ดึงราชประสงค์โมเดล ช่วยเอสเอ็มอีสำลักน้ำ

  • วันที่ 12 พ.ย. 2553 เวลา 07:53 น.

กระทรวงการคลัง โดย กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง กำลังประสานธนาคารรัฐ อย่าง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารออมสิน เข้าช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่กำลังสำลักน้ำท่วม กว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ

โดย...ทีมข่าวการเงิน

 

กระทรวงการคลัง โดย กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง กำลังประสานธนาคารรัฐ อย่าง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารออมสิน เข้าช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่กำลังสำลักน้ำท่วม กว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ

ผลจากน้ำท่วมเพียงชั่วข้ามคืนก็ได้ทำให้ร้านค้า ข้าวของเสียหาย กว่าจะฟื้นฟูได้ต้องใช้ทั้งเงินและเวลากว่า ลูกค้า นักท่องเที่ยวจะกล้ากลับมาจับจ่ายใช้สอยตามเดิม

แนวทางที่ว่านี้เป็นการเดินหน้าตามบัญชาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้สถาบันการเงินทั้งของรัฐและเอกชนช่วยหามาตรการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผลผลิตและกิจการของประชาชนและผู้ประกอบการในระยะยาว

โดย รมว.คลัง ปิ๊งไอเดียใช้ “ราชประสงค์โมเดล” ที่ประสบความสำเร็จแบบล้นหลาม เพราะได้เหล่าธนาคารรัฐ นำโดย โสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ เป็นหัวหอกสำคัญในการเดินหน้า

ด้วยการเกณฑ์พนักงานจากทั่วสารทิศของเอสเอ็มอีแบงก์มาตั้งโต๊ะรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมและการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงเดือน เม.ย.–พ.ค. ที่ผ่านมา

พร้อมปล่อยแบบผ่อนปรนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ช่วยบรรเทาผลกระทบให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้มีทุนในการตั้งต้นกิจการใหม่

ผลที่ได้จากราชประสงค์โมเดล โครงการแรกถือว่าแฮปปี้ทุกฝ่าย ทั้ง “คนกู้เงิน” ก็แฮปปี้ เพราะกู้ได้แบบไม่มีหลักประกัน แถมดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนานถึง 6 ปี ส่วนแบงก์เองก็แฮปปี้ เพราะ 67 เดือนที่ผ่านมา ไม่พบหนี้เสีย มีแต่จะขอผ่อนค่างวดเพิ่ม

ขณะที่ “รัฐบาล” ก็แฮปปี้ เพราะชาวบ้านชอบ และไม่มีเสียงโวยว่าโครงการนี้มีปัญหา จนขณะนี้มีผู้ประกอบการที่ผ่อนหนี้ก้อนแรกหมด และขยายไปกู้ในเฟส 2 ได้ไม่เกิน 3 ล้านบาทแล้ว

เบื้องต้นคาดว่าโครงการราชประสงค์โมเดลที่จะนำมาช่วยผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้าทั้งในตลาดและห้องแถวที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ จะใช้ขั้นตอนแบบเดียวกันคือ การตั้งโต๊ะรับเอกสารหลักฐาน ซึ่งยังไม่สรุปว่าจะใช้พื้นที่ของส่วนราชการหรือสาขาของธนาคาร

เพราะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมีวงกว้างกว่ากรณีของราชประสงค์มากมายมหาศาล แต่ผู้ประกอบการที่จะยื่นขอสินเชื่อต้องได้รับการรับรองจากจังหวัดว่าเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงเท่านั้น

คาดว่าจะปล่อยกู้สูงสุดต่อรายถึง 1 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยต่ำ 3% โดยรัฐหรือสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ช่วยจ่ายดอกเบี้ยส่วนที่เหลือให้อีก 2.5% มีระยะเวลาผ่อนนาน 6 ปี

โดยในช่วง 2 ปีแรกให้ผ่อนเฉพาะดอกเบี้ยเพื่อให้กิจการตั้งหลักได้ก่อน ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือเป็นการปล่อยกู้แบบไม่ต้องตรวจเครดิตบูโร หรือใช้เอกสารหลักฐานให้ยุ่งยาก เนื่องจากเอกสารหรือหลักฐานส่วนใหญ่อาจเสียหายหรือสูญหายเพราะน้ำท่วมไปแล้ว

โสฬส กล่าวว่า จะเริ่มนำร่องปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการที่โคราช เป็นแห่งแรกในวันที่ 15 พ.ย.นี้ เบื้องต้นเตรียมวงเงินไว้ 5,000 ล้านบาท เท่ากับโครงการแรก

จะเน้นช่วยผู้ประกอบการที่สินค้าเสียหาย หรือบางรายไม่สามารถขายสินค้าได้เป็นระยะเวลานาน เพราะหากธนาคารไม่เข้าไปช่วยคนกลุ่มนี้ก็จะไปกู้เงินนอกระบบแทน

ปัญหาที่สำคัญของโครงการนี้คือ การจัดกลุ่มลูกหนี้ที่อาจมีปัญหาต้องแบ่งการให้ความช่วยเหลือระหว่าง เอสเอ็มอีที่เปิดโรงงานขนาดเล็ก หรือร้านค้าห้องแถวให้เอสเอ็มอีแบงก์ปล่อยกู้เสริมสภาพคล่อง และให้ธนาคารออมสินเข้าไปปล่อยกู้ช่วยพ่อค้า แม่ค้า พวกหาบเร่แผงลอยผ่านโครงการธนาคารประชาชนแทน ซึ่งจะทำให้เอสเอ็มอีได้วงเงิน ดอกเบี้ย และเงื่อนไขการกู้ที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ เรื่อง “หนี้เสีย” เป็นเรื่องที่ต้องติดตามให้ดี เพราะเป็นการปล่อยกู้เอสเอ็มอีแบบคละคุณภาพ

ขณะที่ราชประสงค์โมเดล โครงการแรก ได้ลูกค้าเป็นผู้ประกอบการตัวจริง เป็นเอสเอ็มอีเกรด A ของประเทศ ทำอาชีพค้าขายในย่านร้านค้าดังอย่างสยามสแควร์ ประตูน้ำ เซ็นทรัลเวิลด์ ถือเป็นเครื่องการันตีประสบการณ์ และความเป็นมืออาชีพได้อย่างดี

ขณะที่ผู้ประกอบการที่จะเข้าโครงการนี้ บางรายอยู่ในย่านการค้าดังในต่างจังหวัดหรือในเมืองใหญ่ และมีบางรายอยู่ในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล ค้าขายไม่ดีอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลเรื่องการพิจารณาปล่อยกู้ให้ดี

ธงหรือเป้าหมายหลักที่รัฐบาลจะเดินฝ่าโจทย์เรื่องการบรรเทาผลกระทบให้ผู้ประกอบการในครั้งนี้ได้ คือทุกคนต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม และต้องไม่น้อยกว่าโครงการแรก เพื่อไม่ให้เกิดการเปรียบเทียบ ได้เปรียบหรือเสียเปรียบกัน

และถ้าสามารถช่วยให้ “เอสเอ็มอี” หลุดพ้นจากภาวะสำลักน้ำท่วมในครั้งนี้ได้ เชื่อว่ารัฐบาลจะได้กระแสตอบรับที่ดีเช่นเดียวกับครั้งที่สามารถช่วยฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม

เพียงแต่ครั้งนี้จะได้เสียงเฮลั่นมากกว่าและดังกว่า เพราะว่าเดิมพันครั้งนี้คือฐานเสียงที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เดือดร้อนนับแสนรายในกว่า 40 จังหวัดจากทั่วประเทศ

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