ม็อบรักชาติ ไร้พลังแตกคอพันธมิตรฯ

วันที่ 14 ม.ค. 2554 เวลา 08:40 น.
ผ่อนคลายลงระดับหนึ่งเมื่อศาลกัมพูชายอมให้ประกันตัว 2 คนไทย พนิช วิกิตเศรษฐ์ สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และนฤมล จิตรวะรัตนา

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ผ่อนคลายลงระดับหนึ่งเมื่อศาลกัมพูชายอมให้ประกันตัว 2 คนไทย พนิช วิกิตเศรษฐ์ สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และนฤมล จิตรวะรัตนา

 

ส่วน 5 คนไทยที่เหลือยังต้องลุ้นหนัก โดยเฉพาะ วีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายหัวใจคนไทยรักชาติ และราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่ถูกกัมพูชาแจ้งข้อหา “จารกรรมข้อมูลทางทหาร” เพิ่ม

ชะตากรรม 7 คนไทยยังไม่รู้หมู่รู้จ่า ขณะที่รัฐบาลต้องการให้สถานการณ์ในประเทศนิ่ง ไม่ต้องการให้มีม็อบมาชุมนุมกดดันกัมพูชา เพราะยิ่งบีบก็ยิ่งเป็นแรงเหวี่ยงให้ฮุนเซนเล่นบทกร้าว จับคนไทยนอนคุกเป็นตัวประกันยาว ส่งผลให้การช่วยเหลือคนไทยยุ่งยากซับซ้อน

กระนั้น “เครือข่ายประชาชนคนไทยหัวใจรักชาติ” กลับไม่มีทีท่าจะยุติการเคลื่อนไหวตามคำร้องของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตรงกันข้ามได้ประกาศยกระดับการชุมนุมเพื่อช่วยเหลือ 7 คนไทย

เพราะนับจากที่ 7 คนไทย โดยเฉพาะ “วีระ สมความคิด” แกนนำม็อบ “แซมดิน เลิศบุตร แกนนำปีกกองทัพธรรม ถูกจับกุมก็จุดเชื้อให้ม็อบวีระ หรือม็อบเหลือง 2 ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้กัมพูชาปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข

เริ่มตั้งแต่ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล วิ่งรอกไปยื่นหนังสือที่สถานทูตกัมพูชา เคลื่อนขบวนไปกระทรวงการต่างประเทศเพื่อยื่นเรื่องขอวีซ่าให้ทนายเข้าประเทศกัมพูชา การบุกไปประท้วงบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา อ.อรัญประเทศ ล่าสุดกลับมาปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาล

แต่การขับเคลื่อนดูจะไม่มีพลัง เหตุหนึ่งเพราะผู้นำรัฐบาลไม่ปลุกกระแสชาตินิยมสู้กับกัมพูชา โดยยอมให้ศาลกัมพูชาตัดสินคดี 7 คนไทยก่อนจะยื่นขอนิรโทษกรรม แก้ปัญหาทีละปมไม่ปะปนเรื่อง 7 คนไทยกับปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ที่รอสะสางหลังคนไทยทั้ง 7 ได้อิสรภาพกลับสู่มาตุภูมิ

การเคลื่อนไหวของม็อบ “คนไทยรักชาติ” จึงโดดเดี่ยว ไร้พลัง แม้แต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่มีจุดยืนการต่อสู้เรื่องการรักษาอธิปไตยบนดินแดนไทยในพื้นที่ทับซ้อนเช่นกัน ก็ไม่ได้ออกโรงมาช่วยอย่างแข็งขัน

ความจริงแล้ว แกนนำม็อบคนไทยรักชาติก็ล้วนเป็นกลุ่ม พธม.เก่าที่เคยร่วมขับไล่ระบอบทักษิณในยุทธการ 193 วัน กับ 5 แกนนำ พธม. “สนธิจำลองพิภพสมศักดิ์สมเกียรติ” แต่ช่วงปลายการต่อสู้เริ่มแตกคอในยุทธวิธี เพราะเห็นว่าต่อสู้ไม่เด็ดขาดและอยากให้ใช้ความรุนแรงเพื่อปิดเกมให้รู้แล้วรู้รอด แต่แกนนำ พธม.คัดค้านเพราะต้องการต่อสู้ในหลักสันติวิธี

นอกจากแนวทางที่ขัดแย้งกันแล้ว ยังเกิดการชิงซีน ขึ้นเวทีคว้าไมค์วิพากษ์ 5แกนนำด้วยกัน สร้างความไม่พอใจมาหลายครั้ง ขณะที่ ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ก็แอบนัดชุมนุมม็อบเหลืองโดยพลการ ไม่ปรึกษา 5 แกนนำ กระทบต่อภาพรวม พธม. เช่นเดียวกับวีระที่มีปัญหาเรื่องเงินบริจาค จนเปิดศึกวิวาทะกับ “สนธิ ลิ้มทองกุล”

