แต่กระนั้น ก็ไม่จำเป็นว่านายทุนข้ามชาติเท่านั้นจะไม่ผูกพันกับชาติ แต่คนจน ๆที่หาเช้ากินค่ำหรือรวยไม่มากก็ไม่ผูกพันกับชาติได้ด้วย อย่างกรณีของคนที่อพยพมาจากประเทศหนึ่ง จะด้วยหนีความลำบากอดอยากหรือด้วยสาเหตุใดก็ตาม ที่มาทำมาหากินในอีกประเทศหนึ่ง มีชีวิตรอด มีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ก็ยังผูกพันกับประเทศของตนที่จากมาเสมอ ยังคิดว่าสักวันหนึ่งเมื่อลืมตาอ้าปากแล้ว ก็จะกลับไปประเทศดั้งเดิมของตน

คนพวกนี้จะเห็นประเทศใหม่ที่ตนมาอาศัยทำมาหากินเป็นที่ตักตวงประโยชน์เท่านั้น ซึ่งมักจะได้แก่คนอพยพลี้ภัยที่เป็นรุ่นแรก ๆ ซึ่งก็เข้าใจได้ว่า คนรุ่นแรก ๆนี้ยังอยากจะกลับไปบ้านเกิดของตน แต่แม้นว่า จะไม่ได้กลับและอยู่ต่อกันมาอีกหลายรุ่น แต่ก็ดันห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่ผสมกลมกลืนกับผู้คนวัฒนธรรมของประเทศใหม่นั้นเสียที อีกทั้งจะกลับไปประเทศดั้งเดิม ก็ดันแปลกแยกไปแล้วกับคนรุ่นต่อ ๆมาของประเทศดั้งเดิมเสียอีก

คนพวกนี้จึงอยู่ในสภาวะก้ำๆกึ่งๆ ไปๆมาๆ อัตลักษณ์ของความเป็นชาติก็ขาดๆวิ่นๆ ไปทางไหนก็มีแต่ความแปลกแยกคับข้องใจไปหมด เพราะไม่มีที่ไม่มีทางของตัวเองจริง ๆ และรักชาติไม่เป็น เพราะไม่รู้ว่าตนเป็นชาติอะไรกันแน่ !

แต่กระนั้น การไม่รักชาติใดชาติหนึ่งก็หาใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวเสมอไปเท่านั้น เพราะยังมีพวกที่เชื่อในความเป็นสากลนิยม--ความเป็นคนในโลกใบเดียวกันมากกว่าที่จะยึดติดกับพื้นที่เล็ก ๆวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่ง แต่เขาต้องการเป็นพลเมืองโลกและรับวัฒนธรรมอันหลากหลาย มองเห็นความสวยงามของสิ่งต่าง ๆในโลก คนพวกนี้อาจจะชังชาติได้ เพราะชาติมันคับแคบและเห็นแก่ตัวเกินไป

คนพวกนี้เป็นปฏิเสธ “nationalism” แต่ยึดมั่นในหลักการที่เรียกว่า “cosmopolitianism” และต้องการให้คนเป็น “พลเมืองโลก” มากกว่าจะยึดติดกับ “พลเมืองชาติใดชาติหนึ่ง” เท่านั้น อย่างไรก็ตาม บางพวกที่เชื่อใน “cosmopolitianism” ก็ยืนยันว่า การเป็นพลเมืองโลก ไม่จำเป็นต้องละทิ้งการเป็น “พลเมืองที่สังกัดรัฐสังกัดชาติ” ด้วย เป็นอย่างไรนั้น คงต้องต่อตอนที่สาม