เผาเมือง หมัดเด็ดน็อกรัฐบาล-ฝ่ายค้าน

วันที่ 14 มี.ค. 2554 เวลา 08:34 น.
การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ยาวจนถึงวันที่ 19 มี.ค.นี้ ประเด็นไฮไลต์สำคัญที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างโหมโรงอย่างคึกคัก  

โดย...ทีมข่าวการเมือง

การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ยาวจนถึงวันที่ 19 มี.ค.นี้ ประเด็นไฮไลต์สำคัญที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างโหมโรงอย่างคึกคัก หนีไม่พ้นเรื่องเหตุการณ์พฤษภาเลือด 2553 ที่มีทั้งการกระชับพื้นที่การเผาบ้านเผาเมือง จนมีทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และคน ประชาชนเสียชีวิตรวม 89 คน

การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้มีความสำคัญมากกว่าการอภิปรายครั้งอื่นๆ ที่ผ่านมา เพราะเป็นการอภิปรายครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งล่าสุด “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศว่าการยุบสภาจะเกิดขึ้นสัปดาห์แรกของเดือน พ.ค. เพื่อให้ประเทศเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง ดังนั้นเชื่อแน่ว่าการอภิปรายครั้งนี้นอกจากจะอภิปรายให้ สส.ฟังกันเองแล้ว แต่ละฝ่ายก็จะถือโอกาส “หาเสียงแฝง” ต่อมวลชนของตัวเองด้วย โดยเฉพาะสำหรับคนที่ “เอา” และ “ไม่เอา” เสื้อแดง

เวทีอภิปรายที่เกิดขึ้นจึงเป็นการเดิมพันอนาคตทางการเมืองเลยทีเดียว ไม่แปลกที่ทั้งสองฝ่ายจะเกทับบลัฟแหลกกันล่วงหน้า โดยเฉพาะ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศว่า จะนำหลักฐานข้อเท็จจริงมาให้รู้กันไปเลยว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สั่งการมาทั้งสิ้น และมีหลักฐานชัดเจนว่าแกนนำคนเสื้อแดงได้มีการเตรียมการวางแผนกันมาอย่างไร ใครเป็นคนเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมกับดักคอว่า ห้ามมีการตัดต่อคลิปเด็ดขาด เพราะหลักฐานที่รัฐบาลนำมาเป็นของเก่าที่เกิดขึ้นในเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว แต่หลักฐานและคลิปของ “จตุพร พรหมพันธุ์” สส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดงคงใหม่กว่า เพราะกำลังจะตัดต่ออยู่

ขณะที่ “จตุพร” สวนกลับทันทีว่า ตนเองมีหลักฐานเรื่องการเผาเซ็นทรัลเวิลด์อย่างละเอียดทุกซอกทุกมุมอย่างที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน เหมือนกับดูภาพยนตร์เห็นหมดว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร พร้อมกับประกาศด้วยว่ามีพยานบุคคลเป็นทหารนายหนึ่งที่อยู่บนรางรถไฟฟ้ายอมรับสารภาพเรื่อง 6 คน ที่เสียชีวิตในวัดปทุมวนารามด้วย พร้อมกับท้าว่าจะได้รู้กันว่าใครเป็นฆาตกรตัวจริง

เรียกได้ว่าเรื่องเหตุการณ์เผาเมืองจะเป็นหมัดเด็ดที่ทั้งสองฝ่ายต่างหมายมั่นปั้นมือว่าจะใช้น็อกฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก

ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพิจารณาให้ดีว่าหลักฐานใครน่าเชื่อมากน้อยแค่ไหน เพราะการอภิปรายเนื้อหาลักษณะแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ที่รัฐบาลเปิดให้มีการอภิปรายทั่วไปหลังเหตุการณ์เมษาเลือด 2552 ที่คนเสื้อแดงแพ้ย่อยยับ มวลชนกลับบ้านมือเปล่า เพื่อหวังให้สภาเป็นที่แก้ปัญหา

แต่แกนนำเสื้อแดงและ สส.พรรคเพื่อไทย กลับฉวยโอกาสใช้ที่ประชุมสภาเป็นเวทีปราศรัยกับมวลชนฟอกความผิดให้กับคนเสื้อแดง โดยเฉพาะ “จตุพร” ระบุว่า เหตุการณ์รถแก๊สที่จอดที่แฟลตดินแดงเป็น “รถแก๊สปลอม” และการเผาเมืองเป็นฝีมือของ “แดงเทียม” จนการอภิปรายทั่วไปครั้งนั้นกลายเป็นเหตุการณ์เด่นแห่งปีของรัฐสภาเพราะมีการนำความเท็จเข้ามาอภิปรายในสภาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนรัฐสภาไทยเสื่อมถอยมาจนถึงทุกวันนี้

ที่มากไปกว่านั้นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างทำสงคราม “คลิป” กันอย่างดุเดือด ทั้งคลิปจริง คลิปปลอม ชนิดที่เรียกว่าแฉกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน จนการอภิปรายครั้งนี้ “ชัย ชิดชอบ” ประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคลิปและวัตถุที่ใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากเห็นว่าการเปิดคลิปต่างๆ ต้องมีความรอบคอบ เพราะถ้าไม่ใช่ข้อเท็จจริงจะส่งผลเสียต่อสังคมได้

แต่ปรากฏว่า “จตุพร” ซึ่งถูก “สุเทพ” ดักคอว่า “อย่าทำคลิปปลอม” กลับออกมาคัดค้านการตั้งกรรมการตรวจคลิป โดยระบุว่า คลิปของตนเองเป็นของจริงไม่มีการตัดต่อ แต่ที่ไม่เห็นด้วยเพราะจะทำให้พรรคฝ่ายค้านเสียเปรียบ เนื่องจากมีการตรวจการบ้านกันก่อน ท่ามกลางการกังขาว่าเป็นการร้อนตัวว่าจะถูกจับได้ว่ามีการตัดต่อคลิปหรือไม่ เพราะหนึ่งในกรรมการตรวจคลิปฝั่งรัฐบาล คือ “ศิริโชค โสภา” วอลเปเปอร์คู่ใจนายกฯ นั่นเอง

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากที่มาของหลักฐานที่จะถูกนำมาใช้ในการอภิปรายที่แต่ละฝ่ายมั่นใจว่า “เป็นหลักฐานเด็ด” นั้นในส่วนของฝ่ายค้าน “จตุพร” มักจะประกาศบ่อยครั้งว่ามีทั้งทหารแตงโม และตำรวจมะเขือเทศที่มีหัวใจสีแดงส่งหลักฐานมาให้เป็นจำนวนมาก รวมถึงการที่พรรคเพื่อไทยมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย อดีตขงเบ้งใหญ่แห่งกองทัพ จึงมีเครือข่ายส่งข้อมูลลึกๆ มาให้พรรคเพื่อไทยต่อเนื่อง ท่ามกลางข้อสงสัยว่าสายป่านสายข่าวสาย “บิ๊กจิ๋ว” ที่ส่งมาเป็นข้อเท็จจริงที่ถึงที่สุดหรือไม่

เพราะหากมองไปที่ฝ่ายรัฐบาลจะพบว่าได้เปรียบกว่าอย่างมาก เพราะมีทั้งกลไกรัฐที่ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่สอบสวนคดีก่อการร้ายที่เกิดจากการชุมนุม รวมถึงคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อแนวทางปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มี “คณิต ณ นคร” เป็นประธาน ซึ่งเป็นชุดที่คนเสื้อแดงให้ความไว้วางใจ เพราะมีส่วนผลักดันให้มีการประกันตัวแกนนำคนเสื้อแดงมาแล้ว น่าจะมีพยานตัวบุคคลที่กุมข้อเท็จจริงสำคัญไว้

รวมถึงพยานบุคคลอย่าง หัวหน้า รปภ.ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ที่ “อภิสิทธิ์” เคยประกาศกลางสภาว่าเรื่องเผาห้างคงไม่สามารถเชื่อหลักฐานของฝ่ายค้านได้ เพราะตนเองเชื่อหัวหน้า รปภ.ของห้างมากกว่าว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง

ต้องจับตาว่าศึกซักฟอกวันแรกนอกจากสงครามคลิปแล้ว จะมีการเปิดรายละเอียดของเบื้องหลังแผนการ เปิดพยานบุคคลกันแบบตัวจริงเสียงจริงหรือไม่ เพราะนั่นจะเป็นหมัดน็อกคาสภา

เหมือนดั่งสัจธรรมที่ว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ผู้ที่พูดไม่จริงบ่อยครั้งขึ้น ถี่ขึ้น ก็อาจตายจากความน่าเชื่อถือทางสังคมในที่สุด นับจากนี้ประชาชนจะได้ตัดสิน