มิ่งขวัญ เป้าหลอก ยิ่งลักษณ์ ตัวจริง...

วันที่ 31 ธ.ค. 2553 เวลา 11:05 น.
ตลอดปีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยล้มเหลวในฐานะฝ่ายค้านตรวจสอบในระบบรัฐสภา เพราะ ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของพรรคเพื่อไทยได้เท “หน้าตัก” ไปที่ม็อบเสื้อแดงเพื่อล้มรัฐบาล

โดย...ทีมข่าวการเมือง

 

ตลอดปีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยล้มเหลวในฐานะฝ่ายค้านตรวจสอบในระบบรัฐสภา เพราะ ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของพรรคเพื่อไทยได้เท “หน้าตัก” ไปที่ม็อบเสื้อแดงเพื่อล้มรัฐบาล

แต่เมื่อม็อบเสื้อแดงล้มรัฐบาลไม่ได้ ทักษิณจึงกลับมาตั้งหลักใช้พรรคเพื่อไทยอีกครั้ง จึงทำให้พรรคเพื่อไทยกลับมามีความเคลื่อนไหวชิงตำแหน่งเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงนับถอยหลังปีสุดท้ายก่อนยุบสภา

คนในพรรคเพื่อไทยมีหลายประเภท เป็นนักการเมืองที่ต่อสู้ช่วงชิงอำนาจเพื่อเป็นรัฐบาลนำนโยบายมาแก้ปัญหาประเทศ เป็นนักฉวยโอกาส ทั้งฉวยคะแนนเสื้อแดงโดยไม่ดูแลญาติเหยื่อ หาประโยชน์จากทักษิณ เช่นเดียวกับที่ทักษิณใช้ประโยชน์จาก สส.เพื่อให้เขาได้กลับประเทศ

ลูกพรรคเพื่อไทยหลายคนกระโดดเข้าไปร่วมวงกับเสื้อแดง เป็นทั้งผู้สร้างและเป็นแกนนำเสื้อแดง แต่อีกหลายคนไม่เห็นด้วยที่ใช้การเมืองนอกสภามาล้มรัฐบาล เพราะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคใหญ่อันดับหนึ่งในสภา หากใช้ศักยภาพเต็มที่จะมีพลังตรวจสอบมหาศาล แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่อยากขัดขืน “นายใหญ่”

แกนนำหลายคนอีกเช่นกันที่บ่นถึงปัญหาสภาพภายในพรรค ที่แบ่งออกเป็นก๊กเป็นเหล่า บิ๊ก เพื่อไทยรายหนึ่งสะท้อนภาพว่า “สส.พรรคอภิปรายก็ใช้ไม่ได้ เขียนญัตติไม่ไว้วางใจก็ไม่เป็น รอแต่อยากเป็นรัฐมนตรี”

ส่วนหนึ่งเพราะทักษิณเป็นหัวฉีดในพรรคนี้ จึงไม่มีใครกล้าขัดใจ และทุกคนก็ต่างเอาใจทักษิณหวังจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี

ขณะที่เป้าหมายของทักษิณและน้องๆ ชินวัตร ที่ทักษิณส่งไปคุมพรรค ก็ต้องการให้ได้อำนาจรัฐเป็นรัฐบาลเพื่อนำทักษิณกลับประเทศ

น้องทักษิณคนหนึ่งเคยเล่าน้ำตาคลอกับนักข่าว “ท่านไม่ได้สุขสบายนะ ท่านเหงา อยากกลับบ้านมาก”

ยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยจนถึงวันนี้ก็ยังเข้มข้นว่า จะชูทักษิณกลับบ้านหรือไม่?

