ภูมิใจไทยลอยตัว ปล่อยมาร์คสำลักน้ำ

วันที่ 10 พ.ย. 2553 เวลา 07:11 น.
ภาพรวมการแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำท่วมขณะนี้ ได้สะท้อนความเห็นห่างระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) อย่างชัดเจน เพราะแทบไม่น่าเชื่อว่าอุทกภัยครั้งร้ายแรงในประวัติศาสตร์ครั้งนี้

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ภาพรวมการแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำท่วมขณะนี้ ได้สะท้อนความเหินห่างระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) อย่างชัดเจน เพราะแทบไม่น่าเชื่อว่าอุทกภัยครั้งร้ายแรงในประวัติศาสตร์ครั้งนี้

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี จะเลือกใช้ “กองทัพ” เป็นกำลังหลักในการช่วยเหลือประชาชนอีกครั้ง หลังจากที่ได้ใช้บริการกองทัพมาแล้วในช่วงที่เกิดความไม่สงบทางการเมืองในตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้แปลกใจว่า เหตุใด“อภิสิทธิ์” เลือกใช้บริการกองทัพมากกว่าที่จะเป็นกลไกของกระทรวงมหาดไทย อีกทั้งยังตัดสินใจดึงเรื่องการแก้วิกฤตน้ำท่วมมาจัดการเองทั้งหมด ด้วยการตั้งคณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (คชอ.) ที่มี “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมี “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ที่ปรึกษานายกฯ เป็นผู้อำนวยการ ซึ่งล้วนแต่เป็นพลพรรคของ ปชป.ด้วยกันทั้งสิ้น

ที่มากกว่านั้นในเรื่องของเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท ที่ ภท.ต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดำเนินการแจกจ่าย แต่ฝั่ง ปชป.เกรงว่าอาจจะมีการรั่วไหล จึงให้ธนาคารออมสินดำเนินการแทน ถือเป็นอีกดอกที่สร้างความไม่พอใจให้กับ ภท.ไม่น้อย หลังจากที่ต้องรับบทลูกเมียน้อยคอยสนับสนุนการทำงานของ คอช.เท่านั้น

ทั้งที่หลายกลไกหลักของกระทรวงมหาดไทยภายใต้การกำกับของ ภท.น่าจะมีบทบาทสำคัญมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งต้องเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหลักการแก้ไขวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่เห็นคือ ปภ.เพียงแค่รายงานตัวเลขความเสียหายต่างๆ เท่านั้น ขณะที่กรมการปกครอง (ปค.) ซึ่งถือว่าเป็นอีกหน่วยงานที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะมีเครือข่ายตั้งแต่จังหวัดถึงหมู่บ้าน แต่กลับไม่พบว่ามีบทบาทแต่อย่างใด

ไม่ต่างกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ซึ่งมีกลไกสำคัญอย่าง อปท.ในทั่วทุกจังหวัด ก็ไม่มีบทบาทเช่นกัน มิหนำซ้ำยังมีข้อครหาด้วยว่าการช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างล้าช้า ผิดกับบทบาทกองทัพที่ทำทุกอย่างตั้งแต่ให้ทหารยืนเฝ้ากระสอบทรายกั้นตลิ่ง และลงทุนเนรมิตให้เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นครัวลอยน้ำเพื่อปรุงอาหารให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อน ประชาชนที่เดือดร้อน

สภาพที่เกิดขึ้นเรียกว่าผิดฟอร์มกันทีเดียวสำหรับ ภท. เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ภท.ถือว่าถนัดนักกับงานที่ออกแนวเรียลิตีโชว์แบบนี้ เห็นได้จากหลากหลายผลงานไม่ว่าจะเป็นการระดมจัดงานปกป้องสถาบัน การรณรงค์การต่อต้านการทูลเกล้าฯถวายฎีกา การเสนอให้มีการนิรโทษกรรม ฯลฯ ที่งานไหนงานนั้น “พี่เน” จะปลุกพลพรรคให้แสดงบทบาทอย่างถึงลูกถึงคนและทุ่มเต็มที่

ผิดกับครั้งนี้ที่ ภท.แทบไม่มีบทบาท แม้ว่า “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” รมว.มหาดไทย จะลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ไปกับ “อภิสิทธิ์” แบบในฐานะ มท.1 กับนายกฯ อย่างที่ควรจะเป็น ยิ่งทำให้ “ชวรัตน์” ไร้บทบาทไปทันที และเทียบไม่ได้เลยกับ “อภิสิทธิ์” ที่อาศัยหน้าหล่อเดินลุยน้ำ ขึ้นรถลงเรือแจกทั้งถุงชีพและเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท เรียกเสียงกรี๊ดจากบรรดาแม่ยกพ่อยกจนหลายพื้นที่ให้มีรอยยิ้มขึ้นมาบ้างหลังจากที่ต้องเศร้าเพราะวิกฤตน้ำท่วม

และหากโฟกัสไปที่บทบาทของ “บุญจง วงศ์ไตรรัตน์” รมช.มหาดไทย ที่เพิ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้พ้นจากการเป็น สส. เพราะถือหุ้นต้องห้ามและอยู่ในระหว่างการเตรียมตัวเลือกตั้งซ่อม แต่กลายเป็นว่า“บุญจง” ในฐานะ มท.2 ผู้กำกับ สถ.ที่คุมอปท.ทั้งหมดกลับไม่มีบทบาทในเรื่องนี้ ทั้งที่หนึ่งในพื้นที่น้ำท่วมที่หนักที่สุดคือพื้นที่โคราช บ้านเกิดของตัวเองแท้ๆ มินับรวมถึงพื้นที่ ขอนแก่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักของ ภท. แต่กลับไม่เห็นว่า ภท.กระตือรือร้นเท่าที่ควรจนเหมือนกับลืมพื้นที่ของตัวเองไปแล้ว

เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้น่าคิดว่า เหตุใด ภท.จึงเลือกที่จะลดบทบาทตัวเองอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แบบนี้เพื่ออะไร ทั้งนี้หากพิจารณาภาพรวมของวิฤตครั้งนี้ต้องถือว่ารุนแรงที่สุด เพราะมีความเสียหายเกิดขึ้นมหาศาล โดยล่าสุด ปภ.รายงานว่า ขณะนี้มีพื้นที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศรวม 30 จังหวัด 217 อำเภอ 1,486 ตำบล 10,554 หมู่บ้าน 1,010,193 ครัวเรือน 3,153,016 คน มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 181 คน ถือว่าสูงที่สุดตั้งแต่เกิดวิกฤตน้ำท่วมไทยมาเลยก็ได้ ที่มีคนตายเฉียด 200 คนแบบนี้

หากมองมุมนี้จึงมีความเป็นไปได้ว่า การที่ ภท.เลือกเล่นบทลอยตัวเหนือน้ำท่วมแบบนี้เพื่อให้ “อภิสิทธิ์” จมไปกับวิกฤตน้ำท่วมนั่นเอง เพราะแน่นอนว่าวิกฤตที่สาหัสแบบนี้แม้ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องมีคำถามต่อตัว “นายกรัฐมนตรี” ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้บริหารประเทศว่าบริหารอย่างไรทำไมมีคนตายสูงแบบนี้

และหนีไม่พ้นที่จะมองว่า “อภิสิทธิ์” และ ปชป. แกนนำรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพในการทำงานอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ ภท.เมื่อปล่อยให้ ปชป.เล่นเองแบบนี้ ก็ลอยตัวเหนือน้ำกินรวบต่อไปเท่านั้น

จนมีข่าวจาก “ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี” แกนนำกลุ่ม 3พี พรรคเพื่อแผ่นดิน คู่ปรับ ภท. ออกมาระบุว่า มีรัฐมนตรีบางคนหักหัวคิว 30% ในการจัดสรรงบประมาณลงฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทำให้ “อภิสิทธิ์” ออกมารับลูกทันทีว่า จะต้องมีการตรวจสอบเรื่องนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้หาก ภท.เลือกที่เล่นบทนี้ก็ต้องยอมรับผลที่เกิดขึ้นว่า การเลือกตั้งซ่อมและการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ภท.อาจจะไม่เหลืออะไรก็ได้

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า จริงๆ แล้วความสัมพันธ์ ภท.และ ปชป.ยากเกินที่จะเยียวให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว เพราะร่องรอยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายเรื่องยากที่ประสาน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย โครงการรถเมล์เอ็นจีวี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเสนอนิรโทษกรรม และล่าสุดเรื่องของ “บุญจง” ที่ “อภิสิทธิ์” ต้องการให้ลาออกจากตำแหน่งหากลงสมัครซ่อม สส.ที่นครราชสีมา ทำให้ทั้งสองพรรคต่างกล้ำกลืนฝืนทนเพราะผลประโยชน์ยังลงตัวจนกว่าจะมีการเลือกตั้งในปีหน้าเท่านั้น แต่ลึกๆ ในใจคงไม่อยากเผาผีกันแล้ว