ศึกไทยกัมพูชา เหลือง-แดง เสี่ยงติดลบ

  • วันที่ 08 ก.พ. 2554 เวลา 08:41 น.

ไม่มีใครรู้ว่าการเผชิญหน้าปะทะกัน กลายเป็นสงครามระหว่างไทยกัมพูชาจะยุติลงเมื่อใด ฝ่ายกัมพูชาเล่นแร่แปรธาตุ จุดชนวนให้เกิดสงครามสองประเทศ

โดย...ทีมข่าวการเมือง

เพื่อปูทางให้สหประชาชาติและอาเซียนเข้าคลี่คลายความขัดแย้งเพื่อหวังฮุบพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร บนกรรมสิทธิ์ที่ได้ปราสาทพระวิหารไว้ครอบครอง

ขณะที่รัฐบาลและกองทัพไทย “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผบ.ทบ. ให้ตอบโต้แบบ “สมน้ำสมเนื้อ” เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และไม่ทำให้เกิดภาพว่า ทหารไทยซึ่งมีวุฒิภาวะกว่า เป็น “ผู้ใหญ่รังแกเด็ก”

ทว่า การโต้กลับของกองทัพไทยแบบ “สมน้ำสมเนื้อ” นี่เอง ฝ่ายกัมพูชาสูญต้องเสียหายหนักทั้งอาวุธและกำลังพล จนมีรายงานว่าทหารกัมพูชาเสียชีวิตจำนวนมาก ส่วนฝ่ายไทยขณะนี้ตายไป 2 คน บาดเจ็บหลายสิบคน เป้าหมายกัมพูชาคือ ยึด “พื้นที่ไทย” ใช้เวทีต่างชาติที่มีตะวันตกคอยหนุนหลังจากรัฐอาณานิคมในอดีต และผลประโยชน์มหาศาลที่ชาติตะวันตกแบ่งเค้กในกัมพูชา

แต่แรงสนับสนุนที่คนไทยมอบให้กองทัพและรัฐบาลในสถานการณ์สู้รบขณะนี้มีท่วมท้น เพราะไม่พอใจผู้นำกัมพูชาที่ใช้ “กลเล่ห์เพทุบาย” สั่งกองทัพใช้จรวด BM21 นับร้อยๆ ลูก ยิงเข้าใส่คนไทยที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ จนหมู่บ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กลายเป็นทะเลเพลิง

ซึ่งก่อนหน้านี้ กัมพูชาจับกุม 7 คนไทยในพื้นที่พิพาทและลากไปขึ้นศาลเขมรก่อนจะลงโทษจำคุก ตามด้วยการยั่วยุชักธงชาติกัมพูชา นำป้ายหินมาเขียนว่าที่นี่เป็นพื้นที่กัมพูชา

ต่อหน้าเจรจาสงบศึก แต่ลับหลังนั้นกัมพูชาอาศัยช่วงค่ำเลือกเป้ายิงถล่มชุมชนคนไทยตามแนวชายแดนหมายเอาชีวิต ก่อนจะปั้นหน้ากับนานาชาติว่า ไทยรังแก...ทำสงครามก่อน

แผนของกัมพูชาต้องการยั่วให้เกิดสงคราม เพื่อใช้เป็นข้ออ้างที่ฮุนเซนได้เรียกร้องให้สหประชาชาติส่งกองกำลังมาช่วย โดยกล่าวหาว่าไทยทำลายปราสาทพระวิหารมรดกโลกอันล้ำค่า ผิดอนุสัญญาเจนีวาที่ระบุว่า จะต้องไม่ทำลายแหล่งวัฒนธรรมของโลก อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยยืนยันแก้ปัญหาแบบทวิภาคีเฉพาะสองประเทศคู่กรณีเท่านั้น

นั่นเป็น “ศึกนอก” ที่คนไทยส่วนใหญ่ต่างรู้สึกโกรธแค้นแทนพี่น้องแผ่นดินไทยที่ถูกรังแกจากฮุนเซน

แต่ “ศึกใน” นี่ใหญ่กว่า เมื่อสังคมไทยแตกเป็นกลุ่ม “แดงเหลือง” คอยช่วงชิงอำนาจจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่พอใจ “รัฐบาล” จากผลของความรุนแรงในเหตุการณ์ “พฤษภา 53” และวาระส่วนตัวที่อภิสิทธิ์จัดให้ไม่ได้

ปัญหาความแตกแยก ความวุ่นวายในเมืองไทย ทำให้ไทยขาดสามัคคีในยามที่ต้องรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว เป็นเงื่อนไขที่ทำให้กัมพูชาใช้ความแตกแยกในสังคมไทยเป็นประโยชน์กับตัวเอง

ทั้งสองม็อบวันนี้ มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ขับไล่รัฐบาล แต่วิธีต่างกัน ฝั่งหนึ่งกดดันยืดเยื้อ อีกฝ่ายยั่วให้ทหารออกมาเผด็จศึกรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากองทัพออกมาทำหน้าที่ปกป้องคนไทย รักษาอธิปไตยในผืนแผ่นดินไทยไว้

