ระเบิดล้มปรองดอง!

  • วันที่ 14 ก.ย. 2553 เวลา 06:58 น.

ในที่สุดเสียงระเบิดก็กลับมาดังสนั่นประเทศไทยอีกครั้ง จนเป็นข่าวหลักที่จองพื้นที่สื่อแทบทุกวัน นับตั้งแต่เหตุการณ์ระเบิดพรรคภูมิใจไทยเมื่อหลายเดือนก่อน จนกระทั่งเกิดเหตุคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่ห้างสรรพสินค้าคิง เพาเวอร์ สาขาซอยรางน้ำ ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาราชดำริ ตามด้วย สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 และกรมรบพิเศษที่ 5 ค่ายขุนเณร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ อีก 5 ลูก

โดย......ทีมข่าวการเมือง

 

ล่าสุดเกิดเหตุที่บริษัท เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น ของนายคะแนน สุภา พ่อตาของนายเนวินชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย

ความเสียหายที่เกิดขึ้นย่อมพุ่งตรงที่การสร้างสถานการณ์เพื่อลดวามน่าเชื่อถือของรัฐบาลโดยตรง เพราะเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของไทยที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เมื่อเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นมาอีกระลอกผลเสียหายที่เกิดขึ้นจึงตามมาค่อนข้างมาก

สำหรับระเบิดที่เกิดต่างกรรมต่างวาระนั้นมีการตีความไปต่างๆ นานาว่ามีปัจจัยมาจากอะไร

เช่นเมื่อครั้งระเบิดพรรคภูมิใจไทยก็เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับวันพระราชทานเพลิงศพ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกมาถึงกรณีของห้างสรรพสินค้าคิง เพาเวอร์ ก็ประจวบเหมาะกับกระแสกดดันให้รัฐบาลตัดสินยกเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เหตุบึ้ม 2 ครั้งที่ จ.เชียงใหม่ เมืองหลวงของคนเสื้อแดงที่ภาคเหนือ มีขึ้นในช่วงที่ “ทักษิณ ชินวัตร” จุดพลุเรื่องการปรองดองขึ้นมา ขณะที่ผลสำรวจความเห็นประชาชนจากสวนดุสิตโพล พบว่า ประชาชน 73.58% เชื่อว่า เหตุระเบิดเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองรวมถึงการเดินหน้าแผนปรองดองของคู่ขัดแย้งทางการเมือง

สังคมเชื่อว่านี่คือ ระเบิดการเมือง คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ใครเป็นผู้ก่อ

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ในช่วงเวลาระหว่างการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้เสนอแผนปรองดอง 5 ข้อ หนึ่งในนั้นเสนอให้มีวันเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ย. แลกกับการที่กลุ่มคนเสื้อแดงต้องเลิกการชุมนุม

ภายในแกนนำคนเสื้อแดงมีความเห็นออกเป็นสองทาง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จนนำไปสู่การแตกความสามัคคีในหมู่แกนนำด้วยกันเอง และจากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุยิงระเบิดเอ็ม 79 เกิดขึ้นมีผู้เสียชีวิตเป็นตำรวจ 2 นาย เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา

อีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ เหตุการณ์สองครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่เชียงใหม่ และเป็นพื้นที่ที่เพิ่งยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้ไม่นาน รวมถึงเป็นวันฌาปนกิจการ์ด นปช.ที่เชียงใหม่ ซึ่ง จตุพร พรหมพันธุ์ และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นประธานในพิธี

นี่เป็นอีกครั้งที่ระเบิดไปตกตามสถานที่สัญลักษณ์ทางการเมืองของ เนวิน อย่างบริษัทของนายคะแนน สุภา พ่อตาเนวินเอง หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยและคิง เพาเวอร์ เพิ่งโดนไปก่อนหน้านี้

