ผลประโยชน์จีน-เวียดนามช่วยค้ำ เขมรได้ใจ ไทยต้องกดดัน'มิตร'

วันที่ 28 เม.ย. 2554 เวลา 07:10 น.
เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดที่ชายแดน นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดที่ชายแดน นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้เชิญเอกอัครราชทูตจีนและเวียดนาม เข้าชี้แจงเหตุปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยที่ไม่มีการเชิญทูตจากประเทศอื่นๆ เข้าร่วมการชี้แจงแต่อย่างใด

ในวันถัดมา มีรายงานข่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมได้เดินทางไปเยือนจีนอย่างกะทันหัน ทั้งๆ ที่มีหมายกำหนดการหารือกับ พล.อ.เตียบัณห์ รัฐมนตรีกลาโหมของกัมพูชา

กระแสที่ออกมาบ่งชี้ไปในทางเดียวกัน นั่นคือไทยกำลังขอแรงจากจีนและเวียดนามช่วยเกลี้ยกล่อมกัมพูชา ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่อกัมพูชาทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ในช่วง 30 ปีหลัง

เช่นเดียวกับไทย ที่มักขอแรงจีนให้ช่วยคลี่คลายวิกฤตในแถบอินโดจีนมาแล้วหลายครั้ง

การพึ่งพาจีนเพื่อเกลี้ยกล่อมให้กัมพูชายอมเจรจา อาจเป็นวิธีที่ได้ผล แต่สะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดแบบสงครามเย็นและการสร้างขั้วอำนาจขึ้นในภูมิภาค สวนทางกับอนาคตของอาเซียนที่กำลังก้าวสู่ความเป็นประชาคมเดียวกันในปี 2015

ไม่ต้องเอ่ยถึงผลประโยชน์ที่อาจพ่วงมากับข้อแม้ที่ให้ทั้งสองประเทศช่วยกดดันกัมพูชา

ประเทศที่เข้าร่วมในสงคราม ย่อมสูญเสียผลประโยชน์ชั้นต้นจากการค้าและการลงทุนระหว่างกันที่ต้องสิ้นสุดลงไปโดยปริยาย ในชั้นต่อมา นักลงทุนต่างประเทศจะหวาดระแวง ไม่ไว้ใจในเสถียรภาพของประเทศนั้นๆ และในชั้นต่อมา ประเทศที่ถูกดึงเข้ามาเป็นตัวกลางเจรจา จะเป็นฝ่ายที่ได้เครดิตหรือกระทั่งผลประโยชน์ที่อาจตอบแทนเป็นการลับ เพื่อหวังผลจากการต่อรองบางอย่าง

หากย้อนกลับไปในช่วงไทยเคย “ร้องขอ” ต่อจีนในทำนองนี้เช่นกัน

เมื่อปี 2522 ในสมัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตัวท่านและคณะได้เดินทางไปพบปะกับเติ้งเสี่ยวผิง ผู้ทรงอำนาจที่สุดของจีนในขณะนั้น ท่ามกลางบรรยากาศที่คุกรุ่นทั้งศึกคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ และการคุกคามจากเวียดนามที่เพิ่งตีไซ่ง่อนจนแตกได้หมาดๆ และฮึ่มๆ จะตีกัมพูชาทะลุฝ่ามาถึงไทย

ข้อแลกเปลี่ยนในการเจรจาครั้งนั้นจะเป็นสิ่งใด ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ในที่นี้ผู้อ่านสามารถปะติดปะต่อเหตุการณ์ได้ตัว “Key Word” 3 กลุ่มนี้ คือ รัฐบาลไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) รัฐบาลเขมรแดงกับเวียดนาม และไทย, จีน เขมรแดงกับเวียดนามและ พคท.

การเยือนจีนในครั้งนั้นได้สัมฤทธิ์อย่างยิ่งยวด เพราะในที่สุดไทยรอดพ้นจาก “ภัยแดง” ของคอมมิวนิสต์ พคท.และเวียดนามได้อย่างหวุดหวิด

กระนั้นก็ตาม ต้องถามว่า วันนี้ไทยมีอะไรไปใส่พานให้จีนอีก นอกเหนือจากการเปิดทางให้เชื่อมต่อเส้นทางสาย R3 ระหว่างอำเภอเชียงของกับนครคุนหมิง เพื่อขนถ่ายสินค้ามาสู่เอเชียตะวันออกภาคพื้นดินได้อย่างสะดวกโยธิน หรือการเปิดไฟเขียวให้จีนตั้งศูนย์ระบายสินค้า เพิ่มขึ้นอีกนับไม่ถ้วนแห่ง ซึ่งล้วนแต่บั่นทอนศักยภาพด้านการค้าของไทยอย่างรุนแรง

ในส่วนของเวียดนาม ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า มีผลประโยชน์แอบอิงอยู่กับฝ่ายกัมพูชาอย่างไม่ขาดตอน นับตั้งแต่ที่กองทัพเวียดนามได้ยาตราเข้ามา “ปลดปล่อย” กรุงพนมเปญ และต่อมาได้มอบภารกิจการ “พื้นฟู” ให้กับเฮงสัมริน อดีตนายเก่าของ ฮุนเซน ที่บัดนี้ ฮุนเซน จับขึ้นหิ้ง เป็น “สมเด็จ” อีกราย แต่ปราศจากอำนาจใดๆ

ด้วยประการฉะนี้ จึงเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ฮุนเซน คือลูกหม้อของเวียดนามอย่างเต็มตัว

เมื่อ 30 ปีก่อน ขณะที่ไทยวิ่งโร่ไปขอความช่วยเหลือจากจีน จีนได้สนองด้วยการเปิดฉากสั่งสอนเวียดนาม ที่พรมแดนทางเหนือ ในสงครามที่มีชื่อว่า สงครามจีนเวียดนาม เมื่อปี 2522 แม้จะไม่มีใครแพ้ใครชนะเด็ดขาด แต่ประเมินกันว่า กำลังของจีนได้บั่นทอนความฮึกเหิมของเวียดนามลง จนไม่อาจผลักดันเข้ามาประชิดชายแดนไทย

เรื่องนี้มีนัยที่ซับซ้อนและเปราะบางอย่างยิ่งยวด เพราะเหตุผลที่จีนเปิดศึกกับเวียดนามเมื่อปี 2522 เพราะจีนสนับสนุนเขมรแดงที่ปกครองกัมพูชาในขณะนั้น ขณะเดียวกันฝ่ายไทยก็ได้ประโยชน์จากการกำราบเวียดนาม ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงตกเป็นเป้าสายตาของชาวโลกเสมอมาว่ามีความเกี่ยวพันกับเขมรแดง

การทูตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความยอกย้อน และมักพัวพันกับผลประโยชน์ของประเทศที่ 3 หรือ 4 เสมอมา

ไม่ว่าในอดีตจะเป็นเช่นไร วันนี้ความสัมพันธ์และผลประโยชน์ระหว่างจีน ไทย กัมพูชา และเวียดนาม แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

เวียดนามไม่เพียงเป็นเพื่อนแท้ถาวรกับกัมพูชาดังเช่นที่เป็นมาเท่านั้น แต่ยังหันมา “ผูกเสี่ยว” เสนอเป็นมิตรกับจีนในทำนอง “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” หรือ “เปลี่ยนสนามรบ ให้เป็นสนามการค้า”

อะไรก็สามารถแปรเปลี่ยนได้ หากมีผลประโยชน์เข้ามาพัวพัน

แม้กระทั่งสหรัฐยังกลับยินยอมคล้อยตามจีน ในการประชุม 3 ฝ่ายร่วมกับอาเซียน เพื่อกำหนดชะตากรรมชองกัมพูชา เมื่อปี 2523 ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น สหรัฐถือหางอาเซียนมาโดยตลอด

ที่น่าสนใจก็คือ จนถึงขณะนี้ รัฐบาลสหรัฐยังไม่แสดงท่าทีร้อนรนแต่ประการใด เมื่อไทยอันเป็นมหามิตรต้องตกที่นั่งลำบากเพราะถูกกัมพูชา “รบกวน” ครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงแต่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดยิงและเปิดโต๊ะเจรจา ตามระเบียบปฏิบัติของนานาประเทศทั่วไป

หรือว่าไทยไม่เหลือผลประโยชน์อะไรให้กับสหรัฐอีกแล้ว?!

ในกรณีนี้ สหรัฐอาจไม่มีน้ำหนักในการแก้ปัญหาได้เท่ากับจีน เพราะวันนี้จีนมีอิทธิพลเหนือกัมพูชาอยู่มากในระดับที่แทบไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเวียดนาม

เมื่อไล่เรียงตัวเลขการลงทุนของจีนในกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ปี 2549 ที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านรายนี้เลวร้ายลงทุกขณะ ปรากฎว่า เงินลงทุนจากจีนในปีนั้น สูงกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ครองอันดับ 1 ของประเทศที่เข้ามาลงทุนด้วยเม็ดเงินสูงสุด อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ให้เงินช่วยเหลือกัมพูชามากที่สุด เคยมีมูลค่าสูงถึง 600 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2550

ขณะที่เวียดนามมีตัวเลขการลงทุนในกัมพูชา “อย่างเป็นทางการ” เมื่อปีที่แล้วที่ 114 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่า จะเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้ ด้วยมูลค่าเป็นรองแต่จีนกับเกาหลีใต้เท่านั้น

เวียดนามมีท่าทีรุกคืบเพื่อยึดกุมกัมพูชาที่จริงจังกว่าจีน แต่ขณะเดียวกันท่าทีที่ว่านี้ ทำให้เวียดนามคล้ายคลึงกับที่จีนกำลังปฏิบัติกับประเทศลาว โดยที่จีนขยายอิทธิพลทางการค้าและการลงทุนตามเส้นทางสาย R3 ครอบคลุมภาคเหนือของลาวอย่างสิ้นเชิง อีกทั้ง มีการอพยพประชาชนจีนเข้ามาปักหลักในลาวภาคเหนืออย่างขนานใหญ่

