สนช.กางแผนปฏิรูปการเมือง คุมเข้มกระเป๋าเงินพรรค

  • วันที่ 02 ธ.ค. 2559 เวลา 09:32 น.

สนช.กางแผนปฏิรูปการเมือง คุมเข้มกระเป๋าเงินพรรค

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี “กล้านรงค์ จันทิก” สมาชิกสนช.เป็นประธาน ได้จัดทำรายงานพิจารณาศึกษาเรื่อง “แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีศึกษา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550” โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.กำหนดนิยามของพรรคการเมืองใหม่ โดยให้พรรคการเมืองมีความหมายว่า “คณะบุคคลที่รวมกันจัดตั้งพรรค การเมือง โดยได้รับการจดแจ้งการจัดตั้งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมุ่งที่ส่งสมาชิกรับเลือกตั้งเป็น สส. และมีการดำเนินการทางการเมืองอื่นอย่างต่อเนื่อง ในฐานะที่เป็นตัวแทนของกลุ่มบุคคลตามอุดมการณ์ทางการเมือง”

2.ปรับแก้เรื่องการกำหนดสมาชิกพรรคการเมือง โดยเห็นควรกำหนดจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองในอัตราก้าวหน้า เช่น ภายในหนึ่งปีแรกที่จัดตั้งพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกจำนวน 5,000 คน ปีที่ 2 ต้องมีสมาชิกเพิ่มเป็น  1 หมื่นคน ในปีที่ 3 มีสมาชิกเพิ่มเป็น 1.5 หมื่นคน และเห็นด้วยกับหลักการที่ให้พรรคการเมืองต้องจัดตั้งง่าย เพื่อให้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและยุบยาก

3.คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องควบคุมไม่ให้ผู้ซึ่งพรรค การเมืองส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ อีกทั้งต้องมีมาตรการห้ามใช้ “Nominee” (ตัวแทน) มาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง ในการบริหารพรรคการเมืองต้องไม่ยินยอมให้บุคคลภายนอกเข้ามามีบทบาทชี้นำหรือครอบงำ ขณะเดียวกันการกระทำผิดดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีโทษเฉพาะที่กรรมการบริหารพรรคการเมืองรู้เห็นเป็นใจหรือเป็นผู้ใช้หรือเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด

4.ประเด็นเงินบริจาคพรรคการเมือง เห็นควรให้บริจาคโดยตรงต่อพรรคการเมือง การกำหนดอัตราการบริจาคไม่เกิน 10 ล้านบาท เป็นจำนวนที่ไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน จึงควรปรับปรุงให้สูงขึ้นตามความเป็นจริง และให้กำหนดอัตราขั้นสูงไว้ด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายในการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งควรกำหนดในอัตราที่เหมาะสมและเป็นไปได้ในสภาวการณ์ขณะนั้น

5.การกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินสนับสนุนแก่พรรคการเมือง ควรจัดสรรเป็นรายปีโดยใช้เกณฑ์ เช่น ใช้จำนวนคะแนนเสียงที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นเกณฑ์ ใช้จำนวนสมาชิกพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. ไม่นำสัดส่วนจำนวนสาขาพรรคการเมืองและจำนวนสมาชิกที่ชำระค่าบำรุงรายปีมาคิดคำนวณในการจัดสรร

กรณีพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เมื่อได้ดำเนินการหาสมาชิกให้ได้ครบ 5,000 และต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแล้ว จะต้องมีสมาชิกเพิ่มในอัตราก้าวหน้าตามข้อเสนอ จึงจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐและจัดสรรเงินตามนโยบายและกิจกรรมทางการเมืองของพรรค การเมืองที่มีผลงานตลอด สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

สำหรับจำนวนเงินสนับสนุนที่รัฐจะจัดสรรให้นั้น จะขึ้นอยู่กับกลไกระบบการตรวจสอบที่ดีที่สร้างความมั่นใจให้แก่รัฐได้ว่าสามารถตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ภายใต้แนวความคิดว่า “ช่วยให้เกิดและช่วยให้โต” หมาย ความว่ารัฐควรส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งพรรคการเมืองและสนับสนุนให้พรรค การเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพสม่ำเสมอทั้งในเชิงปริมาณและในเชิงคุณภาพ ทั้งในรูปตัวเงินและการอำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอื่นๆ

6.รัฐพึงสนับสนุนให้พรรคการเมืองได้เจริญเติบโตทั้งในรูปแบบของตัวเงินและการอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ เช่น ในช่วง 4 ปีแรก รัฐต้องให้โอกาสและสนับสนุนพรรคการเมืองให้ได้ดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง แต่เมื่อครบ 4 ปี แล้วพรรคการเมืองจะต้องดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง หมายความว่าพรรค การเมืองต้องจัดส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งตามเกณฑ์ หากไม่สามารถส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งได้ รัฐต้องมีกระบวนการเพื่อทบทวนพรรคการเมืองและมีมาตรการในการจัดการพรรคการเมืองอย่างเป็นระบบ เช่น ยกเลิกหรือยุบพรรคการเมืองนั้นไป

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้พรรค การเมืองมีนโยบายและกิจกรรมทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสอด คล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ มีกิจกรรมที่ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอแม้จะได้รับการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม โดยมีคณะกรรมการตรวจสอบติดตามประเมินผลเพื่อเป็นตัวชี้วัดการสนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมือง

7.การสิ้นสภาพพรรคการเมือง กรณีที่พรรคการเมืองไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.ในการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้งติดต่อกัน หรือเป็นระยะเวลา 8 ปีติดต่อกัน สุดแต่ระยะเวลาใดจะยาวกว่ากันนั้น เห็นควรแก้ไขเป็น “พรรคการเมืองไม่ส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็น สส. ในการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้งติดต่อกัน โดยไม่ต้องระบุจำนวนปี”

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