จับตาเปิดระบบพิเศษ ดึงทหารร่วมวง กกต.
อย่าได้แปลกใจหากการเลือก กกต.ให้ครบ 7 คนกลายเป็นเรื่องยาก เพราะต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งครั้งหน้ามีความสำคัญต่อ คสช.เป็นอย่างมากนั่นเอง
อย่าได้แปลกใจหากการเลือก กกต.ให้ครบ 7 คนกลายเป็นเรื่องยาก เพราะต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งครั้งหน้ามีความสำคัญต่อ คสช.เป็นอย่างมากนั่นเอง
*******************************
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังจะเป็นองค์กรอิสระองค์กรแรกที่จะเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นทางการ ภายหลังวันที่ 31 ก.ค. จะมีการเลือกประธาน กกต.คนใหม่
เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้มี กกต.จำนวน 7 คน เพื่อทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง โดยการสรรหาและการเลือก กกต.ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ผ่านมาต้องออกแรงถึง 2 ครั้ง กว่าจะได้เห็นโฉมหน้า กกต.ชุดใหม่
แต่ถึงกระนั้น การเลือก กกต.ครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้เพียง 5 คนเท่านั้น ได้แก่ 1.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ นักวิชาการสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2.อิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย 3.ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) 4.ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และ 5.ปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา
สำหรับตัวเต็งประธาน กกต.ขณะนี้มีด้วยกัน 2 คน “ธวัชชัย-ฉัตรไชย”
เดิมทีแนวปฏิบัติที่ผ่านมา กกต.จะมอบให้ผู้ที่มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นประธาน กกต. เพื่อให้ กกต.มีภาพของความเป็นกลาง แต่มาเที่ยวนี้กลับมีผู้ผ่านการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหามาลงชิงตำแหน่งด้วย จึงต้องยอมรับว่าธวัชชัยนั้นมีประวัติไม่ธรรมดา เพราะอย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าการเข้ามาเป็นสมาชิก สปท.ได้ จะต้องมี
แบ็กอัพและจุดเชื่อมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดีขนาดไหน
อย่างไรก็ตาม การเลือกประธาน กกต.กลับมามีประเด็นข้อกฎหมายว่าควรรอให้ได้ กกต.ครบ 7 คนก่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นความเห็นที่ออกมาจาก “เจษฎ์ โทณะวณิก” ที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
“การจะเลือกประธานในครั้งแรกต้องได้ กกต.ครบทั้ง 7 คนก่อน เพราะประธานจะทำหน้าที่จนครบวาระ หากเลือกไปก่อน กกต.ที่เข้ามาใหม่จะไม่มีโอกาสได้เลือก ทั้งที่การทำงานของประธาน กกต.จะผูกพัน กกต.ทั้งหมดด้วย
ดังนั้น ผู้ที่จะนำรายชื่อ กกต. รวมถึงประธานขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องระวังและพิจารณาอย่างรอบคอบ หากดำเนินการผิดกฎหมายจะส่งผลกระทบที่แก้ไขยาก” ความคิดเห็นของ เจษฎ์
ทว่า ฝั่ง สนช.กลับมองว่าการเดินหน้าเลือกประธาน กกต.ยังสามารถทำได้ เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 ระบุให้ผู้ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.เพียง 5 คน ก็สามารถประชุมร่วมกันเพื่อเลือกประธาน กกต.ได้
ในประเด็นนี้คงต้องรอดูว่าที่สุดแล้ว “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.จะตัดสินใจอย่างไร ระหว่างให้เดินหน้าเลือกประธาน กกต.ไปเลย หรือชะลอการเลือกเอาไว้ก่อน
ทั้งนี้ ไม่ว่าประธาน สนช.จะเลื่อนการเลือกประธานออกไปหรือไม่ แต่ในอนาคตจำเป็นต้องมีการสรรหากรรมการ กกต.เพิ่มเติมอีก 2 คน เพื่อให้ครบ 7 คนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
เวลานี้กำลังเป็นที่จับตามองว่า กกต.ที่เหลือ 2 คนนั้นจะมาตามกระบวนการด้วยวิธีการแบบไหน ระหว่าง “สมัครตามระบบปกติ” กับ “การทาบทาม”
ในประเด็นของการทาบทาม เริ่มพูดกันออกมาเป็นระยะแล้ว ภายหลัง สนช.ไม่สามารถเลือก กกต.ได้ครบ 7 คน แม้จะมีการสรรหามาแล้วถึง 2 ครั้ง
โดยที่ผ่านมา พรเพชรพยายามสงวนท่าทีด้วยการยังไม่บอกว่าคณะกรรมการสรรหาที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน จะใช้วิธีการสรรหาแบบพิเศษหรือไม่ ถ้ามองกันตามเนื้อผ้าแล้วโอกาสที่คณะกรรมการสรรหาจะใช้ระบบพิเศษก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน ด้วยเหตุผล 2 ประการ
1.ไม่ต้องการให้การเลือก กกต.ล่มเป็นครั้งที่ 3 แม้การลงมติเลือก กกต.ครั้งล่าสุดจะไม่ล้มลงเหมือนกับการเลือก กกต.ครั้งแรก แต่การเลือกครั้งล่าสุดของ สนช.ก็มีผู้ผ่านการสรรหาเพียง 5 คนเท่านัน ทั้งๆ ที่ควรจะต้องได้ครบทั้ง 7 คน
สถานการณ์เช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า สนช.กำลังสื่อมายังคณะกรรมการสรรหาว่าไม่ควรใช้วิธีการสรรหาตามระบบปกติเท่านั้น แต่ควรใช้วิธีพิเศษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.เปิดโอกาส เพื่อให้ได้คนที่มีความหลากหลายนอกเหนือไปจากการสมัครตามระบบปกติ
2.การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเทียบตำแหน่งของข้าราชการทหารกับข้าราชการพลเรือน เป็นร่างกฎหมายที่สมาชิก สนช.เป็นผู้เสนอและอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาศึกษาก่อนเสนอร่างกฎหมาย
โดยมีหลักการและเหตุผล คือ การให้นายทหารที่รับราชการหรือเคยรับราชการระดับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม ชั้นยศพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี เทียบเท่าข้าราชการพลเรือนที่รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งอธิบดี
การกำหนดหลักการไว้เช่นนี้ จะมีผลให้อดีตนายทหารระดับนายพลจำนวนไม่น้อยมีโอกาสเข้ามาเป็นองค์กรอิสระมากขึ้น โดยเฉพาะ กกต.ที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือส่วนราชการที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
ดังนั้น หากร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ในช่วงเวลา 90 วันระหว่างการรับสมัคร กกต. ก็อาจจะได้เห็นนายทหารจำนวนไม่น้อยตบเท้าเข้ามายื่นใบสมัครเป็น กกต.แน่นสภาแน่นอน
ที่สุดแล้ว อย่าได้แปลกใจว่าทำไมการเลือก กกต.ให้ครบ 7 คนถึงยากเย็น เพราะต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งครั้งหน้ามีความสำคัญต่อ คสช.เป็นอย่างมากนั่นเอง


