ม็อบคณะราษฎร14 ตุลา ไม่ลดเพดาน ระวังจุดแข็งกลายเป็นจุดอ่อน

วันที่ 10 ต.ค. 2563 เวลา 18:24 น.
ม็อบคณะราษฎร14 ตุลา ไม่ลดเพดาน ระวังจุดแข็งกลายเป็นจุดอ่อน
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

**************************

หากไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นก่อนหรือระหว่างการชุมนุม ก็เชื่อว่า การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มประชาชนในนาม “คณะราษฎร” วันที่ 14 ตุลาคมที่จะถึงไม่อีกกี่วัน อาจมีมวลชนไม่มากกว่าการชุมนุมใหญ่สองครั้งหลังสุดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และ สนามหลวง

ฝั่งแกนนำม็อบมั่นใจว่า การชุมนุมครั้งนี้จะมีพลังมากกว่าทุกครั้งใช้วันสัญลักษณ์การต่อสู้ที่เป็นชัยชนะของนักศึกษาเมื่อปี 2516 ขับไล่เผด็จการจอมพลถนอม กิตติจขจร พ้นเก้าอี้ผู้นำสำเร็จ แต่จากการประเมินกระแสจนถึงขณะนี้ ดูจะไม่เข้มข้นเท่าที่ควร จากปัจจัยหลายอย่าง

การแถลงของแกนนำม็อบเมื่อวันพฤหัสบดี (8 ต.ค.) ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายม็อบเองก็รู้จุดอ่อนของตัวเอง และพยายามนำมาปรับปรุง ไม่ว่า การประกาศของอานนท์ นำภา แกนนำม็อบว่า จากนี้จะใช้ยุทธวิธีเดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ประหนึ่งรู้ถึงเสียงวิจารณ์ว่า ที่ผ่านมาม็อบขาดแนวร่วมที่หลากหลายเพราะขยายเพดานไปไกลถึงการเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาเฉพาะหน้าทางการเมืองที่น่าจะเป็นจุดร่วมดึงมวลชนกลุ่มต่างๆ ซึ่งจะมีพลังกดดันรัฐบาลได้มากกว่า

แต่สิ่งที่ประกาศขอกินทีละคำ กับ สิ่งที่เป็นอยู่ ดูยังจะสวนทาง

กล่าวคือ ข้อเรียกร้องของกลุ่มคณะราษฎร ได้เปลี่ยนข้อเรียกร้องใหม่ กล่าวคือ เดิมในนามกลุ่มประชาชนปลดแอกมี 3 ข้อ 1.ให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 2.ยุบสภา และ 3.หยุดคุกคามประชาชน แต่ครั้งนี้เป็น 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องลาออกจากนายกรัฐมนตรี2. เปิดประชุมวิสามัญรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3. ปฏิรูปสถาบัน ให้กลับมาอยู่ใต้ระบอบประชาธิปไตย

สิ่งที่เพิ่มคือ นำเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์มาบรรจุเป็น 1 ใน 3 ข้อเรียกร้อง จากเดิมเป็นแค่ “ความฝัน 10 ข้อ” ส่วนที่หลุดออก คือ “หยุดคุกคามประชาชน”

การลำดับความสำคัญสะท้อนให้เห็นว่า คณะผู้จัดการม็อบ “อานนท์-ไมค์-รุ้ง” ยกระดับขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์มาเป็นข้อเสนอทางการต่อสังคมและต่อรัฐบาล ไม่ใช่เป็นเรื่อง “ความฝัน” ที่ต้องคอยแอบเหมือนก่อนแล้ว น่าแปลก ที่แกนนำกลับทิ้งข้อเรียกร้องเรื่องหยุดคุกคามประชาชน ทั้งที่เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และแสวงแนวร่วมได้ไม่ยาก

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนชื่อจาก “ประชาชนปลดแอก”มาเป็น “คณะราษฎร” ก็สะท้อนตัวตนของ คณะผู้จัดชุมนุมที่ย้ำแนวคิดปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เป็นธงนำ โดยล้อมาจากคณะราษฎรที่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475

แต่ “จุดแข็ง” ที่แกนนำม็อบ ขับเคลื่อน อาจกลายเป็น “จุดอ่อน” ในตัว เพราะการนำด้วยการปฏิรูปสถาบัน ด้วยข้อเสนอเดิม 10 ข้อ นั้น แม้กล่าวแบบตรงไปตรงมา ถือว่า จุดติดในระดับหนึ่งที่เรื่องล่อแหลมในสังคมไทย สามารถหยิบยกมาพูดได้อย่างเปิดเผยและในวงกว้าง แต่การใช้ประเด็นนี้มาขับเคลื่อนมวลชนเพื่อกดดันเปลี่ยนแปลงสถาบัน ไม่ได้เป็นแม่เหล็กให้มารวมพลังขับไล่รัฐบาลได้ มากกว่า การนำปัญหาปากท้อง ผลกระทบจากวิกฤตโควิด การตกงาน การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า อันเป็นปัญหาจากการบริหารงานของรัฐบาลมาใช้ปลุกชุมนุม

หรือแม้แต่ปัญหาการยื้อแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาล ที่ สว.ไม่ยอมแก้ เดินหน้าตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็เล่นละครตบตา ให้พรรคพลังประชารัฐดึงเกมไม่โหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ตั้งสสร.ทั้งที่รับปากสังคมไว้แล้ว สุดท้ายเป็นการตั้งคณะกรรมาธิการมาศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังมีแนวโน้มว่า จะลากยาวการตั้งสสร.อีกขั้นด้วยการเสนอให้ทำประชามติ ก่อนที่สมาชิกรัฐสภาจะลงมติรับหลักการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นประเด็นหลักในการขับในเวทีม็อบ