ส่วนเวียดนามกำลังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากภาคใต้ของกัมพูชา ไม่เพียงเกิดกรณีที่ ฮุนเซน ยอมเฉือนแผ่นดินกัมพูชาให้เวียดนามตามคำกล่าวอ้างของพรรคฝ่ายค้านเท่านั้น แต่บัดนี้ยังมีคลื่นอพยพจากเวียดนามเข้าไปปักหลักในเวียดนาม ในอัตราไล่เลี่ยกับที่จีนกำลังทำอยู่ในลาว ตามสนธิสัญญา “ไม่ชอบธรรม” ที่ทั้ง สองฝ่ายลงนามไว้เมื่อปี 2525

นอกจากจีนและเวียดนาม กัมพูชายังมีพันธมิตรทางเศรษฐกิจ “นอกสนามรบ” ที่แข็งแกร่งกว่าไทย ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ที่ทุ่มลงทุนถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่ 120 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ การค้าการลงทุนกับมาเลเซียและสิงคโปร์ยังเติบโตอย่างคึกคัก

ทรรศนะอย่างหนึ่งที่ฝ่ายไทยตระหนักได้ดี คือ ความบาดหมางกับกัมพูชาจะส่งผลกระทบต่อประเทศเราเพียงเล็กน้อย แต่เชื่อว่าจะกระทบต่อกัมพูชาในระดับสูงกว่า เพราะฝ่ายนั้นต้องพึ่งพาการค้าและการลงทุนกับไทย โดยเฉพาะการค้าปลีกย่อยที่ค้าขายกันตามชายแดน

อย่างไรก็ตาม ทรรศนะดังกล่าว ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง ทั้งเป็นการประเมินตัวเองสูงเกินไป และประเมินคนอย่างฮุนเซนต่ำเกินไป

จากตัวเลขของฝ่ายกัมพูชาพบว่า มูลค่าการลงทุนกับไทยเมื่อปี 2553 ลดลงถึง 98% เหลือเพียง 2 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่านั้น ถึงจะลดวูบแต่อัตราการขยายตัวของกัมพูชายังไม่สะเทือน ก็เพราะมือที่คอยประคองจากจีนในด้านซ้าย และเวียดนามที่ด้านขวา ทั้งยังมีเพื่อนบ้านในอาเซียนและเกาหลีใต้ช่วยหนุนหลัง

“เราค้าขายกับไทยเป็นจำนวนมาก คำถามคือ จะหาคู่ค้ามาทดแทนการค้ากับไทยได้ง่ายเพียงใด สินค้าที่เรานำเข้าจากไทยยังสามารถนำเข้าได้จากเวียดนาม จีน มาเลเซีย หรือเกาหลีใต้”

คำกล่าวของ จันโซพัล ประธานสมาคมเศรษฐกิจกัมพูชา แม้จะไม่ถึงกับหลุดออกมาจากปากฮุนเซนและพลพรรค แต่สะท้อนท่าทีของผู้นำประเทศนี้ได้เป็นอย่างดี และเป็นเหตุผลว่าทำไมไทยจึงต้องใช้วิธี “ยืมกระบี่ฆ่าคน”

แม้ในที่สุด ฮุนเซนจะยอมเอ่ยคำว่า “หยุดยิง” แต่เจ้าของกระบี่อย่างจีนและเวียดนามกลับไม่ยอมและไม่มีวันฆ่าคนอย่างฮุนเซน แน่นอน ในยุคที่จีนกำลังแสวงหาตลาดใหม่ๆ ในการระบายสินค้า เช่นเดียวกับเวียดนามที่ต้องการใช้กัมพูชาเป็นพนักพิงหลังเช่นกัน โดยที่ ฮุนเซนคอยพะเน้าพะนอทั้งสองประเทศราวกับต้องการให้เป็นเกราะกำบัง

เมื่อฮุนเซนจัดประเทศใส่พานมาให้ มีหรือจีนและเวียดนามจะบ่ายเบี่ยง หรือเอาใจออกห่าง

การขอให้จีนและเวียดนามช่วยโน้มน้าวกัมพูชา จึงควรเป็นวิธีที่มีต้นทุนสูงมาก เพราะแม้จะได้ผล แต่ฝ่ายไทยอาจต้องจ่ายให้กับ “เจ้าของกระบี่” ในอัตราที่สูงเท่าๆ หรือสูงกว่าที่กัมพูชามอบให้จีน

สงครามครั้งนี้ ไทยจะต้องสูญเสียอะไรไปบ้างนั้นอาจประเมินได้ยาก แม้กระทั่งชีวิตของทหารชั้นผู้น้อยที่คอยรับกระสุนตามแนวชายแดน ก็สุดที่จะประเมินค่าแล้ว

แต่ที่แน่ๆ เรากำลังสูญเสียมิตรประเทศที่เคยไว้วางใจได้อย่างเต็มอก