เขตเดียวเบอร์เดียวสัญญาใจสุดท้ายพรรคร่วม

วันที่ 02 พ.ย. 2553 เวลา 08:51 น.
ความสัมพันธ์ระหว่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “เนวิน ชิดชอบ” สองคีย์แมนประจำรัฐบาล กำลังตกอยู่ในสภาพ “ยักแย่ยักยัน” เมื่อ “รอยร้าว” บาดลึกยากจะประสาน

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ความสัมพันธ์ระหว่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “เนวิน ชิดชอบ” สองคีย์แมนประจำรัฐบาล กำลังตกอยู่ในสภาพ “ยักแย่ยักยัน” เมื่อ “รอยร้าว” บาดลึกยากจะประสาน อาศัยเพียงแค่ “เทปกาว” ปะทังให้อยู่รอดวันต่อวัน

ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ “เนวิน” ฉุนขาดชนิดไม่คิดเผาผี หนีไม่พ้นการเร่งเร้าของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เดินหน้าสอบโครงการคอมพ์ฉาวของกระทรวงมหาดไทยตั้งป้อมไปยัง “ปู่จิ้น” ชวรัตน์ ชาญวีรกูล มท.1 และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  

เรื่องเดินหน้าต่อไปอย่างรวดเร็ว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมารับลูกตั้งอนุกรรมการไต่สวน โดยมีประสาท พงษ์ศิวาภัย เป็นประธาน

ไม่แปลกที่ “ภูมิใจไทย” จะออกอาการฮึดฮัด พร้อมลำเลิกบุญคุณที่ยอมพลิกขั้วกลับมาหนุนประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล และคอยค้ำบัลลังก์มาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับตอบแทนเช่นนี้

ทว่าเที่ยวนี้ “สัญญาณ” จาก “อภิสิทธิ์” กลับประกาศตัวปลดแอกไม่ยอมให้ “ภูมิใจไทย” ขี่คออีกต่อไป ถึงขั้นตอบโต้กลับว่าพร้อมปรับออกจากการร่วมรัฐบาล ถ้า “ภูมิใจไทย” ยังออกอาการฮึดฮัด

แม้ “เนวิน” จะใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว ปรามลูกพรรคให้สงบปากสงบคำแต่ชนวนความขัดแย้งดูจะไม่ได้หมดไป ตรงกันข้ามกลับหมักหมมปัญหาซุกไว้ใต้พรม

ไม่แปลกที่ระหว่างการลงพื้นที่ช่วยภัยน้ำท่วมของ “อภิสิทธิ์” จะไม่เห็นเงาของ “ปู่จิ้น” และบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ มท.2 ไปร่วมลงพื้นที่ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลัก

หนำซ้ำยังเติมเชื้อความขัดแย้งด้วย “ปมใหม่” กับการชิงจังหวะของประชาธิปัตย์ ปาดหน้าเป็นเจ้าภาพค่าชดเชยภัยน้ำท่วม ครัวเรือนละ 5,000 บาท จำนวนกว่า 5.8 แสนครัวเรือน รวมวงเงินประมาณ 2,900 ล้านบาท

แม้ภูมิใจไทยจะเห็นว่าควรจ่ายเงินส่วนนี้ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่สาทิตย์วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามสถานการณ์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (คชอ.) เห็นว่าควรส่งผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสินเพื่อป้องกันการรั่วไหล

สอดรับไปกับกระแสข่าวถีบส่ง “ภูมิใจไทย” พ้นรัฐบาล หวังตัดตอนเรื่องฉาวให้พ้นตัวประชาธิปัตย์ พร้อมดึงเรื่องกลุ่ม “3P” เข้ามาหนุนเสถียรภาพรัฐบาล ทำให้ภูมิใจไทยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ยิ่งในวันที่กระแสยี้ภูมิใจไทยขยายตัวลุกลามอย่างรวดเร็ว ไล่มาตั้งแต่กระทรวงมหาดไทยทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ถูกร้องเรียนอย่างหนัก

