3 ประสาน 3 ขุนพล แยกกันเดิน แต่ร่วมอุ้ม"บิ๊กตู่"

  • วันที่ 31 ก.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

3 ประสาน 3 ขุนพล แยกกันเดิน แต่ร่วมอุ้ม"บิ๊กตู่"

การเมืองไทยกำลังเดินหน้าไปอย่างมีนัยสำคัญ หลังหลายปัจจัยนำไปสู่การเลือกตั้งเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัด

****************************

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยเวลานี้กำลังเดินหน้าไปอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังหลายปัจจัยที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัด

ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ที่อยู่ในระหว่างกระบวนการในการทำให้มีผลบังคับใช้ หรือจะเป็นกรณีการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะลงมติเลือกได้มาแล้ว 5 คน จากทั้งหมด 7 คน

เช่นเดียวกับท่าทีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลที่จะไม่ค่อยมีการส่งสัญญาณในทำนองว่าขู่จะเลื่อนเลือกตั้งอีก แต่กลับแสดงออกชัดเจนว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งจริงๆ ถึงจะพบว่าการเหน็บแนมฝ่ายการเมืองบ้างก็ตาม

เมื่อสัญญาณของการเลือกตั้งชัดเจนขนาดนี้ จึงมีผลให้การเมืองเกิดความเคลื่อนไหวตามมามากมาย โดยเฉพาะกระบวนการสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วมีกลุ่มการเมือง 3 กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังของการยกมือชู พล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนี้

กลุ่มที่ 1 “กลุ่มสามมิตร” เป็นกลุ่มปรากฏตัวและความเคลื่อนไหวให้เป็นระยะ นำโดย “สมศักดิ์ เทพสุทิน”อดีตแกนนำพรรคมัชฌิมาธิปไตย และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ทั้งสองคนนี้เคยเป็นกำลังสำคัญของพรรคไทยรักไทย ที่ทำให้พรรคและ “ทักษิณ ชินวัตร”สามารถอยู่ในตำแหน่งนายกฯ ได้เป็นเวลา 4 ปีเต็มจนครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร

การเคยทำงานกับทักษิณมาก่อน ย่อมรู้ไส้รู้พุงพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างดี และอ่านใจของนักเลือกตั้งได้อย่างง่ายดาย จึงไม่แปลกที่ระยะหลังจะมีข่าวเป็นระยะว่าอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทย กำลังทยอยออกจากพรรค มาเข้ากับกลุ่มสามมิตร

โมเดลนี้เหมือนกับเมื่อครั้งสมศักดิ์ได้สร้างวังน้ำยมภายในพรรคไทยรักไทย ด้วยการเข้ามาดูแล สส.ภายในพรรคจำนวนมาก จนวังน้ำยมกลายเป็นก๊วนหนึ่งที่มี สส.มากที่สุด ซึ่งสามารถสร้างอำนาจต่อรองกับตระกูลชินวัตรที่คุมพรรคไทยรักไทยเวลานั้น

“ก็อย่างน้อยๆ ถ้ามีคนมาทะเลาะกันที่เห็นอยู่อย่างการเลือกตั้งที่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ มีคนใส่เสื้อหลากสี พวกเราก็ไม่มีความสุขกันหมด แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันจบไป” สัญญาณจากสมศักดิ์ ภายหลังถูกผู้สื่อข่าวถามถึง พล.อ.ประยุทธ์

กลุ่มที่ 2 “กลุ่มบ้านริมน้ำ” นำโดย “สุชาติ ตันเจริญ” นับเป็นกลุ่มการเมืองที่เคยอยู่กับพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่สมัยเป็นพรรคไทยรักไทย คุม สส.อีสานและภาคตะวันออกบางส่วน แต่ก็ได้ลดบทบาทของตัวเองไปแล้วก่อนหน้านี้ ภายหลังเกิด เหตุการณ์ยุบพรรครักไทย จนต้องมาอาศัยอยู่กับพรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคภูมิใจไทย

ฐานกำลังของกลุ่มนี้น่าจับตามอง เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าสุชาติเป็นนักการเมืองมากบารมีคนหนึ่ง ถึงขั้นเคยเป็นรัฐมนตรีและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว แม้กลุ่มบ้านริมน้ำจะไม่ใหญ่เท่ากับกลุ่มของสมศักดิ์ แต่ก็พลังมากพอที่จะดูดอดีต สส.ได้เช่นกัน

กลุ่มบ้านริมน้ำไม่เพียงแต่เดินเกมดูดอดีต สส.เท่านั้น แต่ยังมุ่งไปที่การสร้างฐานทางการเมืองท้องถิ่นด้วย เพื่อเป็นกำลังหลักให้กับกลุ่มต่อไปในระยะยาว เนื่องจากการเลือกตั้งท้องถิ่นในทุกระดับกำลังจะเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับการเลือกตั้ง สส. การสร้างฐานการเมืองเพื่อคุมอำนาจให้เบ็ดเสร็จ จึงมีความจำเป็น

กลุ่มที่ 3 “กลุ่มเพื่อนสมคิด” คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์

การเดินหมากการเมืองกลุ่มนี้อาจจะแตกต่างกับสองกลุ่มข้างต้น ที่สองกลุ่มแรกจะเน้นการทาบทามอดีต สส. แต่กลุ่มเพื่อนสมคิดจะเน้นเชื่อมกับกลุ่มเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าสมคิดมีพลังด้านคอนเนกชั่นและสายสัมพันธ์ต่อกลุ่มทุนดีขนาดไหน มิเช่นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ดึงมาเป็นแม่ทัพด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของทั้ง 3 กลุ่ม ด้านหนึ่งดูเหมือนจะแยกกันเดินหมากทางการเมือง แต่ลึกๆ แล้วต่างมีเป้าประสงค์เดียวกัน คือ สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง พร้อมกับสร้างขั้วอำนาจการเมืองใหม่เพื่อมาถ่วงดุลพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นขั้วอำนาจการเมืองที่ทรงอิทธิพลมาหลายทศวรรษ

ต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนั้นสำคัญกว่าครั้งไหนๆ เพราะเป็นการเดิมพันของทุกฝ่าย

หาก คสช.สามารถกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกครั้ง ผ่านการสนับสนุนของนักเลือกตั้งขาใหญ่ได้สำเร็จ การเมืองจะเกิดการเปลี่ยนขั้วอย่างแน่นอน ผลกระทบด้านลบย่อมจะมาถึงสองพรรคการเมืองใหญ่

แต่ในทางกลับกันถ้าพรรคเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง คสช.หรือแม้แต่กองทัพก็คงไม่สามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองไปอีกนานเช่นกัน เพราะการกลับมาของทั้งสองพรรคดังกล่าว ย่อมเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องการให้ทหารออกไปจากการเมือง

เมื่อการเดิมพันครั้งนี้มีราคาสูง การงัดกลยุทธ์และลีลาทางการเมืองนั้นจำเป็นต้องใช้อย่างเต็มที่ และนั่นอาจทำให้การเลือกตั้งในอนาคตจะต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อีกครั้งว่าเป็นการสู้กันระหว่างทหารและนักการเมือง

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Yengo Premium

ข่าวอื่นๆ