บัตรเดบิตแห่งชาติมีแน่แต่ไม่ใช่ตอนนี้

วันที่ 26 พ.ค. 2554 เวลา 07:19 น.
ความพยายามพัฒนาระบบการชำระเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ความพยายามพัฒนาระบบการชำระเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อลดปริมาณการใช้เงินสดในระบบเศรษฐกิจลง ให้หันไปใช้ระบบการหักบัญชีแทน เพื่อลดต้นทุนการผลิตธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ลง เนื่องจากในแต่ละปี ทั้ง ธปท.และกรมธนารักษ์จะต้องใช้เงินในการผลิตธนบัตรและเหรียญใหม่ปีละหลายล้านบาท

สำหรับธนบัตรนั้นกระดาษที่ใช้พิมพ์นำเข้าจากประเทศอังกฤษ จะพิมพ์เพิ่มปีละ 3,000 ล้านฉบับ และเหรียญก็มีต้นทุนคือโลหะที่เดิมใช้เงินแท้ แต่เมื่อโลหะมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้โลหะที่มีราคาถูกลง แต่หากหันมาใช้เงินพลาสติกแทนก็จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ไปได้มาก

ธปท.พยายามที่จะหารือกับธนาคารพาณิชย์ในเรื่องนี้มาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ง่ายในทางปฏิบัติ เพราะธนาคารแต่ละแห่งจะดีดลูกคิดเป็นกำไรขาดทุนออกมา หากเห็นว่าไม่คุ้มก็ไม่ยอมทำ และกว่าจะเป็นเอทีเอ็มแห่งชาติ ก็ใช้เวลานานไม่ต่ำกว่า 2 ปี กว่าจะตกลงกันได้

แต่ขณะนี้เอทีเอ็มได้เริ่มกลายพันธุ์ไปเป็นบัตรเดบิตแล้ว คือหากใครไปเปิดบัญชีออมทรัพย์และจะทำบัตรเครดิตธนาคารพาณิชย์จะให้ทำบัตรเดบิตคู่ไปเลย โดยให้เหตุผลว่าบัตรเอทีเอ็มนั้นขณะนี้ได้เลิกให้บริการไปแล้ว แต่ของเก่าที่ลูกค้าทำไว้ก็ไม่ยกเลิก แต่หากบัตรเสียจะทำบัตรใหม่ก็จะให้ทำเป็นบัตรเดบิตแทน

ฉะนั้นปัจจุบันบัตรเดบิต เป็นบัตรเดบิตแห่งชาติไปแล้ว เฉพาะส่วนบริการเบิกถอนเงินสด แต่ส่วนของการนำเอาบัตรเดบิตไปรูดเงินซื้อสินค้านั้น ยังไม่ได้เข้าสู่การพูล คือธนาคารพาณิชย์ยังไม่ดำเนินการร่วมกันเท่านั้นเอง อีกทั้งประชาชนไม่นิยมใช้บัตรเดบิตไปรูดซื้อสินค้าเหมือนบัตรเครดิต

ฉะนั้นแนวคิดเรื่องบัตรเดบิตแห่งชาตินั้น ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแค่เปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มเป็นบัตรเดบิตทั้งหมด ก็ใช้ได้แล้ว

ปัจจุบันคนไทยทั่วประเทศถือบัตรเดบิตในปริมาณที่สูงกว่าบัตรเอทีเอ็ม ข้อมูลของ ธปท.ในส่วนระบบการชำระเงินผ่านบัตร พบว่า ในปี 2553 มีจำนวนผู้ถือเงินพลาสติกในระบบธนาคารพาณิชย์ ทั้งสิ้น 69,318,320 บัตร

ในจำนวนนี้ เป็นบัตรเครดิตจำนวน 14,196,173 บัตร บัตรเอทีเอ็ม 20,991,627 บัตร บัตรเดบิต มีจำนวน 34,130,520 บัตร

แต่การที่ประชาชนไม่ยอมใช้บัตรเดบิตไปรูดซื้อสินค้า ก็เพราะประชาชนบางส่วนโดยเฉพาะในต่างจังหวัดไม่รู้ว่าบัตรเดบิตทำได้มากกว่าการเบิกถอนเงินสด และในต่างจังหวัดยังมีค่านิยมใช้เงินสดในการจับจ่ายใช้สอยมากกว่าใช้เงินพลาสติก

