กัมพูชา จับ พนิช มาร์คเสียเหลี่ยมพธม.

วันที่ 05 ม.ค. 2554 เวลา 09:16 น.
เพลี่ยงพล้ำ...จนบานปลายกลายเป็นประเด็นร้อนข้ามปี ที่ตามมาหลอกหลอนรัฐบาลแบบไม่ทันได้ตั้งตัว กับกรณี พนิช วิกิตเศรษฐ์ สส.กทม. ประชาธิปัตย์ และคนไทย รวม 7 คน

ถูกกัมพูชาจับกุมตัวคุมขังรอการดำเนินคดี ในข้อหาบุกรุกพื้นที่กัมพูชา

 

ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์การประสานงานอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการระหว่างสองฝั่งยังไม่มีความคืบหน้า ยิ่งส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียดเพิ่มมากยิ่งขึ้น

ทั้งฉุดความสัมพันธ์ระหว่างไทยกัมพูชา ที่ “ผิวเผิน” กำลังเริ่มดีขึ้นให้ต้องกลับมาอึมครึมอีกครั้ง รวมทั้งสถานการณ์ในประเทศที่ยังสุ่มเสี่ยงต่อการปลุกระดมเคลื่อนไหวกดดันกัมพูชา ด้วยการหยิบยกเรื่องกระแสรักชาติเข้ามาเป็นตัวจุดชนวน

ยิ่งภายหลัง “คลิป” การสนทนาทางโทรศัพท์ของ “พนิช” ออกมาเผยแพร่ผ่านสื่อกัมพูชา ตามมาด้วยการระบาดในเว็บไซต์ทั่วไป ยิ่งทำให้สถานการณ์ของไทยเสียเปรียบมากยิ่งขึ้น เมื่อเนื้อหาในคลิประบุทั้งการรู้เห็นของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อการเดินทางมาครั้งนี้

ตามมาด้วยการยอมรับจาก “อภิสิทธิ์” ว่าเป็นผู้ส่ง “พนิช” ไปดูปัญหาเขตแดนไทยกัมพูชา จนถูกทางกัมพูชาจับกุมตัว ก่อนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุม ครม. เพื่อหารือแนวทางการช่วยเหลือคนไทย หลังศาลกัมพูชาได้เปิดทำการเป็นวันแรก

คำพูดของ “พนิช” ที่ปรากฏในคลิปยังผูกมัดตัวเองกับการเข้าไปในพื้นที่กัมพูชา ทำให้ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ ต้องออกมาชี้แจงแทนว่า “พนิช” ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ ดังจะเห็นว่าในคลิปก็ยังมั่นใจว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตแดนของประเทศไทย

พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ว่า ทั้ง 7 คนไทยไม่ได้เข้าไปเพื่อสอดแนม หรือมุ่งร้าย แต่แค่เข้าไปสำรวจพื้นที่ หาหลักเขตแดนเท่านั้น

ระหว่างนี้ที่ยังไม่มีข้อเท็จจริงยืนยันได้ว่ากลุ่ม 7 คนไทยบุกรุกพื้นที่ไปยังกัมพูชาจริงหรือไม่ ซึ่งจะต้องพิสูจน์กันต่อไป แต่ต้องยอมรับว่าความเพลี่ยงพล้ำครั้งนี้ทำให้ “รัฐบาล” เสียหายอย่างรุนแรง ทั้งคนระดับ สส. อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ ถูกจับกุมตัว และไม่สามารถประสานงานให้ความช่วยเหลือปล่อยตัวกลับประเทศได้

ไม่แปลกที่ กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะ “ไม้เบื่อไม้เมา” กัมพูชาจะไม่สามารถเจรจากับทาง ฮอร์นัมฮง รมว.ต่างประเทศกัมพูชา ได้อย่างที่ควรจะเป็น

ไม่แปลกที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ถึงกับออกปากว่าช่วยเหลือยาก ได้แต่ระบุว่า “ต้องใช้ความอดทนในการเจรจา” “คงไม่มีทางอื่น” โดยเฉพาะกับทางฮุนเซน เน้นไปในเรื่องมิตรภาพที่ดี

ทั้งที่เรื่องการรุกล้ำข้ามแดนไทยและกัมพูชาเกิดขึ้นเป็นปกติในสภาพชายแดนที่ไม่มีความชัดเจนในพื้นที่ รวมทั้งมีวิธีที่ดีกว่าการจับกุมตัวคุมขังและดำเนินคดีกลุ่มคนไทย

