ขุนศึกเลี้ยงชะนี

  • วันที่ 24 ส.ค. 2562 เวลา 17:50 น.

ขุนศึกเลี้ยงชะนี

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

**************************************

นายกรัฐมนตรีบางคนถูกตั้งฉายาว่า “ฤาษีเลี้ยงลิง”

นายกรัฐมนตรีท่านนั้นก็คือ ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ในยุคก่อนการรัฐประหารวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งสถานการณ์ทางการเมืองในตอนนั้นค่อนข้างวุ่นวาย โดยเฉพาะในพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลและท่านเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ ด้วยความที่ท่านอาจารย์เสนีย์ซึ่งอยู่ในวัย 70  ปี มีความเป็นผู้ใหญ่สูง ทั้งยังเคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาเมื่อครั้งสิ้นสุดสงครามโกลครั้งที่2 เมื่อ พ.ศ. 2489  มาก่อน อนึ่งจากพื้นฐานการศึกษาในประเทศอังกฤษ และการทำงานทางการทูตที่สหรัฐอเมริกา อันเป็นประเทศที่มีการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างมั่นคงแล้ว ทำให้ท่านคาดหวังว่านักการเมืองอื่นๆ จะมีความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยบ้าง คือท่าน “วางใจ” ในความเป็น ส.ส.ของสมาชิกพรรคของท่าน รวมถึง ส.ส.ทุกคนในระบบรัฐสภา ว่าจะทำหน้าที่ในการทำงานสภาและบริหารราชการแผ่นดินไปตามครรลองที่ท่านคุ้นเคย

พูดง่ายๆ ว่า ท่านมองนักการเมืองไทยในแง่ดีจนเกินไป และด้วยความเป็นสุภาพบุรุษของท่าน เมื่อมีความวุ่นวายต่างๆ เกิดขึ้น ท่านก็เชื่อว่า ส.ส.จะช่วยกันแก้ปัญหา และช่วยดำเนินงานทั้งในรัฐสภาและในรัฐบาลให้ราบรื่นต่อไป ท่านจึงวางตัวอย่างสงบนิ่ง สื่อมวลชนในยุคนั้นจึงเรียกท่านว่า “ฤาษี” และด้วยความวุ่นวายของ ส.ส.ในพรรค ก็เหมือนกับความซุกซนของ “ลิง” ท่านจึงมีฉายาว่า “ฤาษีเลี้ยงลิง”

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นน้องชายของท่านอาจารย์เสนีย์ แม้ว่าในทางการเมืองจะเป็น “คู่ต่อสู้” ระหว่างกันและกัน แต่ด้วยความเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิต ในคราวที่พี่ชายมีปัญหากับลูกพรรค ท่านก็ได้แต่ให้กำลังใจ เพราะตัวท่านเองก็เจอศึกหนักในพรรคและในรัฐบาลไม่แพ้กัน เพราะก่อนหน้านั้นในปี 2518 ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็เป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อน และก็ต้องเผชิญกับปัญหาความวุ่นวายทั้งนอกและในสภามาอย่างสาหัสสากรรจ์ ภายใต้รัฐบาลของท่านที่ได้ชื่อว่า “รัฐบาลร้อยพ่อพันแม่” เนื่องด้วยมีพรรคการเมืองต่าๆ มาร่วมกว่าสิบพรรค จนถึงขั้นที่ ส.ส.ในฝ่ายรัฐบาลคิดที่จะล้มรัฐบาล ท่านจึงต้องยุบสภาในตอนต้นปี2519และมีการเลือกตั้งในอีก 3 เดือนต่อมา ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมากและได้จัดตั้งรัฐบาล โดยได้ท่านอาจารย์เสนีย์เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ต้องมาประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันกับท่านดังกล่าว

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เปรียบตัวเองว่าเป็น “ฤาษีเลี้ยงชะนี” ทั้งนี้ชะนีมีความแตกต่างจากลิงในอุปนิสัยบางอย่าง โดยเฉพาะ “ความซื่อสัตย์และจริงใจ” โดยที่ลิงจะมีนิสัยซุกซนวุ่นวายอยู่เป็นปกติ อย่างที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ทะลึ่ง” แต่ก็ยังเป็นการแสดงไปโดยซื่อหรือเป็น “วิสัย” โดยปกติของลิง แต่ที่สำคัญลิงนั้นสามารถปรับเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรมได้ แบบที่เรียกว่า “ฝึกได้” ในขณะที่ชะนีอาจจะดูน่ารักและไม่ซุกซนวุ่นวายเท่าลิง หลายคนมองว่าน่าเลี้ยงกว่าลิง แต่ชะนีนั้น “เลี้ยงไม่เชื่อง” คือไม่สามารถฝึกฝนหรือเปลี่ยนนิสัยหรือปรับพฤติกรรมให้เป็นไปตามที่มนุษย์ต้องการได้ ดังนั้นเราจึงมี “ละครลิง” แต่ไม่มี “ละครชะนี”

