อภินิหารทางเศรษฐกิจ

วันที่ 24 ธ.ค. 2553 เวลา 08:54 น.
หากประเมินจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่เคยอยู่บน “ปากเหว” เมื่อ 2 ปีก่อน ก็ต้องถือว่ารัฐนาวาอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี “สอบผ่าน” ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

โดย...ทีมข่าวการเงิน

หากประเมินจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่เคยอยู่บน “ปากเหว” เมื่อ 2 ปีก่อน ก็ต้องถือว่ารัฐนาวาอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี “สอบผ่าน” ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

 

เริ่มจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น จากเงินงบประมาณกลางปี 2552วงเงิน 1.16 แสนล้านบาท ผ่านโครงการเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท

การเดินตามนโยบายวาระประชาชน จ่ายเบี้ยคนชรา 500 บาท เบี้ยคนพิการ และเพิ่มเงินให้อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.)

โครงการเรียนฟรี 15 ปี โครงการประกันรายได้เกษตรกร การต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพ

หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลก็ออกแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เป็นโครงการลงทุนขนาดเล็กและขนาดกลางทั่วประเทศ

ครอบคลุมทุกด้าน การพัฒนาถนนหนทาง พัฒนาแหล่งน้ำ การศึกษา การสาธารณสุข และการท่องเที่ยว เป็นต้น

ไฮไลต์สำคัญคือการกู้เงินเพื่อปฏิบัติการนี้ถึง 8 แสนล้านบาท เป็นการกู้โดยการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 4 แสนล้านบาท ซึ่งสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้กู้เต็มจำนวนแล้วตามกำหนดเส้นตายภายในสิ้นปี 2554

ขณะที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงินอีก 4 แสนล้านบาท ถูกยกเลิกไป ในจังหวะที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีกว่าที่คาด ประกอบกับมีแนวโน้มว่าวุฒิสมาชิกจะคว่ำกฎหมายฉบับนี้

กระทรวงการคลังยังมีผลงานออกมาตรการทางภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมาก

โดยเฉพาะมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาษีช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การปรับโครงสร้างหนี้

มาตรการภาษีส่งเสริมให้ต่างชาติมาตั้งสำนักงานในไทย การยกเว้นภาษีสรรพสามิตเครื่องปรับอากาศ ธุรกิจสปา และรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทน

ขณะเดียวกันยังลดหย่อนภาษีให้แก่ผู้นำใบเสร็จการท่องเที่ยวในประเทศมาแสดง เพื่อสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยวที่กำลังเหี่ยวเฉาจากม็อบเสื้อแดง

ขณะที่ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ก็สร้างผลงานในโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบ ปรากฏว่ามีรากหญ้าสนใจลงทะเบียน 1.1 ล้านราย มีคนที่ได้รับการเจรจาและแก้ไขไปแล้ว 6 แสนราย

ส่วนใหญ่สามารถโอนเข้ามาอยู่ในระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐบาล แบ่งเบาภาระลูกหนี้นอกระบบได้เดือนละ 3,000 ล้านบาท

รัฐบาลยังให้ “บัตรลดหนี้ วินัยดีมีวงเงิน” เพื่อยื่นชำระหนี้ในแบงก์ต่างๆ ลูกค้าที่ประวัติดียังสามารถใช้กู้เงินเพิ่มได้

รัฐบาลยังประกาศว่า จะมีการลงทะเบียนแก้ไขหนี้นอกระบบรอบ 2 ในเดือน ก.พ. 2554 ซึ่งคาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “ประชาวิวัฒน์” ที่นายกรัฐมนตรีจะแถลงรายละเอียดเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนในวันที่ 9 ม.ค. 2554

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนความสำเร็จของรัฐบาล คืออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

โดยในปี 2552 จีดีพีของไทยติดลบ 3.2% ขณะที่ไตรมาสแรกปี 2554 จีดีพีเพิ่มขึ้น 12% ไตรมาส 2 ที่ 9.2% ไตรมาส 3 ที่ 6.7%

ขณะที่ไตรมาส 4 ปี 2553 ซึ่งประเทศไทยเจอมรสุมการเมืองในประเทศ และสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งซัดเข้าไปเต็มๆ อาจทำให้จีดีพีลดลงเหลือ 34%

แต่เมื่อรวมๆ แล้วทั้งปี 2553 จีดีพีของไทยน่าจะโตทะลุ 8% ได้ไม่ยาก ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่จีดีพีโตที่สุดในโลก รองจากจีน อินเดีย สิงคโปร์ เป็นต้น

เมื่อหันไปดูดัชนีเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ปี 2553 พบว่า รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 30% และการจ้างงานอยู่ในเกณฑ์ดี

อัตราการว่างงานเหลือแค่ 0.9% ซึ่งถือว่าต่ำมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

แม้ค่าเงินบาทแข็งขึ้นถึง 3 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ภาคการส่งออกเจ็บตัวกันระนาว แต่ตัวเลขส่งออกในรูปของเงินเหรียญสหรัฐยังขยายตัวได้ถึง 27%

การที่ค่าเงินบาทแข็งมีส่วนช่วยการลงทุนยังขยายตัวได้ดี ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ดัชนีทะลุ 1,000 จุด สูงสุดในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

เช่นเดียวกับนโยบายตรึงดอกเบี้ยต่ำของรัฐบาล และธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และรถยนต์ขยายตัวพุ่งไปถึง 4050% สูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน

กระทั่ง ธปท.ต้องออกมาเบรกด้วยการเพิ่มเงินดาวน์บ้าน คอนโดมิเนียม และประกาศทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นในปีหน้า แก้ปัญหาฟองสบู่

แม้รัฐนาวาอภิสิทธิ์ จะมีผลงานทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี แต่ก็ถูกฉุดรั้งจากสถานการณ์ทางการเมือง เสื้อแดงเผาเมือง ทำให้ประเทศไทยสุดท้ายแล้วไม่ไปไหน

แถมยังโชคร้ายเจออุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี ที่เหนือ อีสาน กลาง และใต้

แทนที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้เกิน 10% ก็ทำได้แค่ 8% แต่ถ้าคิดในแง่บวกตัวเลขเติบโตขนาดนี้ก็อภินิหารสุดๆ แล้ว

มองไปข้างหน้ารัฐนาวา “มาร์ค” คงต้องต่อสู้กับอุปสรรคอีกหลายยก

เรื่องจริงที่อภิสิทธิ์เจอในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จึงยิ่งกว่าหนัง “อภินิหารนาเนีย” ที่ไม่เพียงแต่พระเอกต้องมีดาบวิเศษฟาดฟันแล้ว ยังได้ราชสีห์ใหญ่เป็นตัวช่วยให้ฝ่าฟันอุปสรรคอีกด้วย

โดยหนี้ไม่พ้นให้ธนาคารของรัฐเป็นแขนเป็นขาสาคัญในการช่วยเหลือผู้ประกอบการอาชีพอิสระมีรายได้น้อย เบื้องต้นยอกสินเชื่อรวม 5 พันล้านบาท ธนาคารออมสินรับไป 2 พันล้านบาท ปล่อยพ่อค้าแม่ขายรายละไม่เกิน 1 แสนบาท ผ่อนชะระ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน หากชะระได้ดี 1 ปี ละดอกเบี้ยเหลือเดือนละ 0.50% ต่อปี

ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก็ประกาศหนุนปล่อยกู้ประชาวิสวัฒน์ปล่อยกู้ซื้อรถแท็กซี่ และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เช่นกัน