ดาบสองดัเอสไอเชือดผลไม้พิษ...วินมาร์ค

วันที่ 20 ส.ค. 2553 เวลา 08:52 น.
เรียกได้ว่าตะลึงกันไปหมด!!เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ สั่งไม่ฟ้องคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซุกหุ้น บริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ งานนี้ถูกมองว่าอาจเป็นการ ปล่อยผี ในช่วงที่การเมืองฝุ่นตลบ และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ก็ถูกถล่มอย่างหนักจากเครือข่ายเสื้อแดง ยังไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ... แต่ข้อมูลที่เกี่ยวกับอธิบดีดีเอสไอถูกปล่อยออกมาเป็นชุดๆ

เรื่องนี้หน่วยงานต้นเรื่อง คือ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นผู้ยื่นหนังสือกล่าวโทษต่อดีเอสไอ

หลังจากพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน อำพรางการถือหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น ตั้งแต่ปี 2543

โดยโอนหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท แอมเพิลริช ให้กับนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร อย่างลับๆ

จากนั้นรายงาน ก.ล.ต.ว่ามีหุ้นชินคอร์ปเหลือ “ศูนย์หุ้น” ซึ่ง ก.ล.ต.มีความเห็นว่าเป็นการรายงานเท็จหรือไม่ถูกต้อง จึงได้กล่าวโทษว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2553 ตามมาตรา 246 ต้องระวางโทษตามมาตรา 298

โดยเรื่องนี้มาแดงเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ มีการขายหุ้นให้กองทุนเทมาเซกจากสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2549

ปรากฏว่ามีรายการหุ้นที่โผล่ขึ้นมาอย่างผิดปกติ 329.2 ล้านหุ้น

สืบไปสืบมา กลายเป็นหุ้นที่แอมเพิลริช ขายให้กับนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา ในราคา หุ้นละ 1 บาท จากนั้นทั้งสองคนก็ขายต่อให้เทมาเซกในราคา 48.26 บาทต่อหุ้น

สุดท้าย ก.ล.ต.ก็ร่วมกับคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ตรวจสอบพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ปฏิบัติการอำพรางการถือหุ้นชินคอร์ปผ่านการโอนหุ้นให้แก่บุตร จากนั้นก็ทำกำไรเข้ากระเป๋า

ผลพวงของเรื่องนี้ ทำให้กรมสรรพากรมีการเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากับพานทองแท้และพินทองทาเกือบ 1.2 หมื่นล้านบาท

และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วินิจฉัยว่าหุ้นชินคอร์ป ที่ถือครองอยู่ในชื่อของบุคคลในครอบครัวชินวัตร บริษัท แอมเพิลริช และบริษัท วินมาร์ค เป็นการถือครองหุ้น แทน พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน

คดีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษขึ้นมารับผิดชอบ

อ้างว่าเมื่อศาลมีคำพิพากษาว่าหุ้นชินคอร์ปที่บุคคลในครอบครัวและบริษัทแอมเพิลริช ถือครองนั้น เป็นการถือแทนผู้ต้องหาทั้งสอง จึงถือได้ว่าผู้ต้องหาทั้งสองไม่มีการถือครองหุ้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงแต่อย่างใด

ดีเอสไอ ระบุว่า ผู้ต้องหาทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องรายงานตามแบบ 2462 ที่ระบุว่า การซื้อขายหุ้นที่ถือในบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เกิน 5% ต้องแจ้ง ก.ล.ต.เพื่อความโปร่งใสแก่ผู้ถือหุ้นรายย่อย

ดีเอสไอมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสอง เพราะข้อกล่าวหาของ ก.ล.ต.ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามตัวบทกฎหมาย

งานนี้ทำให้สังคมตาค้างไปตามๆ กัน เพราะหากมองให้ลึกแล้ว สิ่งที่ศาลฎีกาฯ ตัดสินคือเรื่องการใช้นอมินีอำพรางการถือหุ้นของนักการเมือง

เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า นักการเมืองยังละประโยชน์ส่วนตัวไม่ได้ ก็อย่าหวังทำงานให้แก่ส่วนรวมโดยไม่มีวาระซ่อนเร้น

