เร่งซื้อใจ 'รากหญ้า-ขรก.' สัญญาณลุย 'เลือกตั้ง'

วันที่ 17 ส.ค. 2553 เวลา 06:57 น.
การเดินหน้า “อัดฉีด” เม็ดเงินผ่านสารพัดอภิมหาโครงการของรัฐบาล ปูพรมสร้างคะแนนนิยมกับทุกกลุ่มในช่วงนี้ ควบคู่ไปกับการจัดวางกำลังในช่วงแต่งตั้งโยกย้าย คล้ายจะเป็น “สัญญาณ” เตือนว่า “การเลือกตั้ง” กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้

โดย...ทีมข่าวการเมือง

 

เริ่มตั้งแต่โครงการซื้อใจรากหญ้าแก้ปัญหาหนี้สินทุกระบบอย่างครบวงจร ผ่าน 4 กระทรวงหลัก ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ

พุ่งเป้าแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับหลายกลุ่มอาชีพ ทั้ง “เกษตรกร” เปิดให้ผู้ที่เป็นหนี้กับกองทุนฟื้นฟู ผ่อนชำระโดยไม่มีดอกเบี้ยระยะยาว เป็นเวลา 15 ปี และอาจจะลดเงินต้นให้แก่เกษตรกรบางรายถึง 50% ส่วนเกษตรกรที่เป็นหนี้กับกองทุนหมู่บ้านจะขยายเวลาการผ่อนชำระหนี้ จาก 1 ปี เป็น 2 ปี

ในส่วนหนี้สินของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน รัฐบาลจะใช้กลไกกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานและกองทุนประกันสังคม เพื่อให้เข้าร่วมโครงการกับกระทรวงการคลัง ผ่านธนาคารออมสิน บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และทำงานร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) โดยการให้กองทุนพัฒนาสวัสดิการชุมชนอีก 5,100 กองทุน

สำหรับในส่วนของหนี้สินครู ซึ่งจะใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู เพื่อสร้างเงินทุนหมุนเวียนควบคู่ไปกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมไปถึงผู้ประกอบอาชีพอิสระกว่า 20 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลจะขยายกองทุนประกันสังคมให้ครอบคลุมไปถึง แล้วดึงเข้ามาสู่ระบบให้ได้รับสิทธิประโยชน์

ถัดมาอีกโครงการยักษ์กับการขึ้นเงินเดือนข้าราชการแรกบรรจุของสำนักงานข้าราชการพลเรือน ตามที่ ก.พ.เสนอให้ขยับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุข้าราชการพลเรือนให้ใกล้เคียงกับภาคเอกชน ภายในระยะเวลา 5 ปี หวังดึงคนเก่งเข้าสู่ระบบป้องกันสมองไหล

พร้อมทุ่มงบ 200 ล้านบาท ชดเชยอัตราเงินเดือนข้าราชการแรกบรรจุก่อนหน้านี้ เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่น

นอกจากนี้ยังพบการเตรียมชงร่างพระราชกฤษฎีกา ปรับอัตราเงินเดือนทั้งข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ตุลาการ สส. สว. อีก 5% จากฐานเงินเดือน  โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2554 และคาดจะใช้งบประมาณเพิ่ม 1.3 หมื่นล้านบาท

ถัดมาที่เงื่อนไขสำคัญ อย่างงบรายจ่ายประจำปี 2554 วงเงิน 2.07 ล้านล้านบาทซึ่งกำลังเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 23 สัปดาห์นี้ และไม่น่าจะมีปัญหาในการลงมติ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลล้วนคาดหวังกับงบก้อนนี้เพื่อไปสร้างผลงาน ตุนคะแนนเสียง

ยิ่งจุดเด่นของงบประมาณ 2554 ที่เน้นหนักไปในการต่อยอดกระตุ้นเศรษฐกิจ สอดรับกับโครงการไทยเข้มแข็งที่รัฐบาลพยายามปั่นผลงาน ด้วยการจัดสรรงบลงทุนกว่า 3.4 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 61.2% จากปีก่อน กระจายทั่วถึงไปแต่ละกระทรวง

การลงมติผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในครั้งนี้ จึงไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด เพราะใช้เพียงแค่เสียงข้างมาก ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง

เมื่อปลดล็อก พ.ร.บ.งบประมาณฯ เส้นทางสู่การเลือกตั้งจึงเปิดกว้างขึ้น

ที่สำคัญช่วงนี้รัฐบาลกำลังจัดวาง “มือไม้” ผ่านการแต่งตั้งโยกย้าย จัดวางขุมกำลังใหม่ ไม่ว่าจะเป็น โผทหาร ที่ดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. พร้อมจัดทัพไล่ลงไปในส่วนคุมกำลังป้องกันการฟื้นคืนอำนาจของเครือข่ายทักษิณ

