"พรรคSME"ฮึดสู้พลังดูด ยึดที่มั่นเดิม-ไม่เน้นใหญ่

  • วันที่ 12 ก.ค. 2561 เวลา 09:13 น.

"พรรคSME"ฮึดสู้พลังดูด ยึดที่มั่นเดิม-ไม่เน้นใหญ่

เมื่อเสียงระฆังปลดล็อกการเมืองดังขึ้นเมื่อไหร่ สงครามซื้อขาย สส.จะอุบัติอย่างเป็นทางการในเวลานั้น

********************************

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทันทีที่ภารกิจพาหมูป่าทั้ง 13 คน กลับบ้านได้สำเร็จ ทำให้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ซึ่งจะเห็นได้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงตกเป็นเป้าเหมือนทุกครั้ง

ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตก ภายหลังถูกโจมตีจากกรณีให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์เรือล่มที่ จ.ภูเก็ต ถึงขั้นที่ พล.อ.ประวิตร ต้องออกมาขออภัยเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรในการดูดอดีต สส.เข้ามาอยู่ในกลุ่ม เพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ อีกครั้ง ก็ทำให้ คสช.ถูกโจมตีเช่นกัน ภายหลังมีการวิจารณ์กันว่า คสช.เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

สถานการณ์ของการดูดอดีต สส. แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยตกเป็นเป้าหมายหลักของฝ่ายตรงข้าม แต่อีกด้านหนึ่งบรรดาที่เคยมี สส.อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลักสิบก็ตกที่นั่งลำบาก จนต้องหาทางแก้เกมพลังดูดไม่ต่างกัน

“พรรคภูมิใจไทย” แม้ใครๆ จะมองว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค จะมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำ คสช. แต่ต้องไม่ลืมว่าเวลานี้ คสช.มีกลุ่มการเมืองที่เป็นพันธมิตรรายใหม่แล้ว ประกอบกับยังคลางแคลงใจในความสัมพันธ์ที่อนุทินมีต่อ “ทักษิณ ชินวัตร” อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ คสช.จึงไม่ค่อยทอดไมตรีมายังพรรคการเมืองนี้มากนัก

มองไปยังพรรคภูมิใจไทย มีฐาน สส.หลักอยู่ที่พื้นที่ภาคอีสานใต้ ถึงจะไม่ใช่เป็นเบอร์หนึ่งแบบพรรคเพื่อไทย แต่เป็นเบอร์สองที่พอจะสามารถแย่งชิงคะแนนเพื่อให้มาซึ่ง สส.บัญชีรายชื่อได้ภายใต้ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ จึงไม่แปลกที่พรรคภูมิใจไทยก็เป็นอีกพรรคที่จะถูกดูดเช่นกัน

พอสัญญาณชักจะไม่ดี พรรคภูมิใจไทยจึงต้องงัดกลยุทธ์แก้เกมออกมา ดังจะเห็นได้จากเมื่อวันที่ 10 ก.ค. อนุทิน ลงพื้นที่ จ.นครราชสีมาพบกับอดีต สส.ทั้งของพรรคตัวเองและพรรคชาติพัฒนา หรือแม้แต่สมาชิกสภาจังหวัดนครราชสีมาที่มีแววจะเป็นผู้สมัคร สส.ในอนาคต

เกมนี้ พรรคภูมิใจไทยต้องการสร้างพันธมิตรเพิ่มมากขึ้น เพื่อไม่ให้หลงไปกับแรงดูดที่กำลังแผ่อิทธิพลในขณะนี้