และในความเป็นจริงก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ มีการออกนโยบายรัฐบาลหลายอย่าง เอื้อประโยชน์แก่ราคาหุ้นชินคอร์ปที่ตนเองและครอบครัวถืออยู่

ไม่ว่านโยบายแปลงส่วนแบ่งรายได้เป็นภาษีสรรพสามิต ลดภาระบริษัทมือถือ การแก้ไขสัญญาสัมปทานลดส่วนแบ่งรายได้ให้ ทศท.และ กสทฯ

สุดท้ายทั้งราคาหุ้นชินคอร์ปและสินทรัพย์ของบริษัทเติบโตมหาศาล เมื่อขายหุ้นทั้งหมดให้แก่กองทุนเทมาเซกจึงมีกำไรหลายหมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นแค่ปฐมบทของคดีหุ้นชินคอร์ป หรือซุกหุ้นภาคสองเท่านั้น

พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวชินวัตรยังมีอีกคดีที่หลักฐานปรากฏชัดเจนและอยู่ระหว่างการสอบสวนของดีเอสไอ

คือกรณีของการอำพรางการถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท ผ่าน “บริษัทวินมาร์ค ลิมิเต็ด”

เมื่อ ก.ล.ต.ตรวจสอบพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน อำพรางการถือหุ้นเป็นชั้นๆ ผ่านกองทุนต่างประเทศ

โดยมีหลักฐานพบว่าช่วงที่วินมาร์คซื้อหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท ก.ล.ต.พบว่าเป็นเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานเอง จำนวน 300 ล้านบาท และอีก 1,200 ล้านบาท จากในบัญชีของบริษัท วินมาร์ค ในแบงก์ 3 แห่งในประเทศสิงคโปร์

แต่หลังจากการซื้อขายแล้ว ปรากฏว่าเส้นทางเงินทั้งหมดกลับโอนเข้าบัญชีของทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน อีกรอบ

ก.ล.ต.จึงสงสัยว่าบริษัท วินมาร์ค กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน น่าจะเป็นคนคนเดียวกัน

ก.ล.ต.และดีเอสไอ ร่วมกันตรวจสอบพบว่าในปีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานได้ให้ แมธีสัน คอร์ปอเรท เซอร์วิส (เอ็มทีซีเอส) ในฮ่องกง ตั้ง “แมทธีสันทรัสต์” จดทะเบียนก่อตั้ง บริษัท วินมาร์ค
จากนั้นตั้ง “ซิเนตร้าทรัสต์” และ “บริษัท บลูไดมอนด์” ขึ้นมาถือหุ้นวินมาร์คอีกชั้นหนึ่ง

หลักฐานสำคัญคือเอกสารของหน่วยงานด้านหลักทรัพย์ของฮ่องกง สิงคโปร์ และเอกสารที่แสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หรือ มิสเตอร์ที เป็นเจ้าของหุ้นวินมาร์ค

ในทางกฎหมายพบว่า ช่วงที่นำหุ้นเอสซี แอสเสท เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่มีการเปิดเผย ว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ถือหุ้นผ่านกองทุนและบริษัทต่างๆ

ถือว่าเป็นการปกปิดโครงสร้างการถือหุ้น เพราะถ้ารวมแล้วเท่ากับว่าครอบครัวชินวัตรจะถือสัดส่วนถึง 3 ใน 4 ของหุ้นทั้งหมด และสามารถใช้สิทธิออกเสียงได้ทุกมติ

หมายความว่าเป็นการครอบงำการบริหารได้อย่างเบ็ดเสร็จ!!!

งานนี้ถือเป็นการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นและไม่เปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง ทั้งที่เป็นบริษัทมหาชน

แน่นอนว่า ต้นไม้พิษแม้จะเติบโตอย่างไร ก็จะได้แต่ผลไม้พิษเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็นบริษัท แอมเพิลริช หรือวินมาร์ค ก็ล้วนแต่เป็นผลไม้พิษของอดีตนายกรัฐมนตรีไทย

งานนี้ดีเอสไอ และ ก.ล.ต.คงมีการขยายผลและโค่นต้นไม้พิษ ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างของนักการเมืองและนักธุรกิจต่อไป