แต่แกนนำม็อบเหลืองก็ยังไม่พอใจ ทั้งที่เป็นฝ่ายยุให้ผู้นำกองทัพแสดงความกล้าหาญ จัดอาวุธหนัก โชว์แสนยานุภาพข่มกัมพูชา

แกนนำเหลือง ยังคงเดินหน้าท้ารบ ขีดเส้นให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่ง

ท่าทีที่แข็งกร้าว ไม่ลดราวาศอกแม้แต่น้อย ทำให้แกนนำพันธมิตรโดดเดี่ยวตัวเอง ไร้แนวร่วม แต่พันธมิตรดูจะไม่รู้ตัว

คนไทยกลุ่มรักสงบและไม่อยากเห็นสงคราม มองว่าพันธมิตรต้องมีส่วนรับผิดชอบ เพราะเป็นฝ่ายชักศึกเข้าบ้าน ราดน้ำมันให้สถานการณ์ไทยกัมพูชา ลุกโชนขึ้น กระทบกับวิถีชีวิตของผู้คนตามแนวชายแดนศรีสะเกษที่อพยพกันโกลาหล ไม่เป็นอันกินอันนอน รวมถึงการค้าตามแนวชายแดนหลายหมื่นล้านบาท

การยกระดับขับไล่รัฐบาลโดยประกาศหมดเวลาที่อภิสิทธิ์จะบริหารประเทศ ซึ่งจะเคลื่อนขบวนในวันที่ 11 ก.พ. ไม่พอใจที่อภิสิทธิ์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข 3 ข้อ ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ให้ถอนตัวจากการเป็นภาคีมรดกโลก และผลักดันคนกัมพูชาออกจากประเทศไทย รวมถึงกล่าวหาว่า รัฐบาลชุดนี้มีประโยชน์ร่วมกับฮุนเซน

เล็งกันว่าสถานที่ที่แกนนำจะพาม็อบไปกดดัน คือ หน้ารัฐสภา เนื่องจากในวันที่ 11 ก.พ. จะมีการลงมติการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 เพื่อกดดันอภิสิทธิ์ให้ลาออก เหมือนที่พันธมิตรปิดล้อมสภากดดันรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนเกิดประวัติศาสตร์ 7 ตุลา 2551

ในสถานการณ์ที่ “รัฐบาล–กองทัพ” ได้แรงใจประชาชน เพื่อป้องกันภัยไม่ให้ฮุนเซนรุกราน หากการเคลื่อนไหวของม็อบใดไร้เหตุผล กวนน้ำให้ขุ่นก็อาจพบจุดจบในตัว

ไม่ว่าการปิดล้อมสภา ขัดขวางการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยั่วยุให้เกิดการปะทะ สร้างความปั่นป่วนเพื่อให้เป็นรัฐล้มเหลว เปิดทางให้อำนาจนอกระบบเข้าแทรกแซง

เช่นเดียวกับม็อบเสื้อแดง แกนนำนัดชุมนุมวันที่ 13 ก.พ. ที่ศาลอาญา ก่อนจะเคลื่อนไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อกดดันให้ปล่อยตัวแกนนำ นปช. รวมทั้งในวันที่ 19 ก.พ. เตรียมบุกไปราชประสงค์อีกครั้ง เพื่อขอฉันทามติชุมนุมยืดเยื้อ

แกนนำม็อบแดงยังคงปูดข่าว “ปฏิวัติ” ออกมาเลี้ยงกระแสอ้างว่า มีการสุมหัวกันรอบที่ 4 เพื่อเตรียมยึดอำนาจแต่ยังตกลงกันไม่ได้ว่า จะให้ใครเป็นนายกฯ ระหว่าง พล.อ. “ป.” กับสุรเกียรติ์ เสถียรไทย

แต่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประเมินกระแสออกว่า รัฐบาลและกองทัพกลับมาแข็งจากประชาชนในสถานการณ์สู้รบไทยกัมพูชา จึงยังไม่ออกมาระบุว่า จะมีการชุมนุมยืดเยื้อวันที่ 19 ก.พ. อย่างที่พูดหรือไม่ เพราะอาจจุดไม่ติดและติดลบไม่ต่างจากสีเหลือง

ใครออกนอกลู่นอกทาง เสี้ยมไปเสี้ยมมา ระวังถูกข้อกล่าวหาเปิดทางให้ฮุนเซนรุกราน เพราะวันนี้สังคมเหนื่อยหน่ายกับม็อบมากมาย ขนาดพรรคเพื่อไทยจับอารมณ์สังคมออก ไม่กล้าออกมาโจมตีรัฐบาลเหมือนที่ถนัด ยังต้องโหนกระแสเตรียมเดินทางไปลงพื้นที่เยี่ยมเยียนชาวบ้านที่กำลังเสียขวัญขณะนี้

 

ข่าวอื่นๆ