posttoday
"บิ๊กตู่" ความหวังสุดท้าย พลังประชารัฐ

"บิ๊กตู่" ความหวังสุดท้าย พลังประชารัฐ

05 กุมภาพันธ์ 2562

จุดแข็งของพรรคพลังประชารัฐ คือ อาศัยคะแนนนิยมจากผลงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้ทำไว้ก่อนหน้านี้มาเพิ่มคะแนนเสียง

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยังมีเวลาจนถึงวันที่ 8 ก.พ.กับการ ยื่นต่อกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าบัญชีรายชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคเป็นใครตามที่กฎหมายกำหนด ในขณะที่เวลานี้หลายพรรคเริ่มมีความชัดเจนแล้วว่าพรรคไหนจะเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง

อาจจะเหลือก็แต่เพียงพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่อยู่ระหว่างรอ คำตอบจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าจะรับคำเชิญเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หลังจากขอเวลาตัดสินใจ ซึ่งจะพิจารณาว่านโยบายพรรคตรงกับแนวคิดของตนเองหรือไม่

ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นที่รับรู้รับทราบของคนทั่วไปแล้วว่าที่มาที่ไปของพรรคพลังประชารัฐตลอดจนเป้าหมายสำคัญของพรรคคือการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อสานต่อภารกิจที่เริ่มต้นไว้ในช่วงเป็นรัฐบาลกว่า 4 ปีที่ผ่านมาให้สำเร็จลุล่วงไปจนถึงจุดหมายปลายทาง

การขอเวลาตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงอาจเป็นเพียงแค่การดึงเวลารอดูท่าที ให้เห็นถึงการพินิจพิจารณาด้วยหลักการและเหตุผลก่อนการตัดสินใจตอบตกลงทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคำตอบในใจคืออะไร

ยิ่งหากวิเคราะห์จากเหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า จะพิจารณาจากนโยบายของพรรคพลังประชารัฐว่ามี นโยบายตรงกับแนวคิดของตัวเองหรือไม่แล้ว ยิ่งทำให้ทิศทางคำตัดสินใจ และเหตุผลประกอบที่จะออกมาชี้แจงต่อสาธารณะถึงการตอบรับเป็น แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ

เริ่มตั้งแต่ที่มาที่ไปของพรรคพลังประชารัฐซึ่งมีแกนนำในรัฐบาลหลายคนร่วมเป็นกรรมการบริหารพรรค  ไล่มาตั้งแต่ อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค  สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค และกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค ซึ่งทั้งหมดได้เดินทางมาส่งหนังสือเชิญถึง พล.อ.ประยุทธ์  ที่ทำเนียบรัฐบาล

สะท้อนให้เห็นถึงความเกี่ยวพันเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาล คสช. และ พรรคพลังประชารัฐได้ในระดับหนึ่ง  ยังไม่รวมกับบรรดานโยบายต่างๆ ที่สอดประสานจนยากจะแยกจากกันได้ โดยเฉพาะ "นโยบายประชารัฐ" อันมีจุดกำเนิดจากรัฐบาลและถูกปลุกปั้นหวังให้เป็นผลงานชิ้นโบแดง

ก่อนที่พรรคพลังประชารัฐ จะหยิบยกมาขยายผลต่อยอดในหลายมิติ พุ่งเป้าดูแลกลุ่มประชาชนด้วยชุดนโยบายต่างๆ ที่เข้าถึงประชาชนทุกเพศทุกวัย ดังที่เห็นจากการเปิดตัวไปแล้วก่อนหน้านี้

อีกมุมหนึ่งนี่จึงถือเป็นจุดแข็งของพรรคพลังประชารัฐที่จะอาศัยคะแนนนิยมจากผลงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้ทำไว้ก่อนหน้านี้มาเพิ่มคะแนนเสียงให้กับพรรคใหม่ซึ่งลงสนามเป็นครั้งแรก

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์  แถลงผลงานจากการบริหารประเทศมาเป็นปีที่ 4 ได้สานต่อภารกิจของ คสช. พร้อมชู 6 ยุทธศาสตร์ ที่ทางรัฐบาลได้ช่วยแก้ปัญหาให้ประเทศชาติได้อย่างสำเร็จ  ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจดีขึ้นในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 อยู่ที่ 4.3%  จากปี 2557 ที่โตเพียงแค่ 1%  และคาดว่า ปี 2562 นี้ มีแนวโน้มที่จะโต 4%

รวมไปถึง 4 ปีที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนรากหญ้ามาโดยตลอด โดยเฉพาะชาวเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายช่วยเหลือต่างๆ ที่รัฐบาลจัดทำขึ้น อาทิ นโยบายกวาดล้างหนี้นอกระบบ การเพิ่มเบี้ยเลี้ยงเด็กแรกเกิดไปจนถึงเบี้ยผู้สูงอายุแบบขั้นบันได

ดังนั้น หากไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐย่อมอ่อนกำลังลงไปอย่างรุนแรง จนอาจถึงขั้นส่งผลต่อคะแนนนิยมและจำนวนเก้าอี้ สส. นั่นทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีทางเลือกที่จะต้องก้าวไปสู่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐเพื่อผนึกกำลังให้เข้มแข็งเพียงพอที่จะลงสู่สนามเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.นี้

ยิ่งหากพิจารณาจากผลสำรวจความนิยมในช่วงเวลาที่ผ่านมาของ สำนักโพลต่างๆ ตัวเลือกที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ประชาชน ชื่นชอบยังเป็น พล.อ.ประยุทธ์ที่คะแนนนำบรรดาอดีตนายกรัฐมนตรีในอดีต ตลอดจนแกนนำจากพรรคการเมืองต่างๆ

แม้แต่จะให้พรรคพลังประชารัฐ จะไปหาตัวเลือกอื่นที่มีคะแนนนิยม เทียบเท่า พล.อ.ประยุทธ์ กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตอบรับคำเชิญนั้น ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

หากดูไส้ในของพรรคพลังประชารัฐในส่วนของผู้สมัคร สส. ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าดูดมาจากพรรคการเมืองอื่นๆ นั้น จะพบว่าหลายคนที่มี ชื่อเสียงหรือเป็นนักการเมืองที่รู้จัก คุ้นเคย บางส่วนเป็นอดีต สส.ที่ห่างพื้นที่มานานจนยากจะฝากความหวังในการลงชิงชัยในครั้งนี้

ต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีฐานเสียงชัดเจนของตัวเอง มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ซึ่งแต่ละพรรคล้วนรู้จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง ต่างจากพรรคพลังประชารัฐที่เป็นพรรคใหม่

แต่ที่สำคัญที่สุด การได้ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะสร้างความได้เปรียบให้กับพรรคพลังประชารัฐต่อเนื่องไปถึงหลังการเลือกตั้ง ในฐานะที่มีอำนาจหัวหน้า คสช.ในมือ

ยิ่งกลไกตามบทเฉพาะกาลเปิดช่องให้ 250 สว. ที่มาจาก คสช. เข้ามามีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยแล้ว หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า โอกาสที่ 250 เสียงนี้จะเทมายังพรรคพลังประชารัฐย่อมไม่ง่าย

ความหวังสุดท้ายพรรค พลังประชารัฐจึงอยู่ที่การตอบรับ คำเชิญเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ข่าวล่าสุด

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันพฤหัสบดีที่ 30 เม.ย. 69

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันพฤหัสบดีที่ 30 เม.ย. 69