หากมองในเชิงเปรียบเทียบระหว่างเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 พ.ค. และ 12 ก.ย. ก็เป็นไปได้ที่เสียงระเบิดที่เกิดขึ้นมาจากกลุ่มที่ไม่พอใจกระบวนการปรองดองระหว่าง “ทักษิณ” และรัฐบาล เพราะท่าทีที่เปลี่ยนไปของ “ทักษิณ”ที่ขอเจรจาสงบศึก ย่อมส่งผลให้กลุ่มคนในเครือข่ายอาจเสียผลประโยชน์ เนื่องจากวันนี้ บางกลุ่มได้อาศัยเงื่อนไขความขัดแย้งเป็นเครื่องมือหากินอยู่

“มันเป็นจังหวะที่ดีที่สุดแล้วในช่วงนี้ เรียกว่าถ้าวันนี้ใครยังคิดว่าไม่อยากปรองดอง เรียกว่าคนคนนั้นเห็นแก่ตัวอย่างมาก เพราะว่าจริงๆ สัญญาณนี้ทำให้ทุกคนเริ่มมีความรู้สึกว่า ตอนนี้มันใช่แล้ว มันเป็นเรื่องของไทมิงหรือจังหวะ มันเกิดขึ้นแล้ว และบ้านเมืองช้ำขนาดนี้แล้ว ทุกฝ่ายแย่หมดแล้ว ไม่มีใครชนะนะวันนี้ แม้กระทั่งคนที่บอกว่าชนะวันนี้ เป็นการชัยชนะแค่ชั่วคราวเพื่อจะแพ้ในวันข้างหน้า แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ประเทศมันแพ้” พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุ

ท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ มองได้ว่าเป็นการถอยทั้งที่ก่อนหน้านี้ต้องการให้เสื้อแดงสู้กับรัฐบาลต่อ แต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณและทีมงานประเมินแล้วว่า ไม่มีทางสู้ชนะ จึงเปลี่ยนแผนพร้อมถอย จนนำมาสู่การปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทยด้วยการให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ มาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่เพื่อชูภาพจงรักภักดีแต่ที่สุดคนในพรรคก็ล้มแผนทักษิณ นั่นก็คือล้มการปรองดองต้องการให้สู้ต่อไป

นอกจากนี้ เหตุบึ้มที่เกิดขึ้น เพราะเข้าใกล้การจัดงานกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ครบรอบ 4 ปี การรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ซึ่งคนเสื้อแดงโหมโรงเตรียมจัดใหญ่ทั้งที่แยกราชประสงค์ และที่ จ.เชียงใหม่ โดยจะมีแกนนำเสื้อแดงทั้งสายเหยี่ยว สายพิราบ ที่หลบหนีหมายจับ เตรียมโฟนอินให้กำลังใจ เช่น อริสมันต์พงศ์เรืองรอง ดารุณี กฤตบุญญาลัย จรัลดิษฐาอภิชัย เพื่อปลุกใจมวลชนให้สู้ต่อ หลังจากที่ จักรภพ เพ็ญแข เพิ่งวิดีโอลิงก์เข้ามากลางงานเสวนาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายไม่กี่วันที่ผ่านมา

ที่น่าเป็นห่วงสุดคงหนีไม่พ้น คือ การเข้ามาสร้างสถานการณ์ของผู้ไม่หวังดีระหว่างที่มีการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆ ก็ย่อมเกิดความรุนแรงที่บานปลายแน่นอน และแผนการปรองดองของคู่ขัดแย้งทางการเมืองจะไม่สามารถเดินหน้าไปได้จนกระทั่งนำไปสู่ความแตกแยกอีกระลอก

เสียงระเบิดที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ไม่ต่างอะไรกับการส่งสัญญาณไม่ให้การปรองดองทำได้สำเร็จ เพราะย่อมมีคนทั้งได้ประโยชน์และเสียประโยชน์

อีก 5 วันจากนี้ จนถึงวันครบรอบ 19 ก.ย. ก็ยิ่งน่าห่วงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่ารูปแบบวินาศกรรมที่อภิสิทธิ์สั่งจับตา กระทั่งเหตุบึ้มป่วนเมืองตามจุดสัญลักษณ์ทางการ เมืองต่างๆ

 

ข่าวอื่นๆ