สกัด ‘ระเบิด’ คุม ‘ป่วน’ เดิมพันอนาคต คสช.

วันที่ 25 พ.ค. 2560 เวลา 09:57 น.
สกัด ‘ระเบิด’ คุม ‘ป่วน’ เดิมพันอนาคต คสช.
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท้าทายความเชื่อมั่นของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่องกับเหตุระเบิดที่เพิ่มความถี่และความรุนแรงในระยะหลัง

โดยเฉพาะล่าสุดกับเหตุการณ์สะเทือนความรู้สึกประชาชนคนไทยกับระเบิดไปป์บอมบ์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในช่วงวันครบรอบ 3 ปี คสช. ที่อานุภาพความรุนแรงได้ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 25 ราย

นับเป็นเหตุรุนแรงถึงขั้นที่​ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาประณามผู้ก่อการร้าย ระบุว่าเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด เพราะผู้บาดเจ็บเป็นผู้สูงอายุและระเบิดครั้งนี้หวังผลถึงชีวิต เนื่องจากใส่ตะปูเป็นส่วนประกอบของระเบิดจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ออกมาระบุถึงความเชื่อมโยงระหว่างเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ในช่วงนี้ ทั้งระเบิดหน้ากองสลากฯ เก่า ถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ระเบิดหน้าโรงละครแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 พ.ค​. จนมาครั้งล่าสุดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 

ปัญหาอยู่ตรงที่นับจากเหตุระเบิดที่กองสลากฯ เก่าเป็นต้นมา ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่เคยออกมารายงานผลการสืบสวนสอบสวนว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นฝีมือใคร และมีเป้าหมายอะไรในการก่อเหตุ

อีกทั้งไม่ต้องพูดไปไกลถึงเรื่องการติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

สถานการณ์ความอึมครึมที่เกิดขึ้นย่อมมีแต่จะกัดกร่อนความเชื่อมั่นของ คสช. ตลอดจนหน่วยงานด้านความมั่นคง ไล่มาตั้งแต่หน่วยงานด้านการข่าวไปจนถึงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในพื้นที่

ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาล คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ งานด้านการข่าว ตลอดจนการสั่งการต่างๆ ที่เป็นไปเพื่อความมั่นคงย่อมมีความคล่องตัวกว่ารัฐบาลทั่วไปในสถานการณ์ปกติ

จนทำให้เกิดความคาดหวังว่ารัฐบาล คสช.น่าจะรับมือกับเหตุที่เกิดขึ้นได้ดีกว่านี้ แต่สถานการณ์ออกมากลับตรงกันข้าม เพราะนอกจากจะยังไม่อาจจับมือใครดมได้แล้ว ยังไม่อาจสกัดเหตุรุนแรงให้เกิดขึ้นได้​

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลเสียเฉพาะด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังลุกลามบานปลายไปยังเรื่องเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ที่มีแต่จะฉุดให้สถานการณ์ย่ำแย่กว่าที่เป็นอยู่ ​

แม้จะไม่มีการออกมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่สัญญาณจาก พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฝีมือต่างชาติ แต่เป็นฝีมือคนไทยที่ทำลายกันเอง เวลานี้รอเพียงคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ​

“ต้องบอกว่านายกฯ รองนายกฯ ผู้บัญชาการทหารบกใจเย็นมาก เพราะต้องการให้มีการหาหลักฐานที่ชัดเจนมาก่อน แต่ผมมีรายชื่อ 3-4 กลุ่มที่ก่อความรุนแรงนี้อยู่ ซึ่งมีอยู่ทั้งในและนอกประเทศ ถ้านายกฯ สั่งเมื่อไหร่ผมพร้อมดำเนินการเต็มที่ ถ้าเป็นต่างประเทศคงออกมายอมรับแล้วว่าเป็นกลุ่มไหนทำ จึงอยากประณามการกระทำครั้งนี้ เพราะก่อเหตุกันในโรงพยาบาล” พล.ท.อภิรัชต์ กล่าว

ระหว่างนี้สิ่งที่พอจะทำได้ก็เพียงแค่การกำหนดมาตรการควบคุมที่เข้มข้น​เฝ้าระวังในพื้นที่สำคัญ ทั้งโรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และรถไฟฟ้า ​เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ไปกว่าที่เป็นอยู่

โจทย์ที่สำคัญเวลานี้คือต้องรีบทำ ความจริงให้ปรากฏว่ากลุ่มที่ก่อเหตุรุนแรง 3-4 กลุ่มที่ระบุนั้นเป็นใครมาจากไหน และมีแรงจูงใจอะไรในการก่อเหตุ

ไม่ใช่แค่เพียงการใช้วิธีบอกปัดเหมือนที่ผ่านๆ มาว่าอยู่ระหว่างการติดตามสืบสวนสอบสวน หรือพยายามโยนให้เป็นเรื่องกลุ่มการเมืองเหมือน ที่ผ่านมา แต่สุดท้ายก็ไม่อาจติดตามตัวคนผิดมาดำเนินคดีได้

ครั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรีบออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบ เพื่อจะได้เตรียมตัวรับมือได้ถูกต้อง รวมทั้งจะได้ให้ประชาชนที่มีข้อมูลเบาะแสร่วมเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่อีกทางหนึ่ง

พราะหากยังไม่สามารถสกัดเหตุระเบิดเหตุป่วนที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ย่อมฉุดให้ความเชื่อมั่นใน คสช.ลดลงไป อันจะซ้ำเติมให้เส้นทางตามโรดแมปเพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง มีปัญหามากขึ้น

ทั้งในแง่การยอมรับจากประชาชนและฝักฝ่ายต่างๆ ในสังคม หากความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช.ลดลง สิ่งที่พยายามจะทำต่อจากนี้ย่อมไม่ได้รับการสนับสนุนและอาจทำไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ 

ยิ่งนับจากนี้รัฐบาล คสช.​ต้องทำแต่เรื่องใหญ่ๆ ทั้งการปฏิรูปและการปรองดอง ไปจนถึงวางกฎกติกาไปสู่การเลือกตั้ง ​ที่จะต้องทำให้เกิดการยอมรับและเดินหน้าไปร่วมกัน

หากปมความปั่นป่วนรุนแรงยังไม่ได้รับการสะสางไปในทางที่ดีขึ้น ย่อมกระทบเป็นลูกโซ่สร้างปัญหา คสช. อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง นี่จึงเป็นเดิมพันครั้งสำคัญที่ คสช. ต้องรีบคลี่คลายสถานการณ์ตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้ทุกอย่างแย่กว่าที่ควรจะเป็น

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต