มหกรรม 'ซื้อใจคนจน'

วันที่ 07 ธ.ค. 2553 เวลา 06:47 น.
17 ธ.ค.ที่จะมาถึงนี้ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เตรียมคิกออฟนโยบายรัฐสวัสดิการอุ้มประชาชนอีกระลอก งานนี้เป็นชุดใหม่แต่ใหญ่กว่าเดิม เพราะหนนี้รัฐบาลสุดหล่อตั้งเป้าหมายเจาะกลุ่มคนมีรายได้น้อยปานกลาง กระจายทั่วประเทศกว่า 5 ล้านคน ภายใต้โครงการเร่งรัดปฏิบัติการด่วน (เพื่อคนไทย) กลุ่มเศรษฐกิจนอกระบบ ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ มุ่งเพื่อลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับคนกลุ่มดังกล่าว

 

เบื้องต้นได้สั่งการให้ สังศิต พิริยะรังสรรค์ และทีมงาน ทำโมเดลช่วยเหลือคนครอบคลุมใน 4 กลุ่ม เน้นในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อน ที่จะกระจายความช่วยเหลือออกไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศ

กลุ่มคนที่รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือ แบ่งเป็น 1.อาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จำนวน 1 แสนราย โดยจะจัดการกับเรื่องส่วยของตำรวจที่มอเตอร์ไซค์รับจ้างพวกป้ายขาวต้องจ่าย โดยจะประสานกับทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อเปิดให้มีการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เปลี่ยนจากมอเตอร์ไซค์ป้ายขาวหรือดำเปลี่ยนเป็นมอเตอร์ไซค์ป้ายเหลือง ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างมากกว่า 50% ไม่ต้องเสียส่วยให้ตำรวจ อย่างน้อยวันละ 100 บาท หรือลดรายจ่ายได้ไม่น้อยกว่า 2,0003,000 บาทต่อเดือน

รวมทั้งจะมีการประสานหน่วยงานราชการจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ใหม่ ทั้งเรื่องการจัดสถานที่ให้สะอาด มีการติดป้ายบอกราคาชัดเจน และทำเสื้อวินใหม่ ติดชื่อและหมายเลขให้ชัดเจน 2.อาชีพขับแท็กซี่รับจ้าง จำนวน 1 แสนราย จะเน้นที่เรื่องลดรายจ่าย โดยจะประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงาน เช่น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อขอให้เลิกเรื่องส่วยสนามบิน ซึ่งจะช่วยให้คนขับแท็กซี่มีรายได้ไม่ต้องจ่ายค่าส่วย หรือถูกตำรวจตั้งด่านจับหากินแบบรายวัน 3.อาชีพหาบเร่แผงลอย จำนวน 1 แสนราย จะประสานกับทางกรุงเทพมหานคร เพิ่มจุดผ่อนผันตีตารางเส้นแบ่งแผงค้าเพิ่มอีกกว่า 2,000 จุด เพื่อจัดระเบียบแผงค้าให้ดี สะอาด ส่งผลให้พ่อค้า แม่ค้า ลดรายจ่ายเรื่องส่วยค่าแผงค้าที่ต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่แบบรายวัน และยังทำให้ผู้ซื้อสินค้าได้รับความสะดวกมีผลให้ยอดขายดีขึ้น

4.อาชีพรับจ้าง และลูกจ้าง คนทำงานกลางคืน ที่ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคม รวมทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีจำนวนกว่า 1.5 แสนรายนั้น จะให้เข้าถึงระบบสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลและการออมมากขึ้น จากจำนวนผู้คนทั่วประเทศที่ทำมาหากินและอยู่นอกระบบประมาณ 5.5 ล้านคน

รัฐบาลปักธงว่า จะเปิดโอกาสให้คนทั้ง 4 กลุ่มเหล่านี้สามารถเข้าถึงกองทุนการออมแห่งชาติ หรือกองทุนชราภาพ โดยจะเก็บเงินสมทบในอัตราที่ต่ำกว่าพนักงานบริษัทที่ต้องจ่าย 400 กว่าบาทต่อเดือน เหลือเพียง 100280 บาทต่อเดือน แต่สิทธิบางตัวก็จะหายไปเท่านั้นเอง เช่น ผู้ออมจ่ายเงินสะสมขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท ขณะที่รัฐจะจ่ายสมทบให้อีก สัดส่วนตามอายุของผู้ออม คือ หากผู้ออมอายุต่ำกว่า 20 ปี รัฐไม่จ่ายสมทบ ผู้ออมอายุ 2030 ปี รัฐจ่ายสมทบเดือนละ 50 บาท ผู้ออมอายุ 3050 ปี รัฐสมทบเดือนละ 80 บาท และหากผู้ออมอายุมากกว่า 50 ปี ไปจนถึงอายุ 60 ปี รัฐจ่ายสมทบเดือนละ 100 บาท

