วอนประชาชนพิพากษา"ยิ่งลักษณ์"

วันที่ 15 มิ.ย. 2554 เวลา 09:24 น.
วอนประชาชนพิพากษา"ยิ่งลักษณ์"
กลายเป็นประเด็นร้อน กลายเป็นเรื่องที่สับสนอลหม่านและเกิดคำถามกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

โดย...ทีมข่าวหุ้น

กลายเป็นประเด็นร้อน กลายเป็นเรื่องที่สับสนอลหม่านและเกิดคำถามกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มากมาย ที่ออกมาชี้แจงหลงประเด็นเรื่อง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อหมายเลข 1 ของพรรคเพื่อไทย แต่ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต. กลับงัดกลยุทธ์ใช้ความเงียบสยบความเคลื่อนไหวเป็นดีที่สุดในเวลานี้

สำนักงาน ก.ล.ต. ออกแถลงการณ์มาชี้แจงความแคลงใจของสังคม และแก้วสรร อติโพธิ แกนนำเครือข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษกรรมคอรัปชั่นทักษิณ (คนท.) ที่ออกโรงกระทุ้งให้ ก.ล.ต.ดำเนินการกับยิ่งลักษณ์ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีซุกหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น และคดีแจ้งโครงสร้างการถือหุ้น บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น และมีการให้การเท็จต่อศาล

แต่คำชี้แจงที่ออกมาใน 2 ประเด็น เรื่อง ยิ่งลักษณ์มีหุ้นชินคอร์ปไม่ถึง 5% จึงไม่มีหน้าที่ต้องรายงานใดๆ ตามกฎหมายหลักทรัพย์ และไม่สามารถเอาผิดยิ่งลักษณ์ได้เลย ที่ชี้แจงต่อสำนักงาน ก.ล.ต.เมื่อเดือน มี.ค. 2549 ว่าครอบครัวชินวัตรไม่มีความเกี่ยวข้องกับกองทุน 2 แห่ง หรือเกี่ยวข้องกับ บริษัท วินมาร์ค ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท เอสซีฯ และบริษัท ชินคอร์ป

สิ่งที่เป็นคำถามคาใจมากที่สุดไม่ใช่เรื่องยิ่งลักษณ์พ้นมลทินทั้งสองกรณี แต่เกิดความข้องใจว่า ก.ล.ต.กำลังทำอะไรอยู่ เพราะคำตอบที่ ก.ล.ต.เผยแพร่ออกมานั้น ถือว่าเป็นการตอบไม่ตรงกับคำถามที่ทาง คนท.และสังคมต้องการคำตอบ(ที่ถูกต้อง)

กรณีนี้ผู้เชี่ยวชาญที่สำนักงาน ก.ล.ต.ออกมายอมรับว่า สำนักงาน ก.ล.ต.ตอบไม่ตรงประเด็น ซึ่งทางที่ดีเพื่อไม่ให้เรื่องสับสนวุ่นวายยิ่งขึ้น ก.ล.ต.ควรเลือกที่จะอยู่เฉยๆ จะดีกว่า

การตัดสินใจตอบคำถามไปคนละทางหรือตอบไม่ตรงประเด็น ถึงแม้ว่าจะถูกแรงกระแทกจากมือที่มองไม่เห็นมากระตุ้นก็ตาม แต่ตอบหลงทางหลงประเด็นก็จะทำให้เกิดปัญหามากมาย เกิดการตีความไปในทางอื่นๆ ตามมาอีกเช่นกัน

ผลที่ออกมา สำนักงาน ก.ล.ต.ดูแย่กว่าที่คาด และตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ไม่ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กรณียิ่งลักษณ์ให้การเท็จต่อศาลก็ไม่ใช่เป็นการหลงทางเฉพาะในส่วนของ ก.ล.ต.เท่านั้น แต่แก้วสรรก็หลงทางเสียเวลาด้วย เพราะการให้การเท็จต่อศาลนั้น ต้นเรื่องที่จะดำเนินการเอาผิดก็จะอยู่ที่ศาล ไม่ใช่มาที่สำนักงาน ก.ล.ต.

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ก็ไม่ได้มีในระบบบ้านเราว่าเมื่อให้การโกหกต่อศาลแล้วผลจะเป็นอย่างไร ซึ่งในเรื่องนี้ศาลประชาชนก็ต้องคิดและพิพากษาเองได้ว่า คนที่จะก้าวขึ้นมาอาสาเป็นผู้บริหารประเทศ แต่เคยกระทำความผิดด้วยการให้ข้อความเป็นเท็จเพื่อรักษาและปกป้องผลประโยชน์ของพวกพ้อง หากเข้ามาบริหารประเทศแล้ว คนนี้จะไม่ฉกฉวยหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้องอีกหรือ

สำหรับคดีซุกหุ้นชินคอร์ปและกรณีการปกปิดโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท เอสซีฯ ในส่วนของสำนักงาน ก.ล.ต.ถือว่าได้ทำตามหน้าที่และอำนาจที่มีอยู่จนครบถ้วนสมบูรณ์หมดแล้ว