ท่านอาจารย์มองว่า นักการเมืองไทยจำนวนหนึ่งในสมัยของท่านเป็นเหมือนชะนี คือเลี้ยงไม่ค่อยเชื่อง แถมยังอาจจะข่วนกัดและทำร้ายคนที่เข้าใกล้ได้เสมอ โดยท่านได้อ้างถึงนิทานเรื่องหนึ่งที่ท่านเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ (น่าจะเป็นนิทานกล่อมนอนที่ท่านเคยฟังจากพี่เลี้ยงสมัยเด็กๆ)ว่า มีชายชราคนหนึ่งแกอยู่ตัวคนเดียวในกระท่อมชายป่า วันหนึ่งได้ยินเสียงชะนีร้องโหยหวนแกก็ตามเข้าไปดูในป่า เห็นชะนีตัวหนึ่งบาดเจ็บอยู่โคนต้นไม้ แกก็อุ้มเอามาที่บ้านเพื่อทำการรักษาใส่หยูกยาและหาผลไม้ให้มันกิน ทุกวันทุกเวลาที่แกไปทายาและให้อาหารแกก็จะอุ้มชะนีนั้นไว้ในอก คอยพูดคุยเหมือนว่าจะให้ชะนีมีความอบอุ่นและสบายใจ จนกระทั่งวันหนึ่งชะนีตัวนั้นก็หายเจ็บและแข็งแรงดี แกก็เข้าไปอุ้มอีก ทีนี้ชะนีที่แสนน่ารักตัวนั้นก็ข่วนกัดแก และใช้ขาถีบที่หน้า กระโดดหนีเข้าป่าไป แกได้รับบาดเจ็บและต้องรักษาตัวอยู่นาน คนโบราณจึงเชื่อว่าชะนีนั้น “เลี้ยงไม่ได้”

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์คงจะประสบกับนักการเมืองจำพวกนี้อยู่พอควร แต่ท่านก็บอกว่าจำเป็นต้องเลี้ยงและต้องคบกับนักการเมืองแบบนี้ เพราะอย่างน้อยนักการเมืองเหล่านี้ก็ยังเป็นคน ที่พอจะพูดคุยกันได้รู้เรื่อง และเมื่อได้รู้ว่านักการเมืองคนไหนเป็นแบบชะนี ก็จะได้ระมัดระวังตัว ดังที่ท่านเล่าว่าท่านถูกนักการเมืองร่วมรัฐบาลบางคนคอยจ้องคิดร้ายและเอาตัวออกห่างมาโดยตลอด แต่ท่านก็ต้องคบเพื่อประคับประคองระบบรัฐสภานั้นไปให้ได้ แต่เมื่อเนว่าจะไปไม่รอด ท่านก็ยุบสภาเสีย เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่

ขณะนี้รัฐบาลของประเทศไทยมีหัวหน้ารัฐบาลเป็น “ขุนศึก” คือนายทหารใหญ่ที่เคยคุมกำลังหลักของประเทศ ซึ่งตามประวัติศาสตร์ประเทศไทยก็มีขุนศึกเคยอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้มาแล้วหลายคน แต่ละคนก็มีชะตากรรมคล้ายๆ กัน คือ ในตอนที่ยังมีอำนาจเด็ดขาดอยู่ในช่วงหลังรัฐปะหาร ก็ดูจะข่มขวัญบรรดานักการเมืองให้สงบนิ่งได้ แต่พอขุนศึกเหล่านั้นถอดเครื่องแบบทหารลงมาเล่นการเมืองในระบบเลือกตั้ง ทั้งที่ลงสมัครเลือกตั้งและทั้งที่ถูก “แหนแห่” ขึ้นมา ก็ต้องเจอกับความวุ่นวายของนักการเมืองในสภา ซึ่งทีนี้ก็ได้แสดง “นิสัยสันดาน” ออกมาอย่างแท้จริง จึงไม่ต่างอะไรกับขุนศึกที่จะต้องมาควบคุมฝูงสัตว์ที่มีพฤติกรรมเดิมๆ ถ้าโชคดีก็อาจจะได้ “เลี้ยงลิง” คือพอจะทำอะไรที่ฝึกฝนเปลี่ยนนิสัยหรือควบคุมพฤติกรรมได้บ้าง แต่ถ้าโชคร้ายก็อาจจะเจอเข้ากับ “ฝูงชะนี” ที่อาจจะแว้งกลับมาทำร้ายได้เสมอ แม้จะมีการ “เลี้ยงดู” เป็นอย่างดี

เราก็จะมีนิทานเรื่องใหม่ชื่อว่า “ขุนศึกเลี้ยงชะนี” ไว้กล่อมลูกหลานให้นอนหลับต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต

ข่าวอื่นๆ