ดังนั้นจึงไม่เห็นประโยชน์ของการมีบัตรเดบิต

ในเรื่องนี้ นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า การจะพูลให้มีบัตรเดบิตแห่งชาตินั้น ยังไม่ง่าย แม้ในเรื่องเทคนิคทางไอทีไม่มีปัญหา แต่ขณะนี้ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ การใช้ระบบเครือข่ายภายในประเทศ (Local Switching) เพื่อรองรับการใช้บัตรที่ออกและใช้จ่ายในประเทศ รวมถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในการลงทุนต่างๆ ของสถาบันการเงิน

นอกจากนี้ ธปท. ต้องดูเงื่อนไขระหว่างธนาคารพาณิชย์กับบริษัทวีซ่า และมาสเตอร์การ์ด ผู้ให้บริการบัตรเครดิตรายใหญ่ของโลก ว่าเป็นอย่างไร

แต่นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย มองว่า หากจะให้บัตรเดบิตแห่งชาติเกิดในต้นทุนที่ต่ำ ก็จะต้องเป็นบัตรเดบิตในประเทศที่ไม่ต้องเข้าร่วมกับระบบของบริษัทวีซ่าและมาสเตอร์การ์ด ก็จะทำให้ต้นทุนต่ำลง แต่มีข้อเสียคือจะนำบัตรนี้ไปใช้ในต่างประเทศไม่ได้

เรื่องนำไปใช้ในต่างประเทศไม่ได้ ไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะผู้ที่มีเงินซื้อทัวร์ไปเที่ยวต่างประเทศได้ ส่วนใหญ่จะใช้บัตรเครดิต ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกับกลุ่มคนส่วนใหญ่ในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้า

อย่างไรก็ดี การจะให้เกิดบัตรเดบิตแห่งชาตินั้น ธปท.จะต้องหามาตรการจูงใจมาให้ธนาคารพาณิชย์ และผู้ใช้เห็นประโยชน์ร่วมกัน จึงจะพิจารณา เพื่อให้ทุกฝ่ายหันมาผลักดันให้มีการใช้บัตรเดบิตให้แพร่หลายและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้

เรื่องนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง มองว่า หากให้สิทธิประโยชน์จูงใจแก่ประชาชนเพื่อให้ใช้บัตรเดบิตซื้อสินค้า นอกเหนือจากใช้กดเงินสดอย่างเดียว ก็จะทำให้ประชาชนหันมาใช้บัตรเดบิตมากยิ่งขึ้น

อาทิ การลดภาษีมูลค่าเพิ่มให้ 1% หากใช้บัตรเดบิตซื้อสินค้า แทนการใช้เงินสด รวมทั้งการให้เลิกค่าธรรมเนียมของบัตรเดบิตไปเลย กระจายทรัพยากรทางด้านการเงินให้ทั่วถึง ลดต้นทุนให้สถาบันการเงิน

แต่ในมุมมองของ ธปท.นั้น นายเกริก กล่าวว่า หากใช้มาตรการทางภาษีมาจูงใจ โดยลดภาษีมูลค่าเพิ่มให้เจ้าของบัตร 1% สำหรับใช้บัตรเดบิตซื้อสินค้านั้น ถือว่ายังไม่จูงใจพอ เพราะอัตราที่ลดให้ยังต่ำไป และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นฐานภาษีใหญ่ เป็นรายได้ที่มากที่สุดของกรมสรรพากร

ฉะนั้นนโยบายบัตรเดบิตแห่งชาตินั้น คงคิดได้แต่ยังทำไม่ได้ในเร็วๆ นี้

และหากการจัดเก็บภาษียังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย การลดภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อจูงใจส่วนนี้ โดยหวังว่าจะได้ภาษีทางอ้อมคืนมานั้น อาจจะเป็นการฝันหวานกลางฤดูฝนไปสักนิด เพราะช่วงนี้อยู่ในฤดูหาเสียง หยิบเรื่องอะไรขึ้นมาก็จับมาหาเสียงได้ทุกเรื่อง