น่าเสียดายที่แกนนำม็อบไม่ให้ความสำคัญประเด็นเหล่านี้เท่าที่ควร โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ชี้ให้เห็นแล้วว่า หากม็อบอ่อนแรงเมื่อไร รัฐบาลก็พร้อมดึงเกม ไม่แก้เมื่อนั้น น่าสังเกตุว่าหลังจากการประชุมรัฐสภาเพี่อเตรียมลงมติแก้รัฐธรรมนูญเมื่อเดือนที่แล้ว เสียงข้างมากของรัฐบาลเล่นเกมยื้อสำเร็จ แต่แกนนำม็อบนักศึกษาก็ไม่บุกประชิดเรื่องนี้ให้ต่อเนื่อง ทำให้ไปๆมาๆประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในกลเกมที่รัฐบาลคุมได้หมด

ความฝันของแกนนำม็อบคือ การปฏิรูปสถาบันเป็นประเด็นล่อแหลมที่ทั้งผู้เห็นด้วยและเห็นต่างจำนวนมาก แต่การยืนยันว่า ทุกอย่างจะต้องสำเร็จ “ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ” ต้องจบในรุ่นเรา ก็อาจเป็นแค่ความฝันที่สูญเปล่าไปก็ได้ เพราะปมปัญหาบางอย่างเกี่ยวข้องกับโครงสร้างสถาบันการเมืองที่มีมาช้านาน เป็นความศรัทธา วัฒนธรรม เอกลักษณ์ หาใช่ต้องกดปุ่มให้สำเร็จตามใจหมาย

กลับมาที่ ม็อบคณะราษฎร 14 ตุลา 2563 อีกสิ่งที่อาจทำให้ลดระดับความเข้มข้นลงคือ มิตรที่เคยร่วมรบ สนับสนุนม็อบนักศึกษาอย่างพรรคเพื่อไทย เริ่มถอยห่าง แม้จะสนับสนุน แต่ก็ไม่ขอเกี่ยวพันเหมือนในช่วงแรก นั่นเป็นผลจาก การปรับโครงสร้างของพรรคเพื่อไทยที่ คุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์ อดีตภริยาทักษิณ ชินวัตร เข้ามาจัดการจัดระบบและยุทธวิธีการทำงานใหม่ที่ให้มุ่งตรวจสอบรัฐบาลในสภามากกว่าเดินเกมนอกสภา ท่ามกลางข่าวลือว่า ชนชั้นนำส่งสัญญาณขอใช้บริการจากพรรคเพื่อไทยเพื่อหวังโดดเดี่ยวม็อบนักศึกษา เพราะยิ่งรัฐบาลนี้อยู่ ม็อบนักศึกษายิ่งโต โดยจะไม่ให้ สส.พรรค นำกลุ่มเสื้อแดงฐานเสียงเดิม ไปร่วมชุมนุมกับม็อบนักศึกษาเหมือนในการชุมนุมครั้งหลังสุด 19 ก.ย.ที่พบว่า มีมวลชนเสื้อแดงจากต่างจังหวัดมากกว่า คนหนุ่มสาวในเมือง

ข้อวิเคราะห์นี้ยังต้องจับตาว่า จริงหรือไม่ การชุมนุม 14 ตุลาคมนี้อาจมีคำตอบได้ถึง บทบาทของพรรคเพื่อไทยกับม็อบนักศึกษาว่า เปลี่ยนไปแค่ไหน มวลชนเสื้อแดงต่างจังหวัดจะเข้าร่วมหรือไม่

ที่ต้องพูดอีกอย่าง คือ ข้อเรียกร้องของม็อบ 14 ตุลา ดูอ่อนและขัดแย้งกับครั้งก่อน 1.ให้พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก จากเดิมเรียกร้องให้ยุบสภา เพราะหาก “บิ๊กตู่”ลาออก ส.ว.ชุดนี้ก็ยังมีบทบาทเลือกแคนดิเดทนายกฯกลับมาได้ แต่ก็เชื่อว่า ไม่มีทางที่พล.อ.ประยุทธ์ จะลาออก หรือยุบสภา เพราะยังมีเครื่องมือต่ออายุได้อยู่ด้วยการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อลดกระแส

2. ข้อเสนอให้เปิดสภาวิสามัญเพื่อเดินหน้าโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 256 ก็ดูเบาเกินไป เพราะรัฐบาลแก้ต่างได้ว่า อีก 16 วัน หรือ 1 พ.ย. ก็จะเปิดสภาสมัยสามัญแล้ว ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ก็รับปากแล้วว่า จะนำญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 รวมถึงร่างของไอลอว์เข้ามาพิจารณาด้วย

หากแกนนำม็อบจะเรียกร้องให้เข้มข้นและจริงจัง คือ หากเปิดสภา 1 พ.ย. บิ๊กตู่ และ ส.ว. ต้องเดินหน้าโหวตร่างแก้ไขมาตรา 256 ตั้งสสร. ทันที ห้ามเตะถ่วงอีก น่าจะเป็นพลังสำหรับการชุมนุมในเดือนตุลาคม และจะเป็นมรรคผลสำหรับการเปิดประตูแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองอย่างแท้จริง แต่หากเดินหน้าด้วยเป้าหมายใหญ่เกินไป ไม่คำนึงถึงสถานการณ์แห่งความเป็นจริง ขบวนการนักศึกษาที่ก่อร่างมาอย่างน่าเกรงขามและน่าจะต่อยอดยกระดับการตื่นตัวของเยาวชน ก็อาจกัดกร่อนตัวเองโดยที่ฝ่ายรัฐบาลไม่ต้องทำอะไรมาก

****************************