คลิปลับวิ่งล้มยุบพรรคประชาธิปัตย์สะเทือน

วันที่ 22 ต.ค. 2553 เวลา 08:20 น.
อาฟเตอร์ช็อกจาก “คลิปฉาว” ยังคงก่อตัวเป็นแรงสั่นสะเทือนถาโถมมายังพรรคประชาธิปัตย์ แบบไม่หยุดหย่อน

โดย...ทีมข่าวการเมือง

อาฟเตอร์ช็อกจาก “คลิปฉาว” ยังคงก่อตัวเป็นแรงสั่นสะเทือนถาโถมมายังพรรคประชาธิปัตย์ แบบไม่หยุดหย่อน หลังจากที่ “คะแนนนิยม” ลดลงอย่างฮวบฮาบในช่วงเวลาไม่กี่วันที่คลิปแพร่ระบาด

ผลโพลล่าสุด ระบุว่า “พลังเงียบ” ที่ถือเป็นกลุ่มใหญ่ในสังคมได้ลดระดับความนิยมที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ เป็น “นิยมน้อย” จนถึง “ไม่นิยม”

งานนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประชาธิปัตย์กับการประคองตัวพารัฐบาลฝ่าคลื่นลมในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ เมื่อกระแสสังคมที่เคยยืนเคียงข้างมาตลอดในทุกวิกฤตเริ่มตีตัวออกห่าง

ในส่วนของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ได้ออกมาตรการเร่งด่วนกู้วิกฤตศรัทธาด้วยการตัดตอนปัญหาและความเกี่ยวข้องว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของ พสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยการปลดฟ้าผ่าพร้อมตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวน  

ไม่ต่างจาก “ประชาธิปัตย์” ที่นอกจากจะเรียงแถวออกมาตอบโต้หักล้างเนื้อหาใน “คลิป” ด้วยวาทกรรม “จัดฉาก” หรือ “ขุดหลุมล่อ” หรือ “ติดกับ” ประชาธิปัตย์ ยังโยนเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องส่วนตัวของ วิรัช ร่มเย็น ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค

ก่อนงัดมุขเดิมมาใช้ด้วยการตั้งกรรมการสอบ ที่มี เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ สส.สัดส่วน ขึ้นมาเป็นประธาน และ “ผลสอบ” ที่ออกมาก็สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าถ้าไม่ “ฟอกตัว” ก็คงตัดตอนความผิดไม่ให้ถึงซัดทอดมาถึงพรรค

แม้กระบวนการขณะนี้ประชาธิปัตย์พยายามตัดตอนว่าเนื้อหาในคลิปที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำส่วนตัวของ “วิรัช” แต่ด้วยสถานะของ “วิรัช” ที่เป็นหนึ่งในทีมงานด้านกฎหมายต่อสู้ในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เป็น สส. มา 7 สมัย ใกล้ชิดกับนายหัวชวน หลีกภัย หัวหน้าทีมต่อสู้คดียุบพรรค

ยิ่งปฏิเสธได้ยากว่าการกระทำที่ปรากฏในคลิปไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์

การอ้างว่าเป็นความพยายาม “ล่อซื้อ” จนหลงติดกับดัก ย่อมไม่อาจทำให้ความผิดที่เกิดขึ้นแล้วลดลง โดยเฉพาะจากกระแสสังคม

หนำซ้ำการออกมายอมรับของ “วิรัช” ว่ามีการพบปะพูดคุยกับ “พสิษฐ” หลายครั้งหลายหน ยิ่งตอกย้ำประเด็น “ล็อบบี้” ดึงกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาเป็นพยานในคดียุบพรรค ตามที่ถูกกล่าวหาให้มีน้ำหนักมากขึ้น แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าเป็นการพูดคุยกันธรรมดาไม่เกี่ยวกับเรื่องคดี

แถมยังเข้าทาง “พรรคเพื่อไทย” ที่นำประเด็นเรื่องคลิปมาขยายแผลต่อเนื่อง สนับสนุนเรื่อง สองมาตรฐานที่เคยจุดประเด็นไปก่อนหน้านี้ จนถึงกระบวนการวิ่งเต้นในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเคยเป็นประเด็น เมื่อปรากฏภาพถ่าย ทศพล เพ็งส้ม อดีตคณะทำงานต่อสู้ยุบพรรคไปรับเอกสารจากเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ นอกเวลาราชการ