ส่วนการจ่ายเงินแก่สมาชิกนั้น รัฐจะจ่ายกรณีสมาชิกอายุครบ 60 ปี ในรูปแบบเงินบำนาญไปตลอด และคืนเงินให้หากเสียชีวิตก่อน 80 ปี โดยถ้าหากเริ่มออมตั้งแต่อายุ 20 ปี และออมจนครบอายุ 60 ปี จะได้รับบำนาญเดือนละ 1,710 บาท รวมเบี้ยยังชีพ เป็น 2,210 บาท เมื่อนับรวมเบี้ยคนชราที่ได้รับอีก 500 บาทต่อเดือน จะทำให้ผู้สูงอายุมีเงินจากรัฐบาลไว้ใช้อย่างน้อย 2,700 บาทต่อเดือน เงินจำนวนนี้อาจจะไม่มากมายสำหรับผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ แต่ถือว่ามากมายและเรียกเสียงเฮได้สำหรับผู้สูงอายุในต่างจังหวัด ที่เด็ดกว่านั้น คือ การที่เปิดให้มีการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบอาชีพนอกระบบดังกล่าว ส่วนหนึ่งเพื่อเปิดทางให้คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินมากขึ้น โดยจะเข้าประสานกับธนาคารออมสิน และอาจมีธนาคารรัฐแห่งอื่นเข้าร่วมด้วย โดยจะให้ช่วยจัดสินเชื่อเพื่อซื้อมอเตอร์ไซค์ใหม่ ในอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ เป็นการเปิดทางให้คนเหล่านี้สามารถกู้เงินไปใช้ในการประกอบอาชีพในอัตราดอกเบี้ยต่ำได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากเรื่องการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กลุ่มอาชีพนอกระบบแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชนทั่วไปอีกด้วย ซึ่งจะดำเนินการใน 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่องต้นทุนราคาพลังงาน โดยมอบหมายให้เมตตา บันเทิงสุข รองปลัดกระทรวงพลังงาน ดูแลเรื่องราคาก๊าซหุงต้ม LPG ราคาน้ำมัน และค่าไฟ และเรื่องของราคาพืชผลทางการเกษตร เช่น หมู เห็ด เป็ด ไก่ ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคาแบบไม่เป็นธรรม โดยมอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เข้าไปวิเคราะห์ดูถึงโครงสร้างของต้นทุน เพื่อเข้าไปดูถึงเรื่องค่าครองชีพที่เป็นระบบ

แม้การเดินหน้ามาตรการครั้งใหญ่ครั้งนี้ ทางพรรคประชาธิปัตย์จะชูว่าเรื่องนี้คือการเดินหน้าตามนโยบายรัฐสวัสดิการตามเจตนารมณ์ที่ได้ประกาศไว้ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตรการเหล่านี้คือ “การซื้อใจคนจน” ที่สู้กับประชานิยมที่รัฐบาลทักษิณหย่อนปลูกเมล็ดพันธุ์ไว้จนคนทั่วไทยต่างเชิดชูมาตรการรอบนี้ จึงน่าจะเป็นการเดินหน้าแบบรุกฆาต หลังประชาธิปัตย์ถูกปลดล็อกจากคดียุบพรรค และเตรียมเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการเลือกตั้งรอบใหม่ที่กำลังจะมาถึงในปี 2554 นี้

ขณะที่คนทั่วไปมองว่า นี่คือสัญญาว่า จะให้ถ้า “พี่มาร์คหน้าหล่อ” ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง และหากมองให้ลึกไปถึงโครงการเร่งรัดปฏิบัติการด่วน (เพื่อคนไทย) ที่ว่านี้จะเห็นว่า นโยบายส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่เรื่องของการลดรายจ่าย แต่ยังไม่มีการเพิ่มรายได้ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม และยังสนับสนุนให้คนก่อหนี้เพิ่มโดยที่ไม่สามารถการันตีได้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนหนี้ที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่

นอกจากนี้ยังสุ่มเสี่ยงว่าโครงการต่างๆ ที่คิดมาจะสามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะการจัดการเรื่องส่วยตำรวจ และเทศกิจ ที่หารายได้เกาะกินกลุ่มคนที่หาเช้ากินค่ำมาช้านาน เพราะหากต้องการทำมาตรการที่ว่านี้ให้เห็นผล ทางกรมตำรวจ และ กทม. ต้องออกบทลงโทษแก่เจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิดด้วย

ทั้งนี้ เห็นว่าควรมีมาตรการในการติดตามผลสำเร็จของโครงการ และไม่ควรวัดผลจากจำนวนคนที่ขึ้นทะเบียน และยอดสินเชื่อที่ปล่อยได้เท่านั้น เพราะมีตัวอย่างในหลายโครงการประชานิยมของรัฐบาลทั้งชุดก่อนและชุดปัจจุบันที่ทำมาแล้ว แต่ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ได้ เช่น โครงการพักชำระหนี้ และแก้หนี้นอกระบบ ที่ไม่สามารถวัดได้ว่าคนที่เข้าโครงการแล้วจะไม่ไปกู้เงินนอกระบบอีก

อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่ามหกรรมซื้อใจคนจน ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตา เพราะรัฐบาลกำลังพุ่งเป้าเอาใจไปยังกลุ่มที่เคยไม่ชอบพี่มาร์คและพลพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งพวกคนขับแท็กซี่ และพวกหาเช้ากินค่ำ ที่ยังยึดถือในระบบของทักษิณมาช้านาน แถมยังวางแผนจะขยายผลมาตรการออกไปซื้อใจยังกลุ่มคนต่างๆ ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

หากรัฐบาลสามารถเชิดฉิ่ง ตีกลองดันโครงการเร่งรัดปฏิบัติการด่วน (เพื่อคนไทย) ชุดนี้ออกมาได้จริง ก็เชื่อแน่ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสามารถดึงฐานเสียงของ “ทักษิณ” กลับมาได้จำนวนหนึ่ง ไม่มากก็น้อย เชื่อหรือไม่?