แม้แต่แวดวง “ตำรวจ” ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลประชาธิปัตย์มาโดยตลอด เที่ยวนี้ “เด็กดื้อ” อย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังดัน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ขึ้นเป็น ผบ.ตร. กุมบังเหียนวงการสีกากี ในช่วงที่รัฐบาลคาดหวังจะปฏิรูปวงการตำรวจ

ยังไม่รวมกับตำแหน่งผู้ว่าฯ ในจังหวัดสำคัญๆ ที่เคยเป็นปัญหาในช่วงเสื้อแดงแผลงฤทธิ์ในการกระจายตัวก่อเหตุป่วนตามศาลากลางจังหวัด รวมถึงตำแหน่งปลีกย่อยในรายกระทรวงต่างๆ ที่ค่อยๆ ปรับขบวนวางมือไม้

สัญญาณต่างๆ ที่สอดรับกับการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งครั้งนี้ ยังเป็นจังหวะใกล้เคียงกับที่ นายกฯ “อภิสิทธิ์” เคยยื่นตุ๊กตาระหว่างเจรจากับเสื้อแดงรอบ 2 ออกโทรทัศน์ เสนอโรดแมป ยุบสภาใน 9 เดือน ตรงกับวันที่ 6 ธ.ค. และเปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่ประมาณปลายเดือน ม.ค.ปีหน้า

ทว่า ได้งัดเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ สำหรับการยุบสภาและเลือกตั้ง คือ 1.เศรษฐกิจดีขึ้น 2.บรรยากาศการเมืองดี ทุกฝ่ายเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งได้ 3เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นกฎกติกาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ดังนั้น การที่รัฐบาลพยายามดันโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายโครงการ นอกจากจะเป็นการสร้างคะแนนเสียงสำหรับเลือกตั้งแล้ว อีกด้านหนึ่งยังเปิดช่องนำไปสู่การยุบสภาได้อย่างที่เคยประกาศไว้

เมื่อเงื่อนไขเรื่องบรรยากาศสมานฉันท์ปรองดอง รัฐบาลได้ปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นมา ทั้งสืบหาข้อเท็จจริงจากการสลายการชุมนุมที่เป็นปัญหา การปฏิรูปสังคม ปฏิรูปประชาธิปไตย รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้สามารถเดินหน้าต่อไปได้แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลไปแล้ว

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือการทยอยประกาศยกเลิก การบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งนอกจากจะเป็นไปตามคำเรียกร้องจากหลายฝ่ายแล้ว อีกด้านหนึ่งยังสะท้อนให้เห็นถึงสภาพบ้านเมืองที่เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ อันจะไปสอดรับกับอีกเงื่อนไขของการยุบสภา

ทำให้ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 7 จังหวัด ซึ่งยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่นนครราชสีมา กทม. สมุทรปราการ ปทุมธานีและนนทบุรี

ยิ่งจับสัญญาณจากการสัมมนาพรรคประชาธิปัตย์ จ.ภูเก็ต ที่แม่บ้านพรรค สุเทพ เทือกสุบรรณ กำชับลูกพรรคเดือนหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับสาขาพรรค พร้อมระดมหาสมาชิกคุณภาพคอยเป็นปากเป็นเสียงแทนพรรค

มีหน้าที่สำคัญกับการคอยชี้แจงประเด็นต่างๆ ทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะการปลุกปั่นโจมตีรัฐบาล ซึ่งกำลังจะเริ่มกระจายตัวลงไปในพื้นที่ โดยหยิบยกประเด็นการสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บจำนวนมากมาเป็นประเด็นทำลายความชอบธรรมรัฐบาล

หลังจากรัฐบาลเริ่มสะสางความวุ่นวายทางการเมืองไปได้ระดับหนึ่ง กลไกที่สำคัญของรัฐบาลหลังจากนี้ คือการเร่งสร้างผลงานให้ออกมาเป็นรูปธรรมจับต้องได้ เพื่อนำมาเป็นจุดขายและต่อสู้กับการโจมตีเรื่องสลายการชุมนุม

สัญญาณต่างๆ เหล่านี้จึงสะท้อนว่า “การเลือกตั้ง” กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แม้ไม่รู้ว่าจะเร็วขนาดไหน แต่รัฐบาลพร้อมแล้ว