สุดท้าย “ทศพล” ต้องหลุดจากคณะทำงานเพื่อป้องกันข้อครหาและผลเสียภายหลัง แม้เจ้าตัวจะยืนยันถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่าเป็นเพียงการรับเอกสารในคดี สส. ถือหุ้นต้องห้ามไม่เกี่ยวข้องกับคดียุบพรรค
ก่อนจะนำมาสู่วาทะ “สู้ด้วยฝีมือ ไม่ใช้ฝีตีน” จากชวน หลีกภัย หัวหน้าทีมต่อสู้คดียุบพรรค

“อยากขอร้องทุกคนว่าไม่ควรพูดว่าต่อสู้คดีนี้ได้สบายมาก เพราะเมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้กัน โดยต้องสู้ตามความจริงทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และต้องสู้ด้วยฝีมือไม่ใช่ฝีตีน เพราะพวกเราไม่ใช่นักวิ่งเต้น แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ใครไปคุกคามศาล”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “วิรัช” ครั้งนี้จึงไปทำลายน้ำหนักคำพูด “สู้ด้วยฝีมือ ไม่ใช้ฝีตีน” แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดีไม่ดีด้วยสถานะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ของ “วิรัช” ยังอาจจะเป็นชนวนถูกนำเอาคลิปนี้มายื่นร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง

ไม่แปลกที่ประชาธิปัตย์จะดิ้นแก้เกมด้วยการดิสเครดิตคลิป ว่ามีทั้งการตัดตอนและข้อพิรุธ พร้อมจี้ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เข้าไปดำเนินการเอาผิดการจัดทำเผยแพร่คลิป แม้ ทาง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. จะยืนยันว่าต้องมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษเสียก่อน

อีกด้านหนึ่งยังให้ “วิรัช” ในฐานะผู้เสียหายจากคลิปนี้ไปฟ้องร้องดำเนินการเอาผิดในส่วนของทางพรรคประชาธิปัตย์ ทีมกฎหมายอยู่ระหว่างการเตรียมเรื่องฟ้องร้องต่อพรรคเพื่อไทย ที่นำคลิปดังกล่าวเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์พรรคที่อาจเข้าข่าย ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ในภาวะที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ แม่บ้านประชาธิปัตย์และผู้จัดการรัฐบาล ต้องทิ้งเก้าอี้รองนายกฯ ไปสมัครเลือกตั้งซ่อมที่สุราษฎร์ ทำให้สถานการณ์ยิ่งสั่นคลอนมากขึ้น ทั้งในพรรคประชาธิปัตย์และระหว่างพรรคร่วมด้วยกันเอง

นำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับประชาธิปัตย์ระลอกใหม่ ถึงขั้นนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาประกาศพร้อมตัด “ภูมิใจไทย” ออกจากพรรคร่วมรัฐบาล หากอึดอัดใจที่อยู่ร่วมกัน พร้อมขู่ว่าถ้าจะอยู่ร่วมกันก็ต้องยอมรับกติกา

ทำให้ เนวิน ชิดชอบ ต้องออกมาปรามลูกพรรคใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว สงบปากสงบคำตีกรอบไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้

ยังดีที่คลิปดังกล่าวถูกกลบด้วยเหตุการณ์น้ำท่วม ที่คนทั้งชาติช่วยกันส่งความช่วยเหลือไปให้ผู้ได้รับความเดือดร้อน ประเด็นเรื่องคลิปจึงไม่เปรี้ยงปร้างเพียงพอจะทำให้รัฐบาลต้องสะดุดตกเก้าอี้ เป็นเพียงแค่ปัจจัยรุมเร้าซ้ำเติมรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่า “อาฟเตอร์ช็อก” จากคลิปลับนี้ จะส่งผลกระทบรุมเร้าสร้างปัญหาอีนุงตุงนังคอยหลอกหลอนประชาธิปัตย์ไปอีกนาน