สำนักงาน ก.ล.ต.ได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและอำนาจที่มีอยู่จนสุดทาง คือการส่งเรื่องกล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และดีเอสไอส่งต่ออัยการแต่กรณีบริษัท เอสซีฯ อัยการสั่งไม่ฟ้อง และต่อมาพนักงานอัยการก็มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องบุคคลทั้งสอง ซึ่งการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ก็เท่ากับว่าทำให้คดีถึงที่สุดทันที

ในเมื่ออัยการมีคำสั่งว่าต้นเรื่องไม่ผิดด้วยการไม่สั่งฟ้อง แล้วนอมินีที่ถือหุ้นแทนจะผิด มันจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้อย่างไร และหากมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น ระบบกฎหมายและประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

การสั่งไม่ฟ้องคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นเอสซีของดีเอสไอ เกิดขึ้นในยุคที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งคนที่รู้จักบุคคลคนนี้ก็คงมีข้อมูลหรือเคยได้ยินมาบ้างว่า ท่านมีความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับผู้ (เคย) ใหญ่อย่างไร!!!

สำหรับกรณีการซุกหุ้น ทางสำนักงาน ก.ล.ต.ก็ได้ดำเนินการต่อทันที หลังศาลฎีกามีคำพากษาออกมา ก็ได้ส่งพยานหลักฐานทั้งหมดให้ดีเอสไอและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณา เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปแล้ว

“ตามขั้นตอนการจะรื้อคดีใดที่อัยการมีคำสั่งเด็ดขาดว่าไม่ฟ้องมาพิจารณาใหม่นั้น จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีพยานหลักฐานใหม่เข้ามา ซึ่งคนที่จะทำหน้าที่ในการรื้อคดีก็จะอยู่ที่อัยการ ดังนั้นในกรณีการซุกหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น ภาค 2 การปกปิดโครงสร้างการถือหุ้นเอสซีฯ หาก คนท.มีข้อสงสัยหรืออยากให้คดีเหล่านี้เดินไปข้างหน้า จะต้องเดินไปขย่มหรือติดตามเรื่องกับดีเอสไอและอัยการ เพราะ ก.ล.ต.ได้ดำเนินการทุกอย่างตามอำนาจและหน้าที่ที่มีอยู่ไปครบถ้วนหมดแล้ว”

ขณะที่ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า รับทราบเบื้องต้นในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ แก้วสรร อติโพธิ จะมายื่นหนังสือความร้องทุกข์ต่อดีเอสไอเพื่อให้ดำเนินคดีกับยิ่งลักษณ์ แต่ยังไม่ทราบว่ายื่นข้อหาอะไรบ้าง และยังสามารถที่จะระบุว่าถูกหรือผิด จะต้องดูข้อกล่าวหาและหลักฐานข้อมูลที่แก้วสรรจะนำมามอบให้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ และเอสซีฯ ศาลจะมีคำพิพากษาว่าไม่ผิดแล้ว และสำนักงาน ก.ล.ต.ออกเอกสารเผยแพร่ว่า ไม่สามารถเอาผิดกับยิ่งลักษณ์ได้ก็ตาม ก็เป็นคนละเรื่องกัน และต้องดูรายละเอียดกันใหม่

คำถามต่อไปที่ทุกคนอยากรู้ว่าในส่วนของ ก.ล.ต.จะดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร

คำตอบก็คือ สำนักงาน ก.ล.ต.ไม่สามารถทำอะไรต่อไปได้อีกแล้ว เพราะทุกอย่างได้ทำไปหมดแล้ว ตามอำนาจหน้าที่ที่ ก.ล.ต.มีอยู่ ซึ่งขอยืนยันว่าไม่ใช่ว่า ก.ล.ต.ไม่มีน้ำยา หรือเพิกเฉยต่ออำนาจที่มีอยู่ แต่เพราะได้ทำทุกอย่างไปหมดแล้วตามอำนาจและกฎหมายที่มีอยู่ และในการทำคดีต่างๆ นั้น ก.ล.ต.ไม่ได้มีอำนาจในการสั่งฟ้องไม่ฟ้องใคร ดังนั้นในแต่ละคดีที่สำนักงานดำเนินการ ไม่ใช่เฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับหุ้นชินคอร์ปก็ทำเต็มที่ทุกเรื่อง ส่วนผลของคดีที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ก็จะต้องไปตามต่อที่ดีเอสไอและอัยการเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในกรณีคดีของหุ้นชินคอร์ปนั้น เคยมีผู้บริหารของ ก.ล.ต.เคยพูดไว้ว่า พ.ร.บ.หลักทรัพย์โทษน้อยมาก แต่ในแง่ที่ชินคอร์ปเป็นบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ แม้ว่าจะถือหุ้นเพียงหุ้นเดียวก็ผิดแล้ว เพียงแต่ผู้มีอำนาจจะใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

กรณียิ่งลักษณ์จะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพิจารณาว่าถูกหรือผิด เพื่อทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องติดตามกันดูต่อไป