เปิดเบื้องลึกโยกย้ายมท.สะท้อน เนวิน คุมเบ็ดเสร็จ

วันที่ 01 ก.ย. 2553 เวลา 10:40 น.
หากไล่เรียงอย่างละเอียดจะพบว่าเกือบทุกคนล้วนแล้วแต่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวพันธ์กันกับ  “เนวิน-ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” 2 พี่น้องคนโตแห่งบุรีรัมย์ เจ้าของพรรคภูมิใจไทยที่กุมอำนาจกระทรวงมหาดไทยด้วยกันทั้งสิ้น

โดย....ชลธิชา เหลิมทอง

เป็นไปตามคาดว่าเมื่อการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้มีมติอนุมัติการแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 หรือนักบริหารระดับสูง ในตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย  3 ตำแหน่ง  อธิบดี 4 ตำแหน่ง  และผู้ตรวจราชการ  1 ตำแหน่ง  ได้แก่ อธิบดีกรมการปกครอง(ปค.) อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) และ อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน  รวม 9 ตำแหน่ง 

ทั้งนี้ หากไล่เรียงอย่างละเอียดจะพบว่าเกือบทุกคนล้วนแล้วแต่มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวพันธ์กันกับ  “เนวิน  -ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” 2 พี่น้องคนโตแห่งบุรีรัมย์ เจ้าของพรรคภูมิใจไทยที่กุมอำนาจกระทรวงมหาดไทยด้วยกันทั้งสิ้น    เพราะหากไม่เป็นสิงห์แดง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เดียวกับ นายศักดิ์สยาม  ก็ต้องเคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแถบอีสานใต้ เช่น บุรีรัมย์  สุรินทร์  เป็นต้น  ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจมากนัก เพราะก่อนการแต่งตั้งครั้งก่อนหน้านี้ก็มีการผลักดันพรรคพวกที่รู้จักเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญเช่นกัน

โดยการแต่งตั้งครั้งนี้มีการเลื่อนการเสนอมาเป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์  เนื่องจากมีการคัดสรรผู้ที่มาดำรงตำแหน่งไม่ลงตัว และถูกโจมตีรอบด้านทั้งจากสมาชิกวุฒิสภาสายผู้ว่าฯ และ อดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทย  ว่าเป็นการแต่งตั้งที่ไม่ชอบธรรมเพราะมีการข้ามอาวุโส ไม่คำนึงถึงความเหมาะสมและความรู้ความสามารถ จนมีการเรียกกันติดปากว่าการแต่งตั้งของมหาดไทยยุคนี้ “เหมือนเอาเณรมาเป็นเจ้าอาวาสปกครองพระ”

การแต่งตั้งครั้งนี้ฝ่ายการเมืองนำโดย  นายชวรัตน์  ชาญวีรกุล  รมว.มหาดไทย  นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประธานคณะทำงาน รมว.มหาดไทย และนายมานิต วัฒเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกันประชุมหารือที่อาคารสิริภิญโญในช่วงบ่ายวันที่ 30 ส.ค.เป็นระยะเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง  โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเคร่งเครียด

ในที่สุดผลการประชุมก็ออกมาตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)  วันที่   31 ก.ย.ที่ผ่านมา  ที่ครม.อนุมัติแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย ตามที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย เป็นผู้เสนอชื่อแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 9 ราย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2553

โดยข้าราชการ 9 ราย ประ กอบด้วย 1.นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง 2.นายวัลลภ พริ้งพงษ์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัด กระทรวง 3.นายชนม์ชื่น บุญญานุสาสน์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการ จังหวัดอุทัยธานี ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง 4.นายวิบูลย์   สงวนพงศ์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระ ทรวง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 5.นายขวัญชัย วงศ์นิติกร พ้นจาก ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง ให้ดำรง ตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 6.นายวิเชียร ชวลิต พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง

7.นายสุรชัย ขันอาสา พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน 8.นายสุเมธ แสงนิ่มนวล พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง 9.นายขจรศักดิ์ สิงโตกุล พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ให้ดำรงตำ แหน่งเป็นรองอธิบดีกรมการปกครอง