ฝั่งหนึ่ง นำโดย เฉลิม อยู่บำรุง ให้ใช้เกมแรง เอาทักษิณกลับบ้านด้วยการนิรโทษกรรมคดีทุจริตก่อนหน้า และอภัยโทษคดีที่ทักษิณเข้าไปเกี่ยวข้องที่ศาลยังไม่ตัดสิน ซึ่งรวมถึงล้างบางคดีการเมืองเหลือง แดง ทั้งหมด

ขณะที่อีกกลุ่มนำโดยกลุ่มมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ สุพล ฟองงาม เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ด้วยการหนุนหลังของพายัพ ชินวัตร รวมถึงกลุ่ม 111 ไทยรักไทย บางคนที่มีอิทธิพลต่อพรรค เช่น จาตุรนต์ ฉายแสง หนุนความคิด “ก้าวข้ามทักษิณ” กล่าวคือ ไม่ต้องเน้นมาก เพราะถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลก็เป็นภารกิจที่ต้องช่วยกันพาทักษิณกลับไทยอยู่แล้ว

เพราะหากเน้นทักษิณก็จะเป็นเป้าใหญ่ ให้ทุกฝ่ายทั้งกองทัพ พลังจารีต กลุ่มธุรกิจ คนชั้นกลาง ลงขันรุมสกัด เสมือนเพื่อไทยวิ่งชนกำแพง อย่างไรก็ไม่มีทางชนะ

จึงต้องสร้างภาพให้เห็นว่าพรรคมีผู้นำตัวจริงที่ปลดแอกจากทักษิณ เพื่อให้คนชั้นกลางเลิกผวาว่าทักษิณจะกลับมาทำให้ประเทศวุ่นวายอีก

มิ่งขวัญจึงถูกเซตเพื่อสร้างภาพในเกมดังกล่าว ด้วยชุดความคิดว่า ไม่ได้เป็นนอมินีและพร้อมก้าวข้ามทักษิณ

ด้านหนึ่งเหตุที่ทักษิณไม่บอกปัดหรือปฏิเสธมิ่งขวัญเสียทีเดียว เพราะเห็นว่ามิ่งขวัญสามารถดึงกลุ่มทุนมาอัดฉีดน้ำเลี้ยง สส.เหนือและอีสาน รวม 70 คน สะพัดหลักแสนต่อเดือน ตรึง สส.ที่กำลังใจหล่นตาตุ่มหลังพรรคแพ้เลือกตั้งซ่อมที่ภาคอีสาน ขณะที่ทักษิณก็ปิดท่อไปนาน ที่ให้ก็มีแค่ 5 หมื่นบาท เป็นค่าขนมนมเนยต่อเดือน นี่จึงช่วยให้ สส.ไม่ย้ายพรรคหนีไปอยู่พรรคคู่แข่ง

แต่ผู้ชำนาญการในพรรคเพื่อไทย บอกว่า ยังไม่ถึงเวลาที่ทักษิณจะเลือกใครเป็นแคนดิเดตนายกฯเพราะไม่เชื่อว่าอภิสิทธิ์จะยุบสภาในเดือน เม.ย.พ.ค. แต่น่าจะลากยาวไปถึงเดือน ต.ค. และเลือกตั้งเดือน ธ.ค.

แม้แต่ลูกทีมมิ่งขวัญก็รู้ว่า การเดินทางไปพบนายใหญ่ที่ดูไบ และได้ความชัดเจนว่าจะให้มิ่งขวัญนำทัพอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือน พ.ค. พร้อมแนบชื่อมิ่งขวัญในญัตติซักฟอกเป็นนายกรัฐมนตรี ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

แต่ก็ถือว่า เป็นชัยชนะยกแรก!

อย่างน้อยก็สามารถดันชื่อมิ่งขวัญเป็นนายกฯ แม้จะเป็นการเสนอหลอกๆ ตามรัฐธรรมนูญก็ตาม อีกด้านก็เป็นการลดบทบาทคู่แข่ง คือ “บิ๊กเฉลิม” พ้นการเป็นผู้นำอภิปรายที่ทำมา 2 ครั้ง

เปิดเวทีให้มิ่งขวัญได้ซักฟอกอภิสิทธิ์ ทั้งอภิปรายนำและอภิปรายสรุปในเวลาไม่อั้น

เป็นชัยชนะที่สามารถผลักดันให้มิ่งขวัญเปิดตัวต่อสังคมอย่างเป็นทางการ ในฐานะผู้ถูกเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่บันไดสู่นายกฯ คงไม่ง่าย เหมือนที่ สส.กลุ่ม “เพื่อนมิ่ง” วิตก แม้จะหาเวทีมาให้แล้ว ไมค์มาแล้ว แต่มิ่งขวัญก็ต้องแสดงภาวะผู้นำให้เข้าตาทุกฝ่าย

