ศอฉ.ยุค บิ๊กป้อม สูตรเข้มสกัดบึ้ม

  • วันที่ 04 ต.ค. 2553 เวลา 07:05 น.

แม้รัฐบาลจะผลักดันให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม คนสายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แทนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ที่ต้องลาโรงไปลุ้นลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม สส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 แทนนายชุมพล กาญจนะ ที่ถูกศาลสั่งเว้นวรรค 5 ปี ทว่าคงยังสกัดเหตุระเบิดรายวันไม่ได้ง่ายนัก เพราะนาทีนี้องคาพยพด้านความมั่นคงที่เพิ่งเริ่มเขย่ายังไม่เข้าที่เข้าทางเท่าไรนัก

โดย...ทีมข่าวการเมือง

 

แต่หากเมื่อใดที่ส่วนผสมลงตัว น่าเชื่อว่าสายสัมพันธ์อันเข้มแข็งระหว่าง พล.อ.ประวิตร ในฐานะพี่เบิ้มของกลุ่ม “บูรพาพยัคฆ์” ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่สืบทอดอำนาจต่อจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา น่าจะดึงศักยภาพอันสูงส่งของกองทัพ ที่มีเครือข่ายนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12(ตท.12) เป็นตัวขับเคลื่อนออกมาใช้สยบเหตุวินาศกรรมลอบวางระเบิดตามสถานที่ต่างๆ ได้อย่างชะงักสามเหลี่ยมอำนาจของ ศอฉ. นาทีนี้ จึงต้องจับตา 3 ขุมพลังอันดุดัน ประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร หัวเรือใหญ่ ศอฉ. ผนวกกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีความเฉียบขาดและดุดันในการปราบม็อบคนเสื้อแดงช่วงที่ผ่านมา เมื่อรวมกับเครือข่าย ตท.12 ที่กระจายกันคุมหน่วยกำลังสำคัญของกองทัพไว้แล้ว ยิ่งเมื่อได้สายสัมพันธ์ไปเชื่อมโยงกับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่มีความสนิทสนมกับ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการส่วนตัว และยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 ด้วยกันแล้ว

วิเคราะห์ได้ทันทีว่า ความเป็นเอกภาพทีมความมั่นคงของ ศอฉ. คือ หอกด้ามใหม่ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ใช้สยบ “พวกป่วนเมือง” และเรียกความเชื่อมั่นจากชาว กทม. กลับคืนมาได้อีกครั้ง

ต่อจากนี้ไปบทบาทของกองทัพและตำรวจจะมีมากขึ้นทั้งในเวทีการเมือง รวมไปถึงการต่อรองกับรัฐบาลและพรรคร่วมในหลายเรื่อง

ปัจจัยประการหนึ่งคือ การยืด พ.ร.ก.บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปได้อีกสักระยะจนกว่าจะมีการล้างไพ่เลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ที่ยังมีการต่อ “คอนเนกชัน” จับขั้วผสมพันธุ์กันวุ่นอีกหน ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า โอกาสการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในห้วงเดือนต.ค.นี้ จะถูกล้อมกรอบไว้จนแทบขยับทำอะไรไม่ได้เลย คงทำได้แค่เลี้ยงกระแสให้เห็นว่าคนเสื้อแดงยังมีลมหายใจอยู่เท่านั้นเอง

ปฏิบัติการล่าสุดที่ ศอฉ. และทีมความมั่นคงขยับแล้วคือ การบุกจับกุมกองกำลังนักรบแดงรวม 11 คน ได้ที่บ้านภูฟ้ารีสอร์ท ในพื้นที่บ้านสหกรณ์ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งก็ได้ข้อมูลลึกจากปากนายกิตติชัย จันทร์สวัสดี ชาวปราจีนบุรี หนึ่งในนักรบแดงที่รับสารภาพว่า มีนักรบแดงที่ผ่านการฝึกใช้อาวุธมาจากชายแดนกัมพูชา เดินทางมาซ่องสุมรวมกันที่ จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา วัตถุประสงค์สำคัญที่น่ากลัวคือ เพื่อรอเวลาในการปฏิบัติการป่วนเมืองและลอบสังหารผู้นำรัฐบาล

ธงนำของนักรบเสื้อแดงที่ว่านี้ ทั้งรัฐบาลและ ศอฉ. ในยุคนายสุเทพ รับรู้และวางแผนสกัดเตรียมจับให้มั่นคั้นให้ตายตลอดมา เพียงแต่ยังไม่สบโอกาสล้วงข้อมูลได้ลึกมากถึงครั้งนี้ นับตั้งแต่การลอบใช้ระเบิดถังแก๊สถล่มสำนักงานพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ไล่มาจนถึงความพยายามวางระเบิดปั่นป่วนห้างสรรพสินค้า คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ พื้นที่ สน.พญาไท ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นเซฟเฮาส์ของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำ ภท.กับทีมงาน ถึง 2 ครั้ง2 ครา เมื่อวันที่ 30 ก.ค. และ วันที่ 26 ส.ค.