แกนนำปีกเหลือง 2 ซึ่งแต่ละคนล้วนมีแฟนคลับติดตัว คิดว่าไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้ปีก พธม. จึงแยกตัวมาขับเคลื่อนกิจกรรมเองในนาม “สมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย” เป้าหมายฝันไปไกลถึงการตั้งพรรคการเมืองชื่อ “ประชาภิวัฒน์” ที่ครั้งหนึ่งพิภพออกมาแฉว่าไชยวัฒน์ได้ไปจดทะเบียนเพื่อรองรับม็อบ พธม.เหมือนกัน

แต่เมื่อ 5 แกนนำ พธม. ไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ จึงเป็นอีกประเด็นที่สร้างความผิดหวังให้กับแกนนำกลุ่มนี้

สมัชชาประชาชนฯ ที่ขยายตัวเป็นเครือข่ายคนไทยรักชาติ มีแกนนำหลัก ประกอบด้วย ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตหัวหน้าพรรคพลังธรรม การุณ ใสงาม อดีต สว.บุรีรัมย์ สมบูรณ์ ทองบุราณ สว.ยโสธร พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม วีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน และกลุ่มกองทัพธรรมบางปีก

ยุทธวิธีการต่อสู้ การระดมทุน การขับเคลื่อน ล้วนก๊อบปี้มาจาก 5 แกนนำ พธม. เพราะร่วมบ้านสีเหลืองด้วยกันมาก่อน

หัวใจสำคัญของเครือข่ายม็อบนี้ คือ “ช่อง 13 สยามไท” ที่เป็นแนวรุกเผยแพร่กิจกรรมผ่านดาวเทียม ช่องทางเดียวกับเอเอสทีวี และยังรับฟังได้ที่สถานีวิทยุชุมชน FM 104.25 กรุงเทพฯ และคลื่น FM 104.25 นครราชสีมา

ช่อง 13 สยามไท เปิดมาจะครบปีในวันที่ 20 ก.พ.นี้ คณะผู้ก่อตั้งประกอบด้วย น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ในตำแหน่ง “ประธานที่ปรึกษาสมัชชาประชาชนฯ” พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานบริษัท เสียงประชาชนไทย ไพศาล พืชมงคล ที่ปรึกษาบริษัท และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ประธานผังรายการ สมบูรณ์ ทองบุราณ ผู้อำนวยการสถานี วันเปิดสถานีมีสมณะโพธิรักษ์ ผู้นำสันติอโศกและกองทัพธรรม มาร่วมเปิดในพิธีด้วย

รายการส่วนใหญ่เน้นการเมือง สังคม ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม โปรโมตวิสัยทัศน์แกนนำ กระทั่งขายสินค้าสมุนไพร หรือนำเที่ยวเพื่อนำมาระดมทุนไม่ต่างจากเอเอสทีวี และใช้ถ่ายทอดสดเผยแพร่กิจกรรมทุกครั้งที่มีการชุมนุมกลุ่มสมัชชาประชาชนฯ

ยุทธศาสตร์การต่อสู้ก็ไม่ต่างจาก พธม. ที่เน้นการรักษาอธิปไตยในพื้นที่ทับซ้อนชายแดนไทยกัมพูชา การต่อต้านระบอบทักษิณ แกนนำบางรายยังเคยเรียกร้องให้แก้วิกฤตการเมืองตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ดี ในภาวะที่สังคมหน่ายม็อบ กำลังของเครือข่ายคนไทยรักชาติฯ ซึ่งซ้อนทับกับ พธม. แต่แรงหนุนสำคัญคือกองทัพธรรมในปีกของไชยวัฒน์ ซึ่งธรรมชาติของกองทัพธรรมแบ่งงานกันทำ ไม่เลือกอยู่กลุ่มไหนเป็นพิเศษ มีอิสระไปได้ทั้งกลุ่ม พธม. ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และกลุ่มของสมัชชาประชาชนฯ ขณะที่ไชยวัฒน์ก็ขัดแย้งกับ พล.ต.จำลอง มานานตั้งแต่อยู่ในพรรคพลังธรรมด้วยกัน

ทว่าลำพังกองทัพธรรมเพียงหยิบมือและแฟนคลับของแกนนำก็ไม่มีแรงส่งในการชุมนุมนัก แม้ว่าจะปลุกกระแสคลั่งชาติและโจมตีอภิสิทธิ์ สุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศที่ล่าช้าจนทำให้วีระถูกตั้งข้อหาจารกรรมเพิ่ม

แต่เมื่อถูกอภิสิทธิ์ตีตก ขณะที่สังคมได้มอบความไว้วางใจรัฐบาลในการช่วยเหลือ 7 คนไทย จึงทำให้ม็อบอ่อนแรง ความน่าเชื่อถือของแกนนำก็ยังไม่เพียงพอ การชุมนุมจึงเป็นไปแบบระโหยโรยแรงพอเป็นพิธี จะยกระดับก็ขยับไม่ออกจนต้องมาลุ้นอย่างที่เห็น