อีกทั้งจุดอ่อนของมิ่งขวัญก็มีมาก คือ ประนีประนอมจนไม่เป็นตัวของตัวเอง ขาดภาวะผู้นำ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่หากจะขึ้นเป็นผู้นำประเทศ

แม้แต่แกนนำพรรคเพื่อไทย พูดตรงกันว่า ทุกอย่างอยู่ที่มิ่งขวัญที่จะต้องแสดง “ความเป็นผู้นำ” ให้ได้ เพราะที่ผ่านมาเขาเองก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกทุกกลุ่มก๊วนในพรรค

ขณะที่ทีมเศรษฐกิจระดับดอกเตอร์ของพรรคเพื่อไทยก็กินเกาเหลากับมิ่งขวัญ เพราะเห็นว่ามิ่งขวัญเก่งการตลาด แต่ขาดสาระทางเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่ของจริงเหมือนที่ถูกประโคมว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ

บุคลิกส่วนตัวของมิ่งขวัญ ติดการตลาดมากเกินไป จึงไม่กล้าออกมาแสดงจุดยืน หรือให้สัมภาษณ์เพราะกลัวเสียภาพลักษณ์ ทว่า การเริ่มปีนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ทำให้จากนี้เขาต้องเร่งเปิดตัวเพื่อลบข้อครหาเป็นนักรบห้องแอร์

แต่จุดเด่นที่กลุ่มมิ่งขวัญเชื่อจะเป็นประโยชน์ต่อพรรค คือ เขาไม่มีบุคลิกที่เป็นภัย เข้ากับสถานการณ์การเมืองปีนี้ ที่ต้องการ “ผู้นำ” ที่ทำให้ประเทศสงบ และทำให้เชื่อว่าจะไม่สร้างเงื่อนไขความวุ่นวายขึ้นมา

อีกเรื่อง มิ่งขวัญอาจได้คะแนนจากคนชั้นกลาง ซึ่งช่วยปิดจุดอ่อนเพื่อไทย ทว่า สุดท้าย เกมชิงอำนาจในพรรคเพื่อไทยไม่ได้จบที่ “มิ่งขวัญ” หรือ “บิ๊กเฉลิม” หากแต่ยังต้องเผชิญบททดสอบว่า สมาชิกให้การยอมรับหรือไม่ ขายกับสังคมได้หรือไม่ มีทุนหนา ดูแลสมาชิกได้นานแค่ไหน

คำตอบสุดท้ายยังไม่จบที่มิ่งขวัญเพราะยังเหลืออีกหลายด่าน และบทซักฟอกที่มิ่งขวัญ ยึดดาบจาก “บิ๊กเฉลิม” ไม่ใช่ว่าพูดแล้วจะได้คะแนน การต้องต่อกรกับอภิสิทธิ์หากทำการบ้านไม่ดีพอ ก็อาจถูกฝีปากอภิสิทธิ์ถล่มกลับได้

ข้อสำคัญ ใจของทักษิณต้องการผลักดัน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” น้องสาวสุดเลิฟที่นายใหญ่ส่งไปฝึกงานการเมืองในพรรคเพื่อไทยอยู่ขณะนี้ โดยเป็นแม่บ้านจัดการปัญหาสารพัด ทั้งงบ ประมาณ การบริหารจัดการ ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ สร้างภาพลักษณ์ “ช่วยเหลือสังคม”ในฐานะผู้บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสทฯ

เป้าหมายคือที่ทักษิณวางไว้ คือ นายกฯ เพียงแต่รอจังหวะทางการเมืองและสถานการณ์ให้สุกงอมกว่านี้ถึงแต่งตัวให้ยิ่งลักษณ์

เมื่อทุกอย่างคือ พรรคทักษิณ จึงยากที่จะปล่อยสิ่งที่ลงทุนมหาศาลไปอยู่ในมือคนอื่น

เหมือนอย่าง สมัคร สุนทรเวช สมัยเป็นนายกฯ สุดท้ายก็คุมพรรคไม่อยู่จนถูกเนวิน ชิดชอบ ดึง สส.ไปตั้งพรรคใหม่

ครั้งนี้เช่นกัน บทเรียนสำคัญมีแล้ว ดังนั้น เลือดแท้ย่อมข้นกว่าน้ำ...