รวมทั้งเหตุยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ถล่มบริษัท เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น จ.เชียงใหม่ เพื่อข่มขู่ นายคะแนน สุภา เจ้าของบริษัท ซึ่งเป็นพ่อตานายเนวิน เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา น่าจะเข้าทาง ศอฉ. ในการเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่เร็ววันนี้ ซึ่งอาจจะเปิดฉากบทบู๊ชนิดถึงลูกถึงคนมากขึ้น เพื่อป้องปรามไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้หายใจหายคอ!

มองเกมวันนี้ ศอฉ. คือ หัวหอกอันแหลมคมที่ทำให้ทั้งรัฐบาล และ ภท. สามารถสยบข่าวลอบสังหารผู้นำ มองในที่นี้คือทั้ง นายอภิสิทธิ์ และ นายเนวิน น่าจะอุ่นใจได้แล้วระดับหนึ่ง เมื่อสามารถใช้องครักษ์ที่มีทั้งขุนพลผู้เชี่ยวชาญศึก คือ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. และ พล.ต.อ.วิเชียร ผบ.ตร. ผู้ถือกฎหมายไว้ในมือ สร้างผนังทองแดงกำแพงเหล็กเซฟชีวิตเหนือระดับ แค่ทั้งคู่มองตากันก็รู้ใจว่าต้องการอะไร ขณะเดียวกันยังหันหอกอันนี้ไปทิ่มแทงฝ่ายตรงข้ามไม่ว่าจะทั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่กำลังจะออกมาเคลื่อนไหวโหนกระแสสังคมอีกครั้งได้อย่างลงตัวและชอบธรรม

ประเดิมฉากแรกที่เริ่มแล้วคือ มาตรการป้องกันเหตุระเบิดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการและบริหารเหตุการณ์ร้ายแรง เพื่อป้องกันและดูแลเหตุระเบิดป่วนเมือง โดยมี พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รักษาราชการแทน รอง ผบ.ตร.เพื่อน ตท.12 ร่วมรุ่น พล.ต.อ.วิเชียร ผบ.ตร. และ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้บัญชาการศูนย์ และมีการบูรณาการกับกองทัพเพื่อสกัดกั้นเหตุระเบิดทั่วกรุง

เช่นพื้นที่บริเวณโซนทางเหนือของ กทม. ได้ประสานกองทัพอากาศช่วยดูแล ส่วนพื้นที่ฝั่งธนบุรีได้ความร่วมมือจากหน่วยเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (อีโอดี) กองทัพเรือ เข้ามารักษาเขตร่วมกับตำรวจพื้นที่ด้วยอีกหน่วย

อีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้คือแอ็กชันของนายอภิสิทธิ์ ที่เรียกใช้บริการทีมความมั่นคงในคาถา อันประกอบด้วย นายปณิธาน วัฒนายากรรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาเสริมในทีม ศอฉ.ยุคบิ๊กป้อมด้วยนั้น มองได้ว่าเป็นทั้งแผนบูรณาการและถ่วงดุลอำนาจชั้นดีใน ศอฉ. ภาพที่สัมผัสได้ชัดเจนเป็นการผนึกกำลังทั้งบู๊และบุ๋นเข้าด้วยกัน เท่ากับ ศอฉ. เต็มไปด้วยกองกำลังผสมครบสูตรทั้ง ทหารตำรวจพลเรือน แถมพ่วงนายอภิสิทธิ์เลือกใช้คนในสายของตนเองก็ยังสร้างสมดุลและติดตามความเคลื่อนไหวใน ศอฉ. ได้อย่างเหนือชั้นและแนบเนียน

ดังนั้น มองได้ว่า แพ็กเกจ ศอฉ.ฉบับ พล.อ.ประวิตร ที่มีการบูรณาการครั้งใหญ่รวบรวมเอา “ดาวเด่น” ของทั้งสายบูรพาพยัคฆ์ และ ตท.12 มาร่วมบรรเลงบนเวทีเดียวกัน จะเกิดการสอดประสานกันอย่างลงตัว และร่วมกันสกัดกั้นแผนวินาศกรรมของฝ่ายตรงข้ามได้มีประสิทธิภาพและเฉียบขาดอย่างน่าเกรงขาม

แม้ว่าการข่าวของหน่วยความมั่นคงยังมองว่าในห้วงเดือน ต.ค. เรื่อยไปจนถึงคืนวันข้ามสู่ปี 2554 จะเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยเหตุระเบิด และการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนสารพัดกลุ่มก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หยั่งใจถามคนชื่อ อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ก็น่าเชื่อว่าหากพึ่งบารมี พล.อ.ประวิตร หัวเรือใหญ่ ศอฉ.นาทีนี้จะลดความวิตกเรื่องเสียงตูมตามที่เขย่าเก้าอี้นายกฯ ไปได้ และรอความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกระลอก!

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