บริวารเป็นพิษ จุดอ่อนบิ๊กตู่

วันที่ 10 ต.ค. 2559 เวลา 11:14 น.
บริวารเป็นพิษ จุดอ่อนบิ๊กตู่
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผ่านไป 2 ปีกว่า คะแนนนิยมรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่ได้ลดหย่อนลงไปมากนัก เพราะผลโพลทุกสัปดาห์ได้สะท้อนว่า มีประชาชนยังนิยมในตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จำนวนมาก

ทั้งนี้ สวนดุสิตโพลได้เปิดเผยผลสำรวจเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พบว่า สิ่งที่ประชาชนสมหวังกับ 2 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ คือ การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ผู้มีอิทธิพล 82.69% รวมไปถึงการควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง 78.32% การบริหารประเทศเป็นไปตามโรดแมปที่กำหนด 70.69% การแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน ที่สาธารณะ การจัดระเบียบสังคม 67.32% และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม 60.15%

ในทางกลับกัน สิ่งที่ประชาชนผิดหวังกับ 2 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ปัญหาปากท้องของประชาชน 73.52% ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร 71.89% การปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น 68.38% ปัญหาอาชญากรรม คดีอุกฉกรรจ์ต่างๆ 58.87% และการแก้ปัญหาไฟใต้ 52.19%

ขณะเดียวกันสิ่งที่ประชาชนคาดหวังในปีที่ 3 ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ พบว่า ประชาชนคาดหวังสูงสุดคือให้เศรษฐกิจดีขึ้น มีการลงทุนขนาดใหญ่ พัฒนาระบบการคมนาคม ถึง 83.18% ถัดมาเป็นเรื่องความเป็นอยู่ที่ดี กินดีอยู่ดี มีงานทำ 79.24% ส่วนคนไทยรักสามัคคีกัน บ้านเมืองสงบ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง 72.08% และมีการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย การเมืองเป็นไปในทิศทางที่ดี 71.65%

จากผลโพลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนชื่นชอบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเป็นผลมาจากการใช้มาตรา 44 ในการแก้ไขปัญหา อาทิ โยกย้ายข้าราชการสีเทา แก้ปัญหาการยึดคืนที่ดิน ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

ประเด็นสำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีจุดอ่อน ในเรื่องที่สังคมกำลังจับจ้องคือเรื่องปัญหาบริวารเป็นพิษ ที่มาจากคนรอบข้างทั้งจากครอบครัวน้องชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม อาทิ การแต่งตั้งยศทหารให้ลูกชาย “ปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา” เพื่อให้เข้ารับราชการเป็นนายทหารสังกัดกองทัพภาคที่ 3 ต่อด้วยบุตรชายที่ได้รับงานจากกองทัพภาคที่ 3 หลายโครงการ และยังใช้บ้านพักราชการจดทะเบียนตั้งบริษัทอีกด้วย สุดท้ายกับกรณีภรรยาที่ถูกกล่าวหาใช้งบและกลไกของทางราชการในการสร้างฝายที่ จ.เชียงใหม่ โดยใช้ชื่อตนเอง “ฝายแม่ผ่องพรรณพัฒนา”

ปมปัญหาฉาวดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ ออกอาการปกป้อง แต่ท้ายที่สุดต้องนำไปสู่การพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งอาจถ่วงเวลาไปได้ระยะหนึ่งเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องฉาว กรณีการบินไปประชุมร่วม รมว.กลาโหมอาเซียน และ รมว.กลาโหมสหรัฐ อย่างไม่เป็นทางการ (ASEAN - US Defense Informal Meeting) ของพี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่ใช้งบกว่า 20 ล้านบาท โดยคนที่ร่วมขบวนไปด้วยถูกกล่าวหา ส่วนใหญ่เป็นนายทหารนอกราชการ เพื่อนร่วมรุ่นของ พล.อ.ประวิตร เอง

ทั้งหมดนี้ ยังไม่รวมเรื่องที่มีการกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใสในโครงการสร้างอุทยานราชภักดิ์ ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ยกคำร้องไปแล้ว และเรื่องการให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) รับทำโครงการขุดลอกคลองอีก

ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นนี้ พร้อมที่จะฉุดให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ดิ่งเหวทันที หากมีการปกป้องไม่พยายามตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใส และถูกมองว่าใช้เครื่องมือกลไกที่พรรคพวกตนเองมีอำนาจอยู่ มาฟอกขาวให้ จะยิ่งทำให้รัฐบาลเสียหาย

นอกจากปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีจุดอ่อนทางอารมณ์ ที่มักจะแสดงอารมณ์เสียกว่านายกฯคนอื่นๆ อาจเพราะเป็นคนใส่ใจในทุกเรื่อง ทุกงานต้องเดินหน้า ไม่เกิดปัญหา และไม่อยากได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่เมื่อมีอะไรมากระทบ ก็จะออกอาการหลุดและหากควบคุมไม่อยู่ ก็จะเป็นผลเสียได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของรัฐบาลคือ ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีกลไกการดำรงอยู่ของรัฐบาลด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญชั่วคราว มีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จแบบรัฏฐาธิปัตย์ และมีโรดแมประยะเวลาเป็นตัวกำหนดอายุรัฐบาลอย่างชัดเจน หากนำไปใช้ตรงไปตรงมา จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและได้รับความนิยมมากขึ้น

ทว่า ห้วงเวลาจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องรอบคอบนอกจากควบคุมอารมณ์ คือการคิดให้ทะลุในหลักการของกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเมือง ที่จะต้องผ่อนคลาย และสร้างให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการเมืองและรัฐบาลในอนาคตอย่างไรไม่ให้ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ หรือปูทางไว้สำหรับตัวเอง และแก้ปัญหาได้ในระยะยาว ไม่ใช่สร้างกลไกให้เป็นระเบิดเวลา พล.อ. ประยุทธ์ จะอยู่ในอำนาจได้อีกนาน

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต