แขวน142สส.สะเทือนเพื่อไทยสะท้านพรรคร่วม

วันที่ 15 ก.ค. 2554 เวลา 08:05 น.
แขวน142สส.สะเทือนเพื่อไทยสะท้านพรรคร่วม
กลายเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องไปแล้วสำหรับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายหลังประกาศรับรอง สส.จำนวน 358 คน

โดย...ทีมข่าวการเมือง

กลายเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องไปแล้วสำหรับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายหลังประกาศรับรอง สส.จำนวน 358 คน จากทั้งหมด 500 คน โดยเหลือ สส.ที่ต้องรอลุ้นถึง 142 คน ซึ่งจะไปชี้ชะตาอีกครั้งอย่างเร็วสุดในวันที่ 19ก.ค. หรืออย่างช้าวันที่ 28 ก.ค. ทำให้ฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะ “พรรคเพื่อไทย” ออกมาเรียกร้องถามหาความชัดเจนจาก กกต.ในการดำเนินการดังกล่าวว่ามีเจตนาอะไรกันแน่

สาเหตุประการสำคัญที่ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยต้องออกอาการเต้นมากกว่าเพื่อนเนื่องจาก สส.ที่ถูกแขวนรอวันตัดสินถึง 70 คน และส่วนมากเป็นระดับบิ๊กของพรรคและแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อาทิ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จตุพร พรหมพันธุ์ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย นพ.เหวง โตจิราการ วิภูแถลง พัฒนภูมิไท พายัพ ปั้นเกตุ พิชิต ชื่นบาน ก่อแก้ว พิกุลทอง จารุพรรณกุลดิลก และวิเชียร ขาวขำ เป็นต้น

บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนการเมืองในเครือข่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยกตัวอย่างในรายของจตุพรทางแกนนำ นปช.ต้องการให้ กกต.รับรองเพื่อจะได้รับการเอกสิทธิ์คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่แปลกที่พรรคเพื่อไทยจะไม่สบอารมณ์กับการทำงานของ กกต. ซึ่งกำลังส่อเค้าลากยาวกว่าที่ควรจะเป็น

สถานการณ์แบบนี้ถึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศไทย แต่ยิ่งทอดเวลาไม่ได้รับรองนานเท่าไหร่ก็ต้องตกอยู่ในภาวะสงครามประสาทอย่างนี้ต่อไปนานเท่านั้น

ผลของสงครามประสาทครั้งนี้ได้สร้างความสะเทือนให้กับพรรคเพื่อไทยได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งๆ ที่ดูผิวเผินไม่น่าจะมีอะไรแต่ก็มีผลทางจิตวิทยาได้ไม่น้อย ไม่งั้นคงไม่เกิดกระแสว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมดัน “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ”ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคขัดตาทัพสำรองเอาไว้เพื่อยิ่งลักษณ์มีปัญหาทางเทคนิค

หรือแม้แต่การปรากฏชื่อ “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา เข้ามานั่งบัญชาการประเทศไทยเช่นกัน เนื่องจากยงยุทธอาจจะมีบารมีไม่เพียงพอต่อการคุมเกมการเมืองในเวลานี้ก่อนที่เจ๊ปูจะต้องออมาปฏิเสธพัลวันทันทีที่ปรากฏกระแสข่าวนี้เกิดขึ้น

เจอแบบนี้ ขวัญและกำลังใจย่อมห่อเหี่ยวเป็นธรรมดาเพราะก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยประกาศเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเดินหน้านโยบาย “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” เอาใจมวลชนและฐานเสียงของตัวเอง เมื่อมาเจอกับสงครามประสาทย่อมมีผลสะเทือนไม่มากก็น้อย

แม่ทัพนารีจึงต้องออกมาย้ำผ่านสื่อมวลชนว่าทุกอย่างยังเดินหน้าตามปกติเพื่อไม่ให้มิตรรักแฟนเพลงพรรคเพื่อไทยขวัญหนีดีฝ่อรวมไปถึงความเชื่อมั่นของภาคเศรษฐกิจไทยที่ต้องพยายามไม่ให้อ่อนไหวไปกับประเด็นการเมืองที่จะมีผลต่อการลงทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ

นอกเหนือจากความประหวั่นพรั่นพรึงภายในพรรคเพื่อไทยที่ต้องประสบในห้วงสุญญากาศแบบนี้แล้ว ยังจะกระทบไปถึงองคาพยพของการจัดสรรตำแหน่งคณะรัฐมนตรีทั้งในพรรคและพรรคร่วมรัฐบาลประการหนึ่งด้วย

ในส่วนของพรรคเพื่อไทยมีการจับจ้องไปที่โควตาของกลุ่มคนเสื้อแดงว่าจะถูกลดทอนลงหรือไม่ เนื่องจากว่าที่ สส.เสื้อแดงยังไม่ได้รับการรับรองจาก กกต.หลายคนราว 4-5 คน ถ้าเทียบอัตราส่วน สส.ต่อตำแหน่งรัฐมนตรีที่ 5 ต่อ 1 หรือ 7 ต่อ 1 ซึ่งเป็นอัตราส่วนมาตรฐานทั่วไปแล้วถือว่าจำนวน สส.แดงที่ถูกแขวนนั้นย่อมหายไปด้วยเพราะไม่มีตัวเลข สส.เชิงประจักษ์ด้วยการผ่านการรับรองจาก กกต.

เป็นไปได้ว่าโควตาเสื้อแดงจะต้องได้รับการชะลอไปก่อน ซึ่งตรงนี้เองหากกินเวลานานออกไปโดย กกต.ยังไม่มีท่าทีจะรับรอง หมายความว่า โควตาส่วนนี้จะเป็นของกลุ่มการเมืองอื่นในพรรคแทน ซึ่งเป็นกลุ่มรอคอยจังหวะจะตีกรอบไม่ให้เสื้อแดงใหญ่คับพรรคอยู่แล้ว

ปล่อยไว้หนำซ้ำอำนาจต่อรองในพรรคของแกนนำเสื้อแดงจะถดถอยลงไปด้วยเป็นความจำเป็นที่ต้องส่งสัญญาณออกมาไปยัง กกต.เพื่อให้เร่งรับรอง สส.

“เรื่องแขวน สส.ต้องรอ กกต.ทำงานให้ครบขั้นตอนก่อน เพราะยังถือความชอบธรรมตามกรอบเวลากฎหมาย แต่ถ้าสุดทางแล้วยังไม่รับรอง สส. รับรองว่างานใหญ่แน่นอน มือที่มองไม่เห็นจะถูกมองเห็นและทักท้วงจากทั่วโลก เชื่อ กกต.จะเล่นงาน สส.ที่ถูกแขวนหลังเลือกตั้ง และหากยังขวาง กกต.ก็จะไม่เหลือความชอบธรรม” เป็นท่าทีล่าสุดจาก ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.

ไม่ต่างอะไรกับโควตาของพรรคร่วมรัฐบาล แม้ว่าแต่ละพรรคจะแสดงความจำนงขอกระทรวงเอาไว้แล้ว แต่พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้ฟันธงว่าจะปล่อยกระทรวงให้ตามที่ขอหรือไม่

ตรงนี้ย่อมสะเทือนมาที่พรรคร่วมรัฐบาลแน่นอนในเมื่อมี สส.ถูกแขวนไม่น้อยเช่นกัน อาทิ พรรคพลังชล 4 คน จากทั้งหมด 7 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 6 คน จาก 19 คน

มองในแง่ร้ายที่สุดแล้วหาก สส.ที่ถูกแขวนได้ใบเหลืองและใบแดงมีผลต่อสัดส่วน สส.ที่จะลดลงตามไปด้วย ย่อมหมายถึงต้องมาเขย่าสัดส่วน สส.ต่อเก้าอี้รัฐมนตรี เมื่อต้องมานับหนึ่งกันใหม่อาจทำให้เก้าอี้ที่คาดว่าจะได้ในตอนแรกมีอันต้องพลาดได้ในภายหลัง

ย่อมไม่เป็นที่พึงประสงค์ของพรรคร่วมรัฐบาลแน่นอน ซึ่งจะสร้างความปวดหัวให้กับแกนนำพรรคเพื่อไทยมากขึ้นในการเจรจาต่อรองเก้าอี้กระทรวง

ดังนั้น สงครามประสาทครั้งนี้คงจะวนเวียนอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไปจนกว่า “ยิ่งลักษณ์” จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี และถ้าผ่านช่วงนี้ไปคงทำให้ว่าที่นายกรัฐมนตรีของไทยรู้จักการเมืองไทยมากขึ้นกว่าที่พี่ชายได้เขียนสคริปต์เอาไว้