การจับกุมตัวคนระดับ “พนิช” และ วีระสมความคิด แกนนำเครือข่ายกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ จึงไม่อาจมองเป็นอื่นนอกจากเรื่องการเมืองระหว่างประเทศที่ถูกนำมาขยายผล

อาจารย์สุรัตน์ โหราชัยกุล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ เมื่อกัมพูชามีวิธีการดำเนินการต่อผู้ล่วงล้ำเข้าพื้นที่ไปหลายแนวทาง ทั้งส่งตัวกลับ ตักเตือน

ทว่า ทางกัมพูชาหยิบยกเรื่องพรมแดนชาตินิยมซึ่งเป็นประเด็นเซนซิทีฟขึ้นมาเป็นประเด็นหาเสียงปกติอยู่แล้ว ซึ่งไม่แน่ว่าจะนำไปสู่การต่อรองอะไรเบื้องหลังบ้าง ถือเป็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบแบล็กเมล์

อาจารย์สุรัตน์ มองว่า เรื่องพรมแดนเป็นเรื่องใหญ่ และกัมพูชามองว่าตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบในเรื่องเศรษฐกิจ ที่ไทยยังต้องพึ่งพากัมพูชาในการค้าระหว่างประเทศ จึงกล้าดำเนินการเช่นนี้ และเชื่อว่าเรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ ตราบใดที่ยังมีชนวนเรื่องเขาพระวิหารที่ยังไม่จบ

ทางออกเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศต้องมองข้ามผลประโยชน์ส่วนตัว มองข้ามเรื่องการเมือง ของทั้งสองฝั่ง ต้องมองข้ามเรื่องการเชื่อมโยงเครือข่ายทักษิณ ต้องมองไปยังหาทางออกร่วมกันในความสัมพันธ์อันยั่งยืน

ผลจากเรื่องนี้ทำให้รัฐบาลถูกโจมตีอย่างหนักหลังถูกกัมพูชาขี่คอ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความอ่อนแอ พร้อมแนะนำให้ใช้มาตรการกดดันอื่นๆ ควบคู่ไปกับการเจรจาทางการทูตด้วย

นอกจากเรื่องต่างประเทศแล้ว เรื่องภายใน “รัฐบาล” รัฐบาลยังต้องเสียหาย และรับผิดชอบกับเรื่องนี้เต็มๆ เมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาปัดความเกี่ยวข้องกับการเดินทางของเครือข่ายกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ออกมายืนยันว่าได้รับการติดต่อจาก “พนิช” ที่อ้างอิงคำสั่ง “อภิสิทธิ์” ขอให้พันธมิตรฯ ร่วมลงพื้นที่พิสูจน์อธิปไตยบริเวณปราสาทพระวิหาร ผ่านทาง เทพมนตรี ลิมปพยอม แต่ปฏิเสธเนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย

อีกด้านหนึ่ง นายกฯ ยังถูกมองว่าหงอให้กับกลุ่มเคลื่อนไหวเรื่องพระวิหารจนต้องยอมส่งคนของตัวเองลงไปร่วมกับคณะของ “วีระ” ทั้งที่รัฐบาลมักจะออกมาปฏิเสธความสัมพันธ์

ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงท่าทีพันธมิตรฯ จะปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับทางกลุ่ม “วีระ” ทว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลับได้ประโยชน์จากการจุดกระแสให้คนหันมาสนใจเรื่องนี้มากขึ้น จนมีการชุมนุมใหญ่ในพื้นที่ที่ต่างๆ ทั้งกรุงเทพฯ สระแก้ว จนรัฐบาลต้องออกมาปรามว่าจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง

ยังไม่รวมกับการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 25 ม.ค.นี้ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านให้รัฐบาลยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ซึ่งเห็นว่าจะเปิดช่องให้ไทยเสียดินแดนในพื้นที่ทับซ้อนได้ ซึ่งน่าจะได้รับการตอบรับมากขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้

งานนี้มาร์คจึงเสียเหลี่ยมการเมืองให้กลุ่มพันธมิตรฯ ไปเต็มๆ

ไม่ว่าใครจะตกเป็นเหยื่อใคร หรือใครได้ประโยชน์จากเหตุการณ์นี้อย่างไร สิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องการเมืองคือเรื่องผลประโยชน์ที่แท้จริงของประเทศชาติ ที่ทุกฝ่ายควรจะต้องคำนึงถึง