มาร์คพลิกเกม กระโดดขี่คอ 'ภูมิใจไทย'

  • วันที่ 19 ต.ค. 2553 เวลา 06:04 น.

“ไม่ทราบว่ากระแสข่าวพรรคภูมิใจไทยไม่พอใจในการร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์มาจากไหน แต่หากอึดอัดจริงก็ฝากบอกว่าให้แจ้งมาอย่างเป็นทางการจะได้ปรับออกให้ ผมแปลกใจที่มีแต่แหล่งข่าวว่าอึดอัดใจ แต่ไม่ยอมบอก ก็ขอให้มาบอกจะได้ปรับออก ไม่ต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าอยู่ด้วยกันก็ต้องทำตามกติการ่วมกันของรัฐบาล ผมไม่ได้ไปกลั่นแกล้งใคร”

โดย...ทีมข่าวการเมือง

 

“ไม่ทราบว่ากระแสข่าวพรรคภูมิใจไทยไม่พอใจในการร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์มาจากไหน แต่หากอึดอัดจริงก็ฝากบอกว่าให้แจ้งมาอย่างเป็นทางการจะได้ปรับออกให้ ผมแปลกใจที่มีแต่แหล่งข่าวว่าอึดอัดใจ แต่ไม่ยอมบอก ก็ขอให้มาบอกจะได้ปรับออก ไม่ต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าอยู่ด้วยกันก็ต้องทำตามกติการ่วมกันของรัฐบาล ผมไม่ได้ไปกลั่นแกล้งใคร”

เป็นท่าทีล่าสุดจากปากของ “อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ที่มีต่อการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังจากในช่วง 1-2 สัปดาห์เกิดกระแสเกี่ยวกับการปรับ ครม.อย่างมากมายตั้งแต่การไล่รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยพ้นจากรัฐบาล ไปจนถึงการเอาพรรคเพื่อแผ่นดินในกลุ่ม 3 พี มาร่วมรัฐบาลแทน

คำพูดดังกล่าวที่ออกมาของนายกฯ รอบนี้ค่อนข้างเกิดการชี้ชวนให้ตีความมากมาย เพราะน้ำเสียงที่พูดและแววตาที่แสดงออกมาสะท้อนให้เห็นว่า “งานนี้เอาจริง”

จากแอ็กชันครั้งล่าสุดของนายกฯ ที่ออกมาจึงน่าสนใจว่าทำไมถึงดูขึงขังกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาถึงขั้นกล้าเชิญพรรคภูมิใจไทยออกจากรัฐบาลหากไม่พอใจจะอยู่กันต่อไป

เหตุผลประการแรกและน่าจะเป็นประการสำคัญ คือ “การฟื้นฟูภาวะผู้นำ” โดยเรื่องนี้เป็นข้อกังขามานานมาแล้วสำหรับนายกฯ คนนี้โดยเริ่มตั้งแต่การปรับ ครม.เมื่อกลางปีที่ผ่านมาหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะทำไมนายกฯ ถึงไม่ปรับ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” รมว.มหาดไทย และ “โสภณ ซารัมย์” รมว.คมนาคม ซึ่งเป็นสองรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรน้อยที่สุด ตรงกันข้าม ไปเลือกปรับรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อแผ่นดินบางคนออกแทน ฐานปล่อยให้มี สส.ของพรรคจำนวนหนึ่งไปลงคะแนนไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย

ยิ่งต่อมามีความกังขาในเรื่องภาวะผู้นำของนายกฯ อีกมากจากการปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยแสดงอภินิหารออกมาอีกมาก โดยเฉพาะการ บริหารงานในกระทรวงมหาดไทยในส่วนของการโยกย้ายข้าราชการ แบบที่ว่าสร้างความแคลงใจให้กับสังคมเป็นอันมาก โดยมีเพียงคำชี้แจงแค่ว่าเป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทยในการพิจารณานายกฯ เข้าไปแทรกแซงไม่ได้

ภาวะผู้นำที่ถดถอยของนายกฯ จากสารพัดเรื่องเหล่านี้ทำให้ผลสำรวจคะแนนความพึงพอใจนายกฯ จากสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ให้คะแนนเพียง 5.36 จากทั้งหมด 10 คะแนน หรือเรียกแบบง่ายๆ “แค่สอบผ่าน”ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น ทั้งๆ ที่ความนิยมของนายกฯ น่าจะมีมากกว่านี้หลังจากที่สามารถผ่านพ้นเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองมาได้และเศรษฐกิจของไทยภาพรวมก็มีทิศทางที่ดีขึ้น

ด้วยเหตุผลนี้จึงกลายเป็นจังหวะโอกาสและเวลาสำคัญในการแสดงภาวะผู้นำให้สังคมเห็นด้วยการแสดงท่าทีดังกล่าวออกมา

 

ขณะที่การไร้เงา “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผู้จัดการรัฐบาล เพราะต้องเดินสายหาเสียงสู้ศึกเลือกตั้งซ่อม จ.สุราษฎร์ธานี ในวันที่สุเทพไม่อยู่อย่างนี้เป็นโอกาสสำคัญที่นายกฯ จะเข้ามาทำหน้าที่ผู้นำรัฐบาลได้เต็มที่โดยไม่ต้องผ่านสุเทพ เพราะที่ผ่านมาท่าทีของสุเทพหลายต่อหลายครั้งมีแนวโน้มในลักษณะ “อุ้มภูมิใจไทย” พอสมควร โดยอ้างถึงการเป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาล ทำให้นายกฯ เองต้องยอมเก็บการเมืองแบบอุดมคติเข้าลิ้นชักไว้ตลอด