สำหรับการตำแหน่งอธิบดีทั้ง 4 ตำแหน่ง ประกอบด้วย “วิบูลย์” สงวนพงศ์ เป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) วิเชียร ชวลิต เป็นอธิบดีกรมการปกครอง  (ป.ค) ขวัญชัย วงศ์นิติกร เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และ สุรชัย ขันอาสา เป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ที่ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.นั้น ถือว่าไม่มีการพลิกโผแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีในหมู่ข้าราชการว่า 3 ตำแหน่ง ประกอบด้วย คือ วิเชียร ขวัญชัย และสุรชัย ล้วนเป็น “สิงห์แดง” (จบการศึกษารัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์) ซึ่งเป็นรุ่นพี่ร่วมสถาบันของ”ศักดิ์สยาม” ชิดชอบ ประธานคณะทำงาน รมว.มหาดไทยทั้งสิ้น ยกเว้นเพียง”วิบูลย์” เท่านั้น ที่เป็น “สิงห์ดำ” (จบการศึกษารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ทั้งนี้ หากดูประวัติของอธิบดีทั้ง 4 คน เริ่มจาก วิเชียร ที่จะเกษียณอายุราชการในปี 2558  นอกจากเป็นรุ่นพี่ของ”ศักดิ์สยาม”แล้ว เมื่อปี 2547 เคยเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ฐานที่มั่นของตระกูลชิดชอบ ก่อนย้ายไปเป็นรองผู้ว่าฯ อำนาจเจริญ เมื่อปี 2550 ต่อมาในปี 2552 ได้ขึ้นเป็นผู้ว่าฯ สุรินทร์ ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่ผูกขาดโดย ส.ส.พรรคภูมิใจไทยทั้งจังหวัด จากนั้นได้ก้าวกระโดดมาเป็นอธิบดี พช. เมื่อ 3 พ.ค. 2553 จนล่าสุดได้รับตำแหน่งเป็นอธิบดีปกครองในเวลาต่อมา

ส่วน ขวัญชัย เกษียณปี 2558 เป็นสิงห์แดงอีกรายที่ขึ้นมาได้ดีในยุคพรรคภูมิใจไทย แม้ก่อนหน้านี้จะถูกมองว่าเป็นข้าราชการที่เติบโตในยุครัฐบาล “ทักษิณ” เพราะเป็นนายอำเภอที่รับราชการในภาคเหนือมาตลอด โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ของพรรคไทยรักไทย ก่อนถูกเด้งไปเป็นผู้ว่าฯ สตูล ในยุครัฐบาล คมช. แต่ภายหลังที่พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล ขวัญชัยก็ถูกขยับมาเป็น ผู้ว่าฯสมุทรปราการ จากนั้นเปลี่ยนขั้วมาขึ้นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยในยุคพรรคภท. และมีหน้าที่กำกับดูแลกรมการปกครอง คุมคำสั่งโยกย้ายตั้งแต่ระดับปลัดอำเภอ อำเภอ ทั้งหมดจนได้รับการไว้ใจจากเนวิน ให้มาเป็นอธิบดี สถ.คุมงบประมาณแสนล้านในที่สุด

ขณะที่ สุรชัย เกษียณปี 2560 สิงห์แดงที่มีความใกล้ชิดกับ”ศักดิ์สยาม”มากที่สุด เพราะเรียน รัฐศาสตร์ มธ.รุ่นใกล้เคียงกัน จึงได้รับการไว้วางใจจาก”ศักดิ์สยาม”ให้มาเป็นคณะทำงานหน้าห้อง  โดยในช่วงเวลาที่ “สุรชัย”  ดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าฯ สมุทรปราการ ก่อนถูกผลักดันให้เป็นผู้ว่าฯ สมุทรปราการ สลับกับ”ขวัญชัย”  ที่มารับตำแหน่งรองปลัดกระทรวงในปี 2552 เนื่องจากฝ่ายการเมืองต้องการให้ “สุรชัย” ได้ครองตำแหน่งระดับ10 เพื่อเลื่อนมารับตำแหน่งเป็นอธิบดี พช. ตามระเบียบการโยกย้าย

