อัดแพ็กเกจซื้อใจ เสริมเสถียรภาพคสช.

วันที่ 24 พ.ย. 2559 เวลา 09:06 น.
อัดแพ็กเกจซื้อใจ เสริมเสถียรภาพคสช.
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จัดเต็มสำหรับแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกสารพัดมาตรการมาช่วยเหลือประชาชน ในจังหวะเวลาที่รัฐบาลกำลังสะบักสะบอมอย่างหนัก

ไม่แปลกที่มาตรการชุดนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งในแง่วิธีการและความคุ้มค่า​

เริ่มตั้งแต่มาตรการแจกเงินช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย ตามที่ ครม.อนุมัติหลักเกณฑ์ความช่วยเหลือสำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ปี จะได้รับเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท และผู้ที่มีรายได้ระหว่าง​ 3 หมื่นบาท ไม่เกิน 1 แสนบาท จะได้รับเงินช่วยเหลือ 1,500 บาท

คำนวณทั้งสองกลุ่มมีผู้มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือรอบนี้ 5.4 ล้านคน รวมวงเงิน 3,450 ล้านบาท โดยจะเริ่มจ่ายตั้งแต่วันที่ 1-30 ธ.ค.นี้ ผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออมสิน และกรุงไทย ตามที่ได้ลงทะเบียนไว้

อีกด้านหนึ่ง ครม​.ยังมีมติรับทราบประกาศคณะกรรมการค่าจ้างในการปรับค่าจ้างขั้นต่ำใน 69 จังหวัด สำหรับปี 2560 ที่นับเป็นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น 300 บาททั่วประเทศ เมื่อวัน 1 ม.ค. 2556

โดยรอบนี้มี 7 จังหวัดเพิ่ม 10 บาท เป็น 310 บาท ประกอบด้วย กทม. นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และภูเก็ต ส่วน 13 จังหวัดที่เป็นจังหวัดหลักด้านอุตสาหกรรมและท่องเที่ยว เช่น จ.ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา จะเพิ่ม 8 บาท เป็น 308 บาท ส่วน 49 จังหวัดเพิ่มอีก 5 บาท เป็น 305 บาท

ขณะที่ ​8 จังหวัด ไม่มีการปรับเพิ่ม ประกอบด้วย จ.ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ระนอง สิงห์บุรี เพราะเป็นจังหวัดที่มีโรงงานไม่มาก ไม่มีความต้องการปรับเพิ่มค่าแรง

ยังไม่รวมกับก่อนหน้านี้ ครม.อนุมัติช่วยเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยไปแล้ว 2.9 ล้านคน ภายใต้วงเงิน 6,540 ล้านบาท พร้อมอนุมัติวงเงินงบประมาณปี 2561 จำนวน 12,750 ล้านบาท ​

ในภาพรวม​มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะที่ผ่านมาหลายรัฐบาล​ก็ออกมาตรการต่างๆ มาช่วยเหลือประชาชนโดยตลอด ด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันไป

หลายครั้งนโยบายการช่วยเหลือประชาชนด้วยการแจกเงินตามแนวคิดแบบ “เฮลิคอปเตอร์ มันนี่” ที่ให้เหตุผลว่าเงินถึงมือผู้เดือดร้อนตรงจุดไม่หล่นหายไประหว่างทาง

ที่สำคัญยังช่วยขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจทั้งระบบ โดยผ่านการจับจ่ายใช้สอยนำเงินที่ได้ใช้ซื้อของเกิดการหมุนเวียนเพิ่มมูลค่าของเม็ดเงินอีกหลายเท่า

​ทว่า ที่ผ่านมาแนวคิดนี้ถูกครหาว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบนโยบายประชานิยมที่ออกมาเพื่อหวังเรียกคะแนนนิยมให้กับฝ่ายบริหาร โดยไม่คำนึงถึงความคุ้มค่าของเม็ดเงินที่จ่ายไป

หากจำได้ก่อนหน้านี้สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็เคยออกนโยบาย เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในเวลานั้น ที่ประชาชนไม่ออกมาใช้จ่ายเงินจนเป็นผลพวงกระทบทั้งระบบ

ครั้งนั้นก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์​ว่าเป็นการหวังผลเรียกคะแนนทางการเมืองมากในช่วงที่คะแนนนิยมกำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ สอดรับไปกับภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

ครั้งนี้ก็เช่นกันท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่อาจนิ่งนอนใจได้ ​แถมยังต้องมาเผชิญกับปัญหาการท่องเที่ยวที่น่าเป็นห่วง หลังจากงัดมาตรการเข้มคุมทัวร์ศูนย์เหรียญ

การงัดมาตรการแจกเงินช่วยเหลือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงถูกมองว่าอาจเป็นหนึ่งในการเร่งสร้างคะแนนนิยมให้กับรัฐบาล คสช. ในวันที่กำลังสะบักสะบอมจากปมปัญหาต่างๆ

แม้จะต้องยอมแลกกับการถูกครหาว่า สุดท้ายต้องหันมาใช้นโยบายประชานิยม ทั้งที่ก่อนหน้านี้หลายคนใน คสช.ก็ออกมาถล่มปัญหาจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ​อีกทั้งกลไกการทำงานของแม่น้ำทั้ง 5 สาย ก็มีแนวทางชัดเจนที่จะจัดกลไกสกัดนโยบายประชานิยม​

แน่นอนว่าแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ที่รัฐบาลออกมาเวลานี้ ส่วนหนึ่งอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านเม็ดเงินที่จะช่วยขับเคลื่อนระบบตั้งแต่ผู้บริโภคถึงผู้ผลิต ​เป็นอีกเครื่องยนต์ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ในวันที่การลงทุนภาครัฐและเอกชนยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก

แต่สิ่งที่ได้แน่นอน คือ “คะแนนนิยม”​ ที่จะตามมากับมาตรการซื้อใจต่างๆ ที่ทั้งผู้มีรายได้น้อย แรงงาน เกษตรกร รวมแต่ละกลุ่มแล้วก็มีคนหลายล้านคน

อย่างน้อยก็พอจะบรรเทาแรงกกดดันที่จะย้อนกลับมายังรัฐบาล คสช.ได้พอสมควร​ ในวันที่ปัญหา ทั้งเรื่องการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ที่เริ่มเห็นเกษตรกรออกมาขู่ขอความช่วยเหลือ 

ในจังหวะที่รัฐบาล คสช.​กำลังเร่งสร้างเสถียรภาพในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป เพื่อไม่ให้ทุกอย่างมีอันต้องสะดุดก่อนที่จะเดินไปถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นปลายปีหน้า