กว่าสุเทพจะกลับเข้าทำงานในทำเนียบรัฐบาลได้อย่างน้อยต้องมีประมาณ 30 วัน จึงเป็นโอกาสอันดีที่นายกฯ จะชิงหาความเปลี่ยนแปลงให้กับรัฐบาล ด้วยการส่งเทียบเชิญอย่างไม่เป็นทางการให้กับกลุ่ม 3 พี พรรคเพื่อแผ่นดินของ พินิจ จารุสมบัติ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี และปรีชา เลาหพงศ์ชนะ

การเจรจากับกลุ่ม 3 พี เพื่อให้กลับมาเข้าร่วมรัฐบาลไม่ใช่เรื่องเหนือเกินความคาดหมาย เพราะสามารถประสานงานกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก สส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน และ สส.ในกลุ่มมาแล้วส่วนหนึ่ง

โดย 3 พี เองก็มั่นใจว่าหากดึง สส.ของพรรคเพื่อแผ่นดินที่กระจัดกระจายตามพรรคอื่นๆ กลับเข้ามาได้ ยกเว้นกลุ่มบ้านริมน้ำของ “สุชาติ ตันเจริญ” ก็น่าจะมี สส.ในมือราว 20-30 คนแสดงให้พรรคประชาธิปัตย์เห็นได้ ซึ่งก็เป็นอะไหล่ที่มีศักยภาพพอหากต้องมีการถีบส่งพรรคภูมิใจไทยออกรัฐบาล

เพียงแต่ว่ายังไม่มั่นใจว่าพรรคเพื่อแผ่นดินจะมี สส.ในมือขนาดนั้น และเกรงปัญหาเสียงปริ่มน้ำในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เลยทำให้ต้องชะลอแผนสยบโอหังภูมิใจไทยเอาไว้ก่อน

ไม่เพียงเท่านี้ การชิงจังหวะของนายกฯ จากคำพูดดังกล่าว ยังเป็นการผลักภาระเรื่องความไม่โปร่งใสในการบริหารราชการกระทรวงในโควตาของพรรคภูมิใจไทยออกไปให้เป็นความรับผิดชอบภูมิใจไทยเอง

ทั้งในเรื่อง “การระบายข้าวในสต๊อกข้าวของรัฐบาล” โดยบริษัท เอ็มทีเซ็นเตอร์เทรดยื่นขอขยายเวลาส่งมอบข้าวจำนวน 1.9 ล้านตัน จากสต๊อกของรัฐบาล จาก 5 เดือนเป็น 18 เดือน ท่ามกลางข้อสงสัยว่ามีนักการเมืองเข้าไปเรียกรับผลประโยชน์หรือไม่ ซึ่ง ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนแล้ว

เท่ากับเป็นการแสดงให้เห็นทางอ้อมแล้วว่า กรณีดังกล่าวมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นถึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสืบหาข้อเท็จจริง

เช่นเดียวกับ “ตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย” เพราะล่าสุด มงคล สุรัจสัจจะ ว่าที่ปลัด มท. ได้ถอดใจไม่ขอรับตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อยเพราะทนกับกระแสกดดันไม่ไหว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความอาวุโสสำหรับตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย รวมไปถึงการตั้งคณะกรรมการสอบสวนโครงการเช่าคอมพิวเตอร์จำนวนเงิน 3,490 ล้านบาท ของกรมการปกครอง

การเดินเกมของนายกฯ ครั้งนี้ด้วยวิธีการใช้สังคมเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก เป็นผลให้พรรคภูมิใจไทยต้องสงบปากสงบคำมากขึ้น ถึงขั้นที่ “เนวิน ชิดชอบ” ต้องสั่งงดการประชุมพรรคภูมิใจไทยเพราะกลัวว่าจะมีลูกพรรคคนไหนหลุดปากไปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแบบนอตหลุดออกมา ซึ่งยิ่งจะทำให้ภาพของภูมิใจไทยติดลบเข้าไปอีก จึงเลือกวิธีใช้ความนิ่งสงบความเคลื่อนไหวด้วยความเชื่อที่ว่านานไปสังคมไทยคงลืม

ที่สำคัญหากผยองเกินไปเกรงว่านายกฯ เองก็อาจจะเลือกวิธีการแก้ปัญหาด้วยการยุบสภาและไปตายเอาดาบหน้าพร้อมกัน ก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าพรรคภูมิใจไทยทางอ้อมเพราะยังไม่พร้อมที่จะไปสู้กับกระแสทักษิณในภาคอีสาน จึงต้องเจียมเนื้อเจียมตัวไปก่อนในเวลานี้

ดังนั้น ความได้เปรียบของนายกฯ ในตอนนี้ยิ่งทำให้พรรคภูมิใจไทยลดการสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองและลดความโอหังลงไปพอสมควร และพรรคภูมิใจไทยต้องสงบปากสงบคำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ต่างอะไรกับการพลิกเกมจากที่เคยถูกขี่คอกลายเป็นคนขึ้นขี่คอแทนแบบเหนือเมฆ

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