ยื่นศาลรธน.อุ้มผู้ตรวจฯ สนช.สร้างเกราะกำบัง

  • วันที่ 14 ส.ค. 2560 เวลา 09:30 น.

ยื่นศาลรธน.อุ้มผู้ตรวจฯ สนช.สร้างเกราะกำบัง

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เวลานี้มีความเคลื่อนไหวแปลกๆ ที่น่าสนใจเกิดขึ้นมา ภายหลังสมาชิก สนช.จำนวน 34 คน นำโดย “นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์” ยื่นคำร้องต่อ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. เพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน มีบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

ประเด็นที่มีการยื่นมายังประธาน สนช. คือ การกำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบันที่ดำรงตำแหน่งมาก่อนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินฉบับใหม่ประกาศใช้ สามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้จนกว่าจะครบวาระ

บทบัญญัติของร่างกฎหมายผู้ตรวจการแผ่นดินดังกล่าว หมายความว่า ไม่มีการเซตซีโร่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งไม่เหมือนกับกรณีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ สนช.ได้ลงมติให้ กกต.ชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งทันทีที่ร่างกฎหมาย กกต.ประกาศใช้

ต้องยอมรับความเคลื่อนไหวของสมาชิก สนช.ทั้ง 34 คนมีความน่าสงสัยอยู่บางประการ

กล่าวคือ ในประเด็นเกี่ยวกับสถานะของผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบันนั้น เป็นประเด็นที่ที่ประชุมสนช.ได้อภิปรายถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ถึงขั้นมีการสั่งพักประชุมเพื่อปรับปรุงเนื้อหาดังกล่าวกลางที่ประชุม ภายหลังสมาชิก สนช.ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาที่คณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.ได้ทำการแก้ไขให้ผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบันที่มีคุณสมบัติไม่ถึงขั้นที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดต้องพ้นจากตำแหน่ง

แรงกดดันของสมาชิก สนช. ส่งผลให้คณะกรรมาธิการวิสามัญยอมถอยและแก้ไขเนื้อหาในรอบสุดท้ายเพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบันทำหน้าที่ต่อไปได้จนครบวาระ และที่ประชุม สนช.ก็โหวตให้ความเห็นชอบกับเนื้อหาที่มีการแก้ไขในขั้นตอนสุดท้าย

ในเมื่อมีการแก้ไขเนื้อหาจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว แต่ทำไมถึงปรากฏความเคลื่อนไหวของสมาชิก สนช.ดังกล่าวในการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการไม่เซตซีโร่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ สนช.ถูกกดดันให้ยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตีความว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ที่มีการเซตซีโร่ กกต.นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ สนช.ก็เพิกเฉยต่อกรณีของ กกต.

ในกรณีของ กกต.ปฏิเสธไม่ได้ว่า กกต.ชุดปัจจุบันเป็นหนึ่งในองค์กรที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ค่อยปลาบปลื้มมากนัก

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กกต.ชุดนี้ไม่ได้มาในยุคของ คสช.ต่างจากองค์กรอิสระอื่นๆ ที่เข้าสู่ตำแหน่งในยุคของ คสช. ประกอบกับในอนาคตจะต้องจัดการเลือกตั้ง ดังนั้น คสช.ต้องการได้คนที่ไว้ใจได้มาทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง เพื่อสู้กับพวกเสือ สิงห์ กระทิง แรด อย่างพรรคการเมือง จึงไม่แปลกเมื่อมีช่องพอที่จะให้เก้าอี้ว่างลงได้ก็ต้องลงมือทันที แม้จะต้องแลกกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเลือกปฏิบัติของ สนช.

อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ถึงความเคลื่อนไหวของ สนช. 34 คนนี้ ต้องยอมรับว่ามีชั้นเชิงและเบื้องหลังพอสมควร

นับตั้งแต่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ สนช.ตามมาด้วยการเซตซีโร่ กกต.ส่งผลให้ สนช.ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานพอสมควร จนทำให้ สนช.กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกอยู่พักใหญ่

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงอาจมองได้ด้านหนึ่งว่าการยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญของ สนช.ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับ สนช.ในระยะยาว

เป้าหมายของ สนช.ในการเข้าชื่อยื่นคำร้อง คือ ต้องการอาศัยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นกลีบกุหลาบสำหรับโรยเส้นทางในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระที่เหลือและศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต

โดยหากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การกระทำดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ย่อมจะนำมาซึ่งเสียงเฮลั่นสภา อันหมายความว่าการ ที่สนช.เซตซีโร่ กกต. แต่ไม่เซตซีโร่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ได้เป็นการกระทำที่เลือกปฏิบัติตามที่ กกต.กล่าวหา เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาไม่ต่างอะไรกับรองรับการกระทำของ สนช.ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

แนวทางนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือแม้แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก่อนหน้านี้ล้วนอยู่ในข่ายถูกเซตซีโร่ทั้งสิ้น

สนช.ย่อมสามารถใช้บรรทัดฐานของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเพื่อแก้เนื้อหาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้กรรมการองค์กรอิสระที่เหลือและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางที่มีคุณสมบัติไม่ตรงกับกฎหมายฉบับใหม่สามารถทำงานต่อไปได้ ไม่ถูกเซตซีโร่เหมือนกับ กกต.

ขณะที่การทำเช่นนั้น สนช.เองก็ต้องไม่เป็นหมู่บ้านกระสุนตกอีกต่อไป เพราะสามารถใช้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาหักล้างกับฝ่ายที่กล่าวหา สนช.ได้ เรียกได้ว่าวิน-วินกันทุกฝ่าย เพียงแต่ต้องอดใจรอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาเท่านั้น

แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น สนช.ก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์หมู่บ้านกระสุนตกอีกรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต้องตกเป็นผู้ต้องหาว่าเลือกปฏิบัติและสองมาตรฐานอีกครั้ง ซึ่งอาจส่งผลไปถึงสถานะและความชอบธรรมทางการเมืองของ สนช.ด้วย

ด้วยเหตุนี้เองจึงอย่าได้แปลกใจว่า ทำไมบรรดาบิ๊กๆ ใน สนช.ทั้งหลาย ถึงได้ต่างออกมาสนับสนุนการดำเนินการของสมาชิก สนช.ทั้ง 34 คน แม้ว่าการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญจะดูเหมือนเป็นการขัดขาและสร้างความปวดหัวให้แก่กันก็ตาม

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