ขณะที่ วิบูลย์ เกษียณปี 2558 เป็นสิงห์ดำ เพียงคนเดียวตำแหน่งอธิบดีทั้งหมด ที่ได้รับการเสนอชื่อจากฝ่ายการเมืองให้มาดูแลเรื่องการป้องกัยภัย เนื่องจากฝ่ายการเมืองต้องการลดแรงกดดันจากข้าราชการสายสิงห์ดำ เพราะตลอด 5 ปีที่ผ่านมา กรม ปภ.อยู่ภายใต้การดูแลของ “อนุชา โมกขะเวส” ซึ่งเป็นสิงห์ดำมาโดยตลอด ดังนั้น หากส่งคนที่เป็นสายสิงห์แดงเข้าไปรับตำแหน่งอธิบดี ปภ.อีกราย ก็จะทำให้เพิ่มแรงกระเพื่อมในหมู่ข้าราชการได้ เพราะจะทำให้ไลน์ของอธิบดีจะมีแต่ “สิงห์แดง” และ “สิงห์ขาว” (จบจากคณะรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่)เท่านั้น

ที่สำคัญฝ่ายการเมืองต้องการเปิดช่องให้คนของตัวเองเข้ามารับตำแหน่งรองปลัดแทน”วิบูลย์” ที่กำกับดูแลเรื่องการบริหารบุคคลตั้งแต่ระดับ 9  ทั้งหมด ในฐานะประธานผู้อำนวยการสูง   ซึ่งหากรัฐบาลชุดนี้ยังมีอำนาจก็จะทำให้การแต่งตั้งโยกย้ายในสมัยหน้าเป็นเรื่องง่ายขึ้นอีก เพราะสามารถคุมฝ่ายบริหารงานบุคคลได้อย่างเบ็ดเสร็จ    

ด้าน “พงศ์โพยม วาศภูติ” อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ออกมาดักคอว่าจะมีการตั้งอธิบดีทั้งที่ทำงานเป็นผู้ว่าฯมาเพียง 1 ปี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กล่าวแบบปลงๆ ว่าไม่อยากจะพูดอะไรมากมาย เพราะได้พูดทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดแล้ว และผลที่ออกมาก็เป็นอย่างที่คาดเดาไว้ สะท้อนให้เห็นว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ไม่ได้ฟังเสียงสะท้อนอะไร เพราะถือว่าตนเองมีอำนาจ ซึ่งเรื่องนี้ควรปล่อยให้สังคมพิจารณา

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสนใจว่า เรื่องอาวุโสที่มีการถกเถียงกันนั้น   สำหรับ “มานิต วัฒนเสน”  ปลัดกระทรวงมหาดไทย เขาเห็นว่าเรื่องนี้ก็เหมือนกับกีฬา แต่ต้องการคนเก่งไม่เน้นเรื่องอาวุโส โดยระบุว่า   เรื่องอาวุโสไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ที่สำคัญกว่าคือความสามารถ พร้อมกับยกตัวอย่างถึง  ลีโอแนล เมสซี่ นักเตะอาร์เจนตินา ที่สามารถติดทีมชาติได้ภายในปีเดียว

ขณะที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี   กล่าวสั้นๆ ในเรื่องนี้ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการแต่งตั้งครั้งนี้มีการผลักดันคนของ เนวิน  เข้ามาเป็นจำนวนมากว่าจนถือช่วงเลวร้ายที่สุดของกระทรวงมหาดไทยว่า  “กระทรวงมหาดไทยต้องไปพิจารณาเสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้น  ทั้งนี้งานบริหารบุคคลเป็นเรื่องของกระทรวงถือเป็นดุลพินิจของเจ้ากระทรวง แต่ถ้าเป็นเรื่องของนโยบาย หรือโครงการ มาตรการต่างๆจะร่วมกันพิจารณาอย่างเต็มที่

ปัญหาเรื่องความไม่ชอบธรรมในการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยคงยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะในสัปดาห์หน้ามีแนวโน้มว่า  “ชวรัตน์” จะแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 ในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอีกประมาณ15 ตำแหน่ง น่าจะมีความช้ดเจนมากกว่าว่ามีการวางคนของตัวเองเพื่อเตรียมการเลือกตั้งอย่างไร  “ยุคทีใครทีมัน”ก็คงเป็นแบบนี้  จนดูเหมือนว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกเพราะเป็นแบบนี้มาทุกยุคทุกสมัย  แต่สังคมไทยจะรับสภาพแบบนี้ตลอดไปหรือ?