การเมืองมาเลเซียปั่นป่วนจุดประกายขัดแย้งเชื้อชาติ

วันที่ 08 ธ.ค. 2559 เวลา 08:33 น.
การเมืองมาเลเซียปั่นป่วนจุดประกายขัดแย้งเชื้อชาติ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ความขัดแย้งทางการเมืองของมาเลเซียเกิดจากข่าวอื้อฉาวจากกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาเลเซีย (วันเอ็มดีบี) ส่งผลให้เกิดการเดินขบวนประท้วงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ของมาเลเซียลงจากตำแหน่ง ขณะที่นาจิบซึ่งปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา  ออกเดินขบวนร่วมกับชาวมุสลิมหลายพันคนเพื่อเรียกร้องการยุติความรุนแรงต่อชาวโรฮีนจาในเมียนมาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งหลายฝ่ายมองว่านาจิบกำลังเล่นเกมทางชาติพันธุ์ และอาจก่อเป็นความขัดแย้งทางเชื้อชาติ

มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 91 ปี เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี ว่า จะเดินหน้ากดดันนาจิบต่อไป เนื่องจากการอยู่ในอำนาจต่อไปของนาจิบเป็นตัวการทำลายประเทศ เนื่องจากความวุ่นวายไม่เปิดทางให้กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ อดีตนายกรัฐมนตรียังระบุอีกด้วยว่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันมีการจุดประเด็นด้านชาติพันธุ์ด้วยการดึงฐานเสียงชาวมาเลเซียเชื้อชาติมาเลย์และนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งจะสร้างความขัดแย้งทางชาติพันธุ์กับชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน โดยมาเลเซียจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2018

ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์เซาท์ ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ เปิดเผยว่า นาจิบเปิดเผยก่อนหน้านี้ต่อหน้าพรรคอัมโน ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดระหว่างพรรค อัมโน พรรครัฐบาล และพันธมิตร  ซึ่งสนับสนุนชาวมาเลเซียเชื้อสาย มาเลย์กับพรรคฝ่ายค้าน นำโดยพรรคกิจประชาธิปไตย (ดีเอพี) ซึ่งนาจิบระบุว่า เป็นพรรคที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซียเชื้อชาติจีน และมีการต่อต้านชาวมุสลิม รวมถึงชาวมาเลเซียเชื้อสายมาเลย์

"ถ้าประเทศนี้ตกอยู่ในมือของดีเอพี ซึ่งมีแนวคิดเสรีนิยมสุดโต่งและแนวคิดไม่เชื่อในศาสนา จะส่งผลให้สิทธิและเอกสิทธิ์ของชาวมาเลเซีย ซึ่งอัมโนปกป้องมาโดยตลอด ต้องหายไป" นาจิบ กล่าว

ด้าน สิวามุรุกัน ปานเตียน ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตี ออฟ ไซแอนซ์ ในมาเลเซีย กล่าวว่า นาจิบพยายามดึงความภักดีและการอยู่ในโอวาทขึ้นมาเพื่อรวบรวมพรรคให้เป็นหนึ่งเดียว และเพื่อต่อสู้กับฝ่ายดีเอพี รวมถึงกำจัดอิทธิพลของมหาเธร์ ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าพรรคอัมโน นาจิบพยายามดึงความกลัวทางเชื้อชาติเพื่อรวบรวมพรรคอัมโนอีกครั้ง

เมียนมาแบนทำงานในมาเลย์

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างแถลงการณ์ของกระทรวงตรวจคนเข้าเมืองของเมียนมา ว่า เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทางการเมียนมาได้ระงับ การออกใบอนุญาตสำหรับชาวเมียนมาที่ต้องการไปทำงานในมาเลเซียตั้งแต่ วันที่ 6 ธ.ค.เป็นต้นไป เนื่องจากสถานการณ์ภายในมาเลเซีย

ก่อนหน้านี้ นาจิบ เรียกความขัดแย้งภายในเมียนมากับชาวโรฮีนจาเป็นการกระทำฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างการเดินขบวนเรียกร้องการยุติความรุนแรงต่อชาวโรฮีนจาเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยนาจิบเรียกร้องให้องค์กรนานาชาติอย่างศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) และองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) เข้าแทรกแซงปัญหาดังกล่าว รวมถึงรัฐบาลมาเลเซียยังเรียกร้องให้ชาติสมาชิกอาเซียน พิจารณาถอดความเป็นสมาชิกของเมียนมาอีกด้วย

เอเอฟพี รายงานว่า ผู้รอดชีวิต จากความขัดแย้งในรัฐยะไข่เปิดเผยสถานการณ์ภายในว่ามีการข่มขืน ทรมาน และฆาตกรรมชาวโรฮีนจา โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชาวโรฮีนจาราว 5.6 หมื่นคน หลบหนีออกจากเมียนมาล่องเรือมายังฝั่งมาเลเซีย

จีนโดดช่วยอุ้มวันเอ็มดีบี

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า รัฐวิสาหกิจจากจีนเตรียมเป็นผู้จ่ายค่ายอมความให้กับวันเอ็มดีบี ในการยุติความขัดแย้งกับกองทุนอินเตอร์เนชันแนล ปิโตรเลียม อินเวสต์เมนต์ โค (ไอพีไอซี) กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งเรียกร้องค่าเสีย หายราว 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.2 แสนล้านบาท)

เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ไอพีไอซี ระบุว่า วันเอ็มดีบีไม่ชำระหนี้กว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท) ที่มีกำหนดชำระตั้งแต่ปีก่อน และยังเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้แทนวันเอ็มดีบีเมื่อเดือน พ.ค. เป็นเงิน 52.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,824 ล้านบาท) ในฐานะ ผู้ค้ำประกันหุ้นกู้ซึ่งมีกำหนดไถ่ถอน  ปี 2022 ก่อนที่ไอพีไอซีจะยื่นฟ้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งลอนดอนในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา    ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า ที่ผ่านมา จีนกลายเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญสำหรับวันเอ็มดีบี โดยรัฐวิสาหกิจจากจีนเข้าซื้อสินทรัพย์ ซึ่งหมายรวมถึงธุรกิจพลังงานของวันเอ็มดีบี โดยนาจิบ เปิดเผยว่า การเข้าซื้อของจีนช่วยให้ วันเอ็มดีบีลดหนี้ได้ถึง 4.04 หมื่นล้าน ริงกิต (ราว 3.3 แสนล้าบาท) ท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติที่แน่นแฟ้นขึ้น ขณะที่สหรัฐเข้าสอบสวนกองทุน ดังกล่าว และพบว่ามีความผิดปกติของการเคลื่อนย้ายเงินทุน 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.22 แสนล้านบาท)

ขณะเดียวกัน รอยเตอร์ส รายงานอ้างเอกสารฟ้องคดีของศาลสหรัฐ พบว่า ครอบครัวของโจโลว์ นักธุรกิจและเพื่อนสนิทของครอบครัวนาจิบ ซึ่งถูกสหรัฐสั่งยึดทรัพย์ 650 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.2 หมื่นล้านบาท) ยื่นฟ้องศาลในหมู่เกาะเคย์แมนและในนิวซีแลนด์ เพื่อโยกย้ายทรัพย์สิน เช่น อสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นๆ จากทรัสตี้เก่าในสวิตเซอร์แลนด์ ไปยังทรัสตี้ใหม่ และจะทำให้การขึ้นให้การต่อศาลเลื่อนจากวันที่ 12 ธ.ค. ไปจนถึง 23 ม.ค.ปีหน้า