ถอดถอน ‘สุรพงษ์’ ทลายขุมกำลัง ‘เพื่อไทย’

วันที่ 31 มี.ค. 2560 เวลา 09:21 น.
ถอดถอน ‘สุรพงษ์’ ทลายขุมกำลัง ‘เพื่อไทย’
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นไปตามคาดภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติถอดถอน “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ในคดีการคืนหนังสือเดินทางให้กับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบ โดย สนช.มีมติถอดถอน 231 ต่อ 4 คะแนน ซึ่งถือเป็นคะแนนการถอดถอนสูงสุดกว่าทุกครั้ง

ก่อนหน้านี้ สนช.เคยลงมติถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมืองมาแล้ว 5 ครั้ง

1.การถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีจำนำข้าว 190 ต่อ 18 คะแนน

2.การถอดถอน บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ด้วยคะแนน 180 ต่อ 6 คะแนน ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ 182 ต่อ 5 คะแนน และ มนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ 158 ต่อ 25 คะแนน ในคดีทุจริตการระบายข้าว

3.การถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม ในคดีแทรกแซงการแต่งตั้งปลัดกระทรวงกลาโหม ด้วยมติ 159 ต่อ 27 คะแนน

4.การถอดถอน ประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย ในคดีแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการบริหารองค์การตลาด 182 ต่อ 7 คะแนน

5.การถอดถอน อุดมเดช รัตนเสถียร อดีต สส.พรรคเพื่อไทย 205 ต่อ 15 คะแนน และ นริศร ทองธิราช อดีต สส.พรรคเพื่อไทย 221 ต่อ 1 คะแนน ในคดีการเสียบบัตรตนแทนสมาชิกรัฐสภาในระหว่างการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ และการสลับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของ สว.โดยมิชอบ

คะแนน 231 เสียง ที่อดีต รมว.ต่างประเทศ ไม่ได้เพียงผลที่ทำให้ต้องเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปีเท่านั้น เพราะสะท้อนถึงนัยทางการเมืองที่ สนช.ได้สื่อออกมาด้วย

กล่าวคือ คดีของสุรพงษ์เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์ให้กับอดีตนายกฯ ทักษิณ อันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของทักษิณที่มีต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมา ดังนั้น คะแนนของ สนช.ที่ออกมาจึงไม่ต่างอะไรกับการตอบโต้พรรคเพื่อไทย

การลงมติถอดถอนครั้งนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยจะตกที่นั่งลำบากมากขึ้น แม้ว่าสุรพงษ์จะเป็นแค่หมากตัวหนึ่งของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น

ต้องไม่ลืมว่าเวลานี้พรรคเพื่อไทยมีคดีที่อยู่ในสารบบของกระบวนการยุติธรรมหลายคดี

คดีที่อยู่ในความสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้นคดีของยิ่งลักษณ์ ในกรณีการบริหารโครงการรับจำนำข้าวที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งกำลังทยอยพิจารณาสืบพยานในส่วนของจำเลยเป็นระยะ

โดยการไต่สวนพยานปากสุดท้ายจะสิ้นสุดในเดือน ก.ค. จากนั้นศาลฎีกาจะนัดวันฟังคำพิพากษา ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นช่วงปลายเดือน ต.ค. หรือล่าช้าที่สุดไม่น่าจะเกินปี 2560

นอกจากคดีของยิ่งลักษณ์ที่อยู่ในศาลฎีกาแล้วยังมีคดีของ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ด้วย ในส่วนของการทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐโดยมิชอบ

คดีของยิ่งลักษณ์และบุญทรงมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ตรงที่ความผิดของยิ่งลักษณ์เป็นเรื่องในเชิงการบริหารจัดการ แต่ของบุญทรงนั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พุ่งเป้าว่าเป็นการทุจริตและประพฤติมิชอบโดยตรง

ดังนั้น คดีของ “ยิ่งลักษณ์-บุญทรง” จึงเป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเวลานี้ยิ่งลักษณ์ถือเป็นแบรนด์สำคัญของพรรคเพื่อไทย หากขาดยิ่งลักษณ์ไปแล้ว พรรคเพื่อไทยต้องควานผู้นำใหม่อีกครั้ง ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายในสถานการณ์ที่ทหารครองเมืองอยู่ในเวลานี้ เพราะคนที่เข้ามาเป็นผู้นำคนใหม่คงต้องชั่งน้ำหนักอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะต้องดีดลูกคิดเพื่อคำนวณว่าถ้าเข้ามาแล้วจะเปลืองตัวโดยไม่จำเป็นหรือไม่

ไม่เพียงเท่านี้ พรรคเพื่อไทยยังต้องเผชิญกับคดีความเล็กๆ น้อยๆ อีกพอสมควร อาทิ คดีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมี “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกฯ เป็นหนึ่งในจำเลยคนสำคัญ โดยอยู่ในระหว่างการไต่สวนของศาลฎีกาเช่นกัน

ขณะเดียวกัน คดีภาษีการซื้อขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ก็กลับมาวนเวียนคนในบ้านจันทร์ส่องหล้าของครอบครัวชินวัตรอีกครั้ง หลังจากคดีดังกล่าวเงียบหายไปเป็นเวลานาน

ล่าสุด กรมสรรพากรเขตบางพลัดได้นำหนังสือประเมินภาษีมูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท ไปแจ้งให้กับอดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งคาดว่าคดีนี้น่าจะต้องมีการสู้กันถึงศาลเพื่อให้รู้ดำรู้แดงอีกครั้ง เพราะไม่มีทางที่อดีตนายกฯ ผู้ทรงอิทธิพลคนนี้จะยอมควักเนื้อเป็นเงินกว่าหมื่นล้านบาทจ่ายภาษีอย่างแน่นอน

ทั้งหมดนี้เป็นสถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยและครอบครัวชินวัตรต้องเผชิญอีกครั้ง และเป็นศึกใหญ่กว่าทุกครั้งที่เคยเจอมาเพราะมีเดิมพันสูง จึงเป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยต้องเดินหน้าสู้จนถึงระฆังยกสุดท้าย