จน “มงคล สุรัจสัจจะ” อธิบดีกรมการปกครอง ไม่อาจฝืนกระแสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดมหาดไทยได้สำเร็จ เมื่อนายกฯ อภิสิทธิ์ยื้อการแต่งตั้ง ด้วยเหตุจากเรื่องร้องเรียนในโครงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ รวมทั้งความอาวุโสที่ถูกรุมถล่มอย่างหนัก เรื่องการโยกย้ายข้ามหัวอีกหลายคน

ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ยังมีปัญหาเรื่องการเปิดขายข้าวล็อตในวันนี้ ล่าสุด ที่ห่วงว่ามีฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการขายมันสำปะหลัง จำนวน 2.5 แสนตัน ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

ยังไม่รวมกับโครงการรถไฟความเร็วสูงที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ดึงมาดูเอง แทนที่จะปล่อยให้กระทรวงคมนาคมของภูมิใจไทยเข้าไปดำเนินการ

หลังจากที่โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี จำนวน 4,000 คัน ของภูมิใจไทยถูกตีกันหลายครั้งหลายหนจนไม่สามารถฝ่าด่านประชาธิปัตย์ได้เสียที จนภูมิใจไทยต้องถอดใจกับผลงานสร้างชื่อ

จากแค่ “ลิ้น” กับ “ฟัน” ที่กระทบกระทั่งต่อเนื่อง สั่งสมเป็นปัญหาหมักหมมจนสุดท้ายกลายเป็นปัญหายืดเยื้อเรื้อรัง จนยากจะรักษาหาย ถึงขั้นต้องตัดอวัยวะร้าย เพื่อรักษาชีวิต

แม้หลายฝ่ายจะไม่เชื่อว่า “ประชาธิปัตย์” จะกล้าตัดใจทิ้ง “ภูมิใจไทย” ด้วยวันที่ต้องพึ่งพาเสียงในการประคองรัฐบาลให้ไปตลอดรอดฝั่ง แต่ “อภิสิทธิ์” ก็ยังออกมาประกาศชัดเจนว่าพร้อมตัดภูมิใจไทยทิ้งหากยังมีปัญหา

“เป็นเรื่องของผม ผมไม่นิยมทำงานโดยที่ไม่สมัครใจที่จะอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้นก็ชัดเจน”

ตอกย้ำแนวคิด “อภิสิทธิ์” ที่ตอนนั้นถึงขั้นมีแนวคิดพร้อมเดินหน้าตั้ง “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” แบบไม่หวังพึ่งพาเสียงจากภูมิใจไทย

ถึงขั้นถอดใจ ยอมเข้าสู่สนามเลือกตั้งใหม่อีกรอบแบบไม่สนกระแสว่าผลจะออกมา “แพ้” หรือ “ชนะ” กลายเป็นที่มาของการประกาศพร้อมเลือกตั้งปีหน้า

งานนี้ได้มือ “ผู้จัดการรัฐบาล” อย่างสุเทพ เทือกสุบรรณ เคลียร์ใจกับภูมิใจไทยอยู่หลายรอบกว่าจะกัดฟันทนเป็นรัฐบาลร่วมกันอีกหลายรอบ โดยมีสัญญาใจเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกรอบ พุ่งเป้าไปที่ย้อนกลับไปใช้เขตเดียวเบอร์เดียว

ยิ่งในวันที่ “สุเทพ” กลับมาเที่ยวนี้หลังชนะเลือกตั้งซ่อมสุราษฎร์ธานี หวัง “ปะผุ” ครม. พร้อมเดินเกมยาวตั้งเป้าอยู่อย่างน้อยเดือน ก.ย.ปีหน้า งานนี้จึงต้องซื้อใจพรรคร่วมรัฐบาลกันอีกรอบ

“เขตเดียวเบอร์เดียว” จึงกลายเป็นไพ่ใบสุดท้ายที่ดึงภูมิใจไทยให้อยู่ประคองรัฐบาลประชาธิปัตย์ต่อไป ส่วนจะอยู่ได้นานแค่ไหน คงต้องติดตามกันต่อไป