“พรรคชาติไทยพัฒนา” เป็นอีกพรรคที่ถูก คสช.แซะเช่นกัน อย่างที่ทราบกันดีว่าหัวใจของพรรคชาติไทยพัฒนาอยู่ที่ “สุพรรณบุรี อ่างทอง อุทัยธานี” แต่เป็นเรื่องยากที่ คสช.จะเจาะ จ.สุพรรณบุรี เพราะเป็นพื้นที่ที่มีการสร้างฐานการเมืองเข้มแข็งกันมาเป็นชั่วอายุคน ทำให้พุ่งเป้าไปที่จังหวัดแวดล้อมสุพรรณบุรีแทน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จ.อุทัยธานี “ชาดา ไทยเศรษฐ์” เป็นอีกแกนนำในพื้นที่คนหนึ่งที่มีฝ่ายความมั่นคงเข้าไปเยี่ยนเยียนหลายครั้ง เหมือนกับกลุ่มสะสมทรัพย์ ซึ่งครองอิทธิพลใน จ.นครปฐม ส่งผลให้เกิดกระแสมาตลอดว่าขาใหญ่ของอุทัยธานีรายนี้จะเอาใจออกห่างพรรคชาติไทยพัฒนา

มาถึงจุดนี้ พรรคชาติไทยพัฒนา กำลังเดินหน้าสู่การปฏิรูปพรรคครั้งใหญ่นับตั้งแต่สิ้นยุคของ “บรรหาร ศิลปอาชา” โดยพยายามใช้กลยุทธ์ความเป็นรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นจุดขาย พยายามละทิ้งภาพ “ปลาไหลใส่สเกต” ออกไปให้มากที่สุด เพื่อหวังดึงคะแนนของคนรุ่นใหม่ให้มาสนับสนุนพรรคมากขึ้น

ที่สำคัญ ไม่เน้นทำพรรคการเมืองหลักร้อยเหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่จะพยายามรักษาฐานเดิม คือ ภาคกลาง ให้เข้มแข็งมากที่สุดเป็นหลัก และหวังตัวเลข สส.อยู่ที่ประมาณ 20-25 ที่นั่งเท่านั้น เพราะถ้ามากไปกว่านี้จะเป็นเรื่องไกลเกินตัว

“พรรคชาติพัฒนา” นับเป็นพรรคการเมืองที่มีความเคลื่อนไหวน้อยพอสมควร และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะทำพรรคการเมืองไปในทิศทางใด แต่ประเด็นที่พอจะเห็นได้คงจะเป็นการแสดงท่าทีที่เป็นมิตรกับ คสช.มาโดยตลอด

กำลังหลักสำคัญของพรรคอยู่ที่ จ.นครราชสีมา แต่ภายใต้ระบบการเลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ส่งผลให้จำนวน สส.เขตลดลง นั่นหมายถึงจำนวนเขตเลือกตั้งที่เคยมีอยู่เดิมในนครราชสีมาต้องหดหายลงตามไปด้วย

จำนวนเขตที่ลดลงแต่ผู้สมัคร สส.เท่าเดิม เท่ากับว่าการแข่งขันภายในพรรคย่อมมีมากขึ้น บรรดาผู้สมัครจำนวนไม่น้อยจึงพยายามหาลู่ทางให้ตัวเองมีที่ลงในทางการเมือง ประกอบกับผู้นำพรรคยังไม่อาจให้ความชัดเจนแก่ลูกพรรคได้ จึงไม่แปลกที่จะอ่อนไหวไปกับพลังดูดทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้สุดท้ายพรรคชาติไทยพัฒนาจะไม่มีอดึต สส.เหลือคาไว้ที่พรรค

“พรรคพลังชล” ได้ประกาศตัวชัดเจนแล้วว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยจะยังคงสภาพความเป็นพรรคการเมืองเดิมต่อไป ไม่ไปรวมกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่การเดินหน้าของพรรคพลังชลนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ จ.ชลบุรีอย่างเดียว เพราะต้องการขยายฐานให้ครอบคลุมภาคตะวันออกให้มากที่สุด โดยอาศัยโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นจุดขาย เพื่อให้อดีต สส.ภาคตะวันออกของพรรคอื่นมาเป็นพันธมิตรกับพรรคพลังชล

ทั้งหมดเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะเมื่อเสียงระฆังปลดล็อกการเมืองดังขึ้นเมื่อไหร่ สงครามซื้อขาย สส.จะอุบัติอย่างเป็นทางการเมืองในเวลานั้น

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Nytive

ข่